ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

6 วิธีเลี้ยงลูกให้เป็นแชมป์

 

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองคะ ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องการให้ลูกๆ หลานๆ ที่รักของเราเป็นที่หนึ่ง เป็นแชมป์ ซึ่งคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองเองก็คงได้อ่านวิธีเลี้ยงลูกจากผู้เชี่ยวชาญมามากมายหลากหลายวิธีแล้ว ในบทความนี้ ผู้เขียนไม่ได้มาแนะนำวิธีเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการหรอกค่ะ แต่จะมาเล่าเรื่องที่น่าสนใจให้ฟัง

 

 

ก่อนอื่นเลย ผู้เขียนขอพูดถึงความจริงที่เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเด็กๆ ที่รักของเรากันก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกท่านรู้อยู่แล้วแต่แกล้งลืมกันไป ประเด็นนั้นก็คือ “เด็กทุกคนไม่เหมือนกัน”      ใช่แล้วค่ะ เด็กแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง หากเด็กคนหนึ่งเรียนได้ 4.00 ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะทำเช่นนั้นได้หมด หรือเด็กบางคนเป็นอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่งมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ไม่ได้เป็นอัจฉริยะจะด้อยคุณค่า เด็กทุกคนมีคุณค่าในตัวเขาเองค่ะ และแน่นอนไม่ใช่แค่เราๆ ที่อยากให้ลูกๆ เป็นแชมป์ ตัวเด็กๆ เองก็มีความรู้สึกว่าอยากเป็นแชมป์ แต่ความเป็นแชมป์ ณ ที่นี้ ไม่ใช่การชนะเลิศใดๆ แต่มันคือการได้รับการยอมรับจากพ่อ แม่ ผู้ปกครอง คุณครู เพื่อนๆ และสังคมที่เขาอยู่ แล้วเราจะทำอย่างไรละลูกๆ ของเราถึงจะรู้สึกว่า “เขาเป็นแชมป์” อยู่เสมอ บทความนี้มีคำตอบค่ะ

 

 

Rita Pierson นักวิชาการศึกษา ผู้คร่ำหวอดในวงการการศึกษาสหรัฐอเมริการมากว่า 40 ปี ได้เล่าประสบการณ์ของเธอให้ฟังว่า การสอนหนังสือเป็นงานที่ต้องอาศัยการสร้างความสัมพันธ์ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในตัวเด็กแต่ละคน รวมไปถึงการกล้าที่จะขอโทษเด็กๆ ก่อน  ครั้งหนึ่ง Pierson ได้สอนเด็กนักเรียนเรื่องอัตราส่วน แต่เมื่อเธอสอนเสร็จ เธอกลับพบว่า ที่เธอสอนเด็กๆ ไปผิดหมดเลย  วันรุ่งขึ้นเธอจึงกล่าวกับเด็กๆ ว่า "ทุกคนคะ ครูมีเรื่องจะขอโทษ ครูสอนเรื่องอัตราส่วนผิดหมดเลย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ" ซึ่งเด็กๆ ก็ตอบกลับมาอย่างน่ารักว่า "ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ ครู Pierson ครูคงตื่นเต้นมาก พวกเราให้อภัยนะ" 

 

 

นอกจากนี้ Pierson ยังเล่าอีกว่า เธอเคยสอนชั้นเรียนที่เรียนรู้ช้ามาก เธอค่อนข้างกังวลในการทำหน้าที่ครูผู้ที่จะนำพาให้เด็กๆ เติบโต เธอจึงใช้วิธีเสริมพลังให้กับเด็กๆ ด้วย

การบอกเด็กๆ ว่า "พวกเธอถูกเลือกให้มาเรียนห้องนี้ เพราะครูเป็นครูที่ดีที่สุด และพวกเธอก็เป็นนักเรียนที่เจ๋งที่สุด พวกเขาให้เรามาอยู่ด้วยกันเพื่อเป็นตัวอย่างให้นักเรียนคนอื่นๆ ทุกคน เพราะฉะนั้นเวลาเราเดินนอกห้อง คนจะมองเรา เราจะเหลวไหลไม่ได้แล้วนะ เราจะต้องเดินอย่างสง่างาม" และเธอยังให้เด็กๆ พูดว่า "ฉันเป็นคนคนหนึ่ง ฉันเป็นคนคนหนึ่งตอนเดินเข้ามา และจะเป็นคนที่ดีกว่าเมื่อเดินออกไป ฉันมีพลังและฉันก็เข้มแข็ง ฉันสมควรที่จะได้เรียนที่นี่ ฉันมีสิ่งที่ต้องทำ มีคนต้องประทับใจ และมีที่ที่ต้องไป" โดยให้เด็กๆ พูดเช่นนี้ทุกเช้าก่อนเข้าเรียนและตอนเย็นหลังเลิกเรียน ผลที่ได้ก็คือ เด็กๆ เรียนรู้ได้ดีขึ้น มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น และแน่นอนเมื่อเด็กๆ เติบโต พวกเขากลายเป็นคนละคนกับตอนที่ Pierson เริ่มสอน

 

 

Pierson ย้ำว่า การเป็นนักการศึกษานั้น เป็นงานที่ต้องลงทุนในความสัมพันธ์ แน่นอนว่าครูไม่สามารถชื่นชอบเด็กทุกคนที่สอนได้ ประเด็นก็คือ ครูจะไม่สามารถให้เด็กเหล่านั้นรู้ได้เลย ดังนั้นครูต้องเป็นนักแสดงที่ดีเยี่ยม ครูต้องทำงานแม้อาจไม่ชอบก็ตาม ครูต้องเชื่อฟังนโยบายเบื้องบนที่ฟังดูไร้เหตุผล แต่ก็ต้องสอนต่อไป ครูต้องสอน เพราะนั่นคือสิ่งที่ครูต้องทำ   

 

 

จากเรื่องราวข้างต้นของ Pierson ผู้เขียนจึงสามารถสรุปได้ว่า การสร้างลูกให้เป็นแชมป์ ต้องอาศัยวิธีสร้างพลังบวก ต่อไปนี้

 

 

1.การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับลูก

ดังที่ Pierson กล่าวว่า เราต้องลงทุนในความสัมพันธ์ เด็กๆ ถึงจะเกิดการเรียนรู้ที่ดี และเด็กๆ จะรู้สึกว่าเขามีค่ากับพ่อ แม่   

 

 

2.การกล้าที่จะขอโทษเมื่อผู้ใหญ่ทำผิด

เป็นวิธีการลดอัตตาของผู้ใหญ่เอง และลดช่องว่างระหว่างวัยได้ดีที่เดียวค่ะ เมื่อเราทำผิด เราขอโทษ เด็กๆ จะรู้สึกว่าพวกเขาได้รับความสำคัญ และเรียนรู้ผ่านตัวแบบคือเรานั่นเอง

 

 

3.การมองหามุมที่ดีของลูกและชื่นชมมุมที่ดีนั้น

ไม่มีเด็กคนไหนที่ดีเฟอร์เฟค และเลวสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ ทุกคนมีมุมดี มุมร้าย ดังนั้น การใส่ใจมุมที่ดีย่อมส่งเสริมให้เขาแสดงออกในพฤติกรรมที่ดีมากยิ่งขึ้น