ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ
original_1164948181 copy.jpg

สถานการณ์อคติทางเพศ และ 5 คำแนะนำปลูกฝังความเท่าเทียมทางเพศในครอบครัว

 

เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หรือความเสมอภาคทางเพศ ถือว่าเป็นประเด็น Hot Issue ของสังคมในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเองก็ได้มี พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศ ที่มีมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ “การปกป้องประชาชนไทยจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ”    

 

 

แต่เพราะอะไรที่ยังทำให้เราเห็นการปฏิบัติในลักษณะเหยียดเพศ ซึ่งไม่ใช่แค่ชายเหยียดหญิง หญิงเหยียดชาย ยังมีการลุกลามบานปลายไปถึงหญิงชายเหยียดผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศโดยกำเนิดอีก 

 

 

 

ไม่ใช่แค่ในไทย แต่เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก

 

 

การเหยียดเพศ หรือการปฏิบัติไม่เท่าเทียมทางเพศ ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะในประเทศแถบเอเชียเท่านั้น แต่ในประเทศที่ดูเหมือนจะเสรีอย่างประเทศสหรัฐอเมริการ ยังมีปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศอย่างมาก โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขนาดใหญ่ของโลก คือ Hollywood โดย Stacy Smith นักแสดงและนักวิจัยเรื่องบทบาททางเพศในวงการภาพยนตร์ เคยบรรยายในเวที TED Women 2016 ในหัวข้อ “ข้อมูลเบื้องหลังการเหยียดเพศของฮอลลีวูด” เธอกล่าวว่า

 

ในปี ค.ศ. 2016 จะพบว่าสถาณการณ์ความไม่เท่าเทียมทางเพศเป็นปัญหามากขึ้น จากภาพยนตร์ 100 เรื่องที่ทำเงินสูงสุดของปี พบว่า จำนวน 48 เรื่อง ไม่มีตัวละครหญิงที่มีบทที่เป็นชาวแอฟริกัน - อเมริกัน จำนวน 70 เรื่อง ไม่มีตัวละครหญิงที่มีเชื้อชาติหรือเป็นชาวเอเชียที่มีบทพูดเลย ภาพยนตร์ 84 เรื่อง ไม่มีตัวละครเพศหญิงที่พิการเลย และ ภาพยนตร์ 93 เรื่อง ที่ไร้ซึ่งตัวละครที่เป็นเลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล หรือแปลงเพศเป็นหญิงเลย

 

อีกทั้งค่าตอบแทนของนักแสดงหญิงกับนักแสดงชายก็มีความแตกต่างกันมาก โดยครั้งหนึ่ง Jennifer Lawrence นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านเว็บไซต์ www.lennyletter.com ถึงกรณีที่เธอได้รับส่วนแบ่งรายได้น้อยกว่าเพื่อนนักแสดงชายในภาพยนตร์ดัง American Hustle และมีนักแสดงชื่อดังจำนวนมาก เช่น Emma Watson, Jessica Chastain, Elizabeth Banks ที่แสดงตัวสนับสนุน Lawrence

 

 

สถานการณ์ในประเทศไทยเป็นยังไง

 

ต้องยอมรับกันก่อนว่า ประเทศไทยได้รับอิทธิพลเรื่องค่านิยม“ชายเป็นใหญ่” (patriarchy) ซึ่งเป็นค่านิยมที่พัฒนามาจาก “ปิตาธิปไตย” (Paternalism) ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยยังเป็นราชธานีกันเลย   โดย “ปิตาธิปไตย” เป็นคำที่ถูกใช้แทนการปกครองของรัฐบาลที่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำโดยในสมัยสุโขทัยนั้น พระมหากษัตริย์เป็น "พ่อขุน" และมีประชาชนเป็น "ท่วย" หรือ "ไพร่ฟ้า" เพราะฉะนั้น กษัตริย์ในฐานะ “พ่อ” จึงสามารถใช้อำนาจเด็ดขาดในการปกครองลูกได้

 

ด้วยเหตุนี้ ชายไทยส่วนใหญ่จึงได้รับการสืบทอดมาว่า ต้องมีความเป็น “พ่อ” ต้องปกป้องคุ้มครองผู้ที่อยู่ในความปกครอง (ลูก ภรรยา ผู้ใต้บังคับบัญชา) และแน่นอนว่า “พ่อ” ย่อมมีอำนาจในการปกครองบุคคลที่กล่าวมาได้อย่างชอบธรรม จึงเห็นได้ว่า ตำแหน่งสำคัญในประเทศไทย เช่น ตำแหน่งทางทหาร ผู้นำประเทศ ช่างหาเพศหญิงได้ยากนัก แต่ที่ยากกว่าคือบุคคลข้ามเพศ ที่นอกจากจะไม่ได้รับโอกาสในการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญแล้ว ยังไม่ได้รับการยอมรับว่ามีตัวตนในบางสังคมด้วยซ้ำ

 

สำหรับสถานการ์ความเท่าเทียมทางเพศในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปในทางบวกโดยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดในที่ประชุมสหประชาชาติ เรื่องการปรับปรุง การพัฒนากฏหมาย เพื่อส่งเสริมสิทธิและความเสมอภาคระหว่างเพศ โดยแสดงให้ต่างประเทศได้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันการออกกฏหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศ ให้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

 

หรือเมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แกนนำเครือข่ายผู้ปกครองในสถานศึกษา เครือข่ายเยาวช