บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

สื่อสารกับคนรักอย่างไรไม่ชวนทะเลาะ

คุณๆทั้งหลาย ช่วงนี้คงได้เห็นข่าวดารารักร้าวหลายๆ คู่ผ่านทางสื่อต่างๆ ซึ่งสาเหตุการเลิกกันของหลายๆคู่นั้นไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจน คือ หลายคู่เข้าใจผิดเพราะ “การสื่อสาร” และหลายคนยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของตนเองเสียหายในสายตาประชาชนเพราะ “การสื่อสาร” ผ่านทาง Social Media ส่วนตัวบ้าง ผ่านทางการสัมภาษณ์บ้าง และกลับกัน ดาราหลายคนที่เป้นข่าวรักร้าว แต่กลับสัมภาษณ์ได้ดูดี ไม่สร้างความเสียหายให้ใคร กระแสสังคมจึงเห็นใจและให้กำลังใจอย่างมาก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ล้วนมาจาก “การสื่อสาร” ดังนั้น ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอนำท่านผู้อ่านไปรู้จักกับวิธี “สื่อสาร” ที่ช่วยเสริม ความสัมพันธ์ของคุณผู้อ่านกับคนที่คุณรักให้ยาวนานกันค่ะ

 

 

หัวใจของทุกความสัมพันธ์คืออะไร?

 

“การสื่อสาร”เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อความสุข และความเข้มแข็งของทุกความ

สัมพันธ์บนโลกใบนี้ เพราะ “การสื่อสาร” สามารถทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ของผู้สื่อสาร และสามารถนำมาซึ่งความรู้สึกดีๆ อันก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

 

แต่ในทางกลับกัน หากผู้สื่อสารไม่สามารถสื่อสารได้อย่างตรงไปตรงมา และไม่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจกันได้อย่างถูกต้องชัดเจน หรือมีการตีความผิดพลาด ย่อมส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง และมีสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกัน

 

 

โดย Mc Leod และ O’Keefe (1972) มีแนวคิดว่า การสื่อสาร มี 4 รูปแบบ คือ 

 

 

1. แบบเห็นพ้องต้องกัน (Consensual)

เป็นลักษณะการสื่อสารที่ให้ความสำคัญกับประเพณีค่านิยมดั่งเดิม แต่ก็เปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้แสดงความคิดเห็น แสดงออก รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน การสื่อสารรูปแบบนี้ ทำให้คู่สนทนารู้สึกเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน และมีการประนีประนอม 

 

 

2. แบบเปิดเสรีทางความคิด (Pluralistic)

เป็นลักษณะการสื่อสารที่สนับสนุนให้คู่สนทนารู้จักพัฒนาความคิดของตนเอง กล้าแสดง ออก กล้าพูดคุย กล้าถกเถียง มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญ  มีลักษณะการสื่อสารที่มีความยืดหยุ่นสูง ไม่ยึดติดกับประเพณีค่านิยมมากนัก 

 

 

3. แบบปกป้อง (Protective)

เป็นลักษณะการสื่อสารที่เข้มงวด ไม่เปิดโอกาสให้คู่สนทนาแสดงความคิดเห็นแม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม การสื่อสารรูปแบบนี้อาจนำไปสู่การต่อต้านแบบดื้อเงียบ 

 

 

4. แบบปล่อยปละละเลย (Laissez-Faire)

เป็นลักษณะการสื่อสารที่ไม่มีแบบแผนยึดถือ เป็นไปอย่างอิสระ ไม่มีกรอบหรือแนวทางที่ชัดเจน คู่สนทนามีการสื่อสารกันน้อย และมักทำอะไรตามใจตนเอง

 

 

ซึ่งการนำรูปแบบการสื่อสารทั้ง 4 รูปแบบไปใช้นั้น Mc Leod และ O’Keefe ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรดูความเหมาะสมของความสัมพันธ์ และสถานการณ์ขณะสนทนาเป็นหลัก เพราะทั้ง 4 รูปแบบมีข้อดี ข้อเสียต่างกัน ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้

 

 

การสื่อสารที่ดีควรเป็นแบบไหน?

 

 

ในปี ค.ศ. 1993 Epsteinและคณะ ได้ทำการศึกษาเรื่องรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งต่อมา กลายเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ถูกนำไปใช้มากในการทำจิตบำบัด และการให้คำปรึกษาครอบครัว ซึ่งประกอบด้วยรูปแบบการสื่อสาร 4 รูปแบบด้วยกัน คือ

 

 

1. การสื่อสารที่มีเนื้อหาชัดเจนและตรงต่อบุคคลเป้าหมาย