ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

3 สิ่งสำคัญที่ทำให้ความใส่ใจของคุณไม่น่ารำคาญอีกต่อไป

 

เมื่อพูดถึงเรื่อง “การใส่ใจ” แล้ว เชื่อว่าคงมีผู้อ่านหลายท่านเคยประสบกับปัญหาถูกคนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว แฟน สามี ภรรยา ลูก พี่ น้อง หรือเพื่อนสนิทหาว่า “ใส่ใจน้อยเกินไปบ้าง” หรือถูกละเลยการใส่ใจบ้าง จนเกิดความสงสัยว่า “ใส่ใจเท่าไหร่ถึงจะพอ?”

 

วันนี้จะนำไปรู้จักกับเทคนิคการรักษาสมดุลของการแสดงความใส่ใจ เพื่อลดการเกิดปัญหาที่มาจาก “การใส่ใจ” กันค่ะ

 

 

 

โดยเนื้อหาในบทความนี้ ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจมาจากการบรรยายของ Jackie Tabick ซึ่งเป็นแรบไบ (Rabbi) หญิงคนแรกของประเทศอังกฤษ ได้บรรยายในหัวข้อ The balancing act of compassion ในปี ค.ศ. 2009 ใจความสำคัญว่า  ทุกศาสนามีคำสอนที่มุ่งให้เกิด “ความรัก” ซึ่งความรัก ณ ที่นี้ แสดงออกโดยการ “เห็นอกเห็นใจ ใส่ใจกัน” ซึ่งทุกคนคงได้เรียนรู้กันมาแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า “การใส่ใจ” หรือเห็นอกเห็นใจนั้น ส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของเรา 

 

มีคำกล่าวคลาสสิกที่ว่า “อยากได้อะไรจงให้เขาก่อน” หมายความว่า ถ้าคุณต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติเช่นใดกับคุณ ขอให้คุณปฏิบัติเช่นนั้นกับเขาก่อน หากคุณต้องการมิตรจงเป็นมิตร หากคุณต้องการศัตรูนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้ว “การใส่ใจ” มาเกี่ยวข้องอะไรในส่วนนี้ ต้องขอบอกเลยว่า “การใส่ใจ” มีส่วนสำคัญอย่างมากเลยค่ะในการที่จะทำให้เราเข้าใจผู้อื่น เข้าใจว่าผู้อื่นต้องการอะไร ผู้อื่นรู้สึกอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้นั้นเป็นบุคคลสำคัญ เป็นบุคคลที่เรารักด้วยแล้ว “การใส่ใจ” ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญค่ะ 

 

แต่อย่างไรก็ตาม “การใส่ใจ” ที่มากเกินไป ก็จะทำให้บุคคลที่เราต้องการ “ใส่ใจ” รู้สึกไปในทางรำคาญได้ ทั้งๆที่เรามีเจตนาดี แต่ผู้รับความ “ใส่ใจ” ไม่ต้องการก็ไร้ประโยชน์ อีกทั้งยังจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ไปเสียอีก ด้วยเหตุนี้ Tabick จึงได้มีข้อแนะนำ ว่า “การใส่ใจ” ที่มีคุณภาพ ต้องประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 3 องค์ประกอบ ดังนี้

 

 

1.ความยุติธรรม

 

เหตุผลที่ “การใส่ใจ” ต้องมีความยุติธรรม เพราะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เราจะให้ความสำคัญกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น เราต้องใส่ใจกับทุกคนโดยยึดหลักความยุติธรรม หมายความว่า จงให้คนที่ควรให้ ในปริมาณที่ควรได้รับ เช่น คุณผู้อ่านสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มาก แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็ควรใส่ใจคุณพ่อคุณแม่ให้มากขึ้น ผ่านการติดต่อสื่อสารในช่องทางต่างๆ หรือหาเวลาไปหาให้มากขึ้น ใส่ใจบุคคลที่ไม่ควรใส่ใจให้น้อยลง เช่น คนที่ว่าร้าย คนที่ทำร้ายความรู้สึกของเราค่ะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรากลับใส่ใจคนที่ควรใส่ใจน้อยกว่าที่เป็น แต่กลับไปให้ความสำคัญกับคนที่ไม่ควรใส่ใจเสียมากกว่า รู้แบบนี้แล้ว ใส่ใจให้ถูกคนเพื่อความสบายใจของเรากันนะคะ

 

 

2.สติ

การมีสติ คือ การมีสำนึกรู้ตัวอยู่เสมอ ซึ่ง “การใส่ใจ” ก็ต้องการความรู้ตัว รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร รู้ว่าเราได้ทำอะไรให้กับใคร และรู้ว่าเราแสดงออกต่อบุคคลอื่นอย่างไร การมีสตินั้น จะส่งผลให้ “การใส่ใจ” มีคุณภาพ เพราะเราจะรู้ตัวอยู่เสมอในการให้ความ “ใส่ใจ” และตระหนักเสมอถึงทุกผลของการกระทำของเรา

 

 

3.ความเห็นอกเห็นใจ

 

“การใส่ใจ” ที่มีคุณภาพนั้น จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรารู้ว่าบุคคลที่เร