ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

จะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกไม่อยากเป็นเหมือนเพศกำเนิด

การเป็นพ่อ เป็นแม่คนนี้นะคะ นอกจากจะไม่ง่ายแล้ว ยังต้องเป็นไปตลอดชีวิต ลาป่วย ลาพักผ่อน ลาออกก็ไม่ได้ แถมในยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนไว คนเป็นพ่อเป็นแม่ยิ่งต้องเปิดใจกว้างมาก ๆ โดยเฉพาะพ่อแม่ของเด็กเจนแอลฟ่า (Generation Alphas) คือ เด็กที่เกิดในปี พ.ศ. 2553 – 2568 ที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะไร้ขีดจำกัดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไม่นับถือศาสนา การมีเพศทางเลือกเป็นเรื่องปกติ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ประหนึ่งคมมีดกรีดใจของคุณพ่อคุณแม่ที่ค่อนข้างเป็นนักอนุรักษ์นิยมพอสมควร และเมื่อคนที่มีช่องว่างระหว่างวัย มีช่องว่างระหว่างทัศนคติ มีความต่างในแนวคิดการใช้ชีวิต และมีการมองโลกคนละมุมดันมาเป็นพ่อ แม่ ลูกกัน ปัญหาก็จะตามมา หากพ่อ แม่ ลูก ไม่มีการปรับตัวเข้าหากัน (อ่านบทความ 5 วิธีเลี้ยงเด็กยุคอัลฟ่าเจนอย่างมีประสิทธิภาพ)

 

 

ดังเช่นที่ซีรี่ย์เรื่องวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ได้หยิบยกมานำเสนอ ซึ่งเรื่องราวที่กระทบใจของผู้เขียน และขอนำมาแชร์กับคุณผู้อ่านในบทความนี้ ก็คือเหตุการณ์ใน episode 8 ที่คุณแม่ (ที่แสดงโดยคุณน้ำฝน สรวงสุดา ลาวัลย์ประเสริฐ ที่บอกเลยว่าแค่ยืนทำตาดุ ๆ คนดูยังกลัวเลยจ้า) ทะเลาะกับลูกสาววัยรุ่นชื่อ น้องไออุ่น (แสดงโดยน้องพลอย ศรนรินทร์ ที่ได้ฉายาว่า จินตรา 2) เรื่องมันเกิดจากว่า คุณแม่เอ๊ะใจกับพฤติกรรมบางอย่างของลูกสาว จึงแอบไปค้นห้องลูก คุณแม่ก็ไปค้นแถวตู้เสื้อผ้า จนไปเจอกล่องที่เก็บความลับของน้องไออุ่นไว้ (คำเตือน ต่อไปนี้เป็นสปอยส์) นั่นก็คือแถบรัดหน้าอก คุณแม่ที่อารมณ์คุกรุ่นและหัวร้อนในระดับเดือดปุดๆ ยืนรอลูกสาวกลับมาจากโรงเรียนเพื่อถามว่ามันเกิดอะไรกันแน่ แต่ด้วยความที่อารมณ์นำเหตุผลซะเยอะ คุณแม่จึงเผลอลงไม้ลงมือกระชากเสื้อลูกสาวจนขาด เผยให้เห็นว่าลูกรัดหน้าอกอยู่ คุณแม่จึงถามด้วยความผิดหวังปนเสียใจ ว่า “อุ่นเป็นบ้าอะไร” ด้านคุณลูกเจอแบบนั้นก็ฟิวส์ขาดเช่นกัน จึงตอบโต้กลับไปว่า “อุ่นไม่ได้เป็นบ้า อุ่นไม่รู้เหมือนกันว่าอุ่นเป็นอะไร แต่อุ่นไม่อยากเป็นผู้หญิง”

 

 

ในฉากดังกล่าว สะท้อนอะไรให้เราเห็นได้หลายอย่างค่ะ ทั้งเรื่องความผิดหวังของแม่  ที่คาดหวังตามพื้นฐานปกติ คือ ลูกต้องเป็นเพศตามกำเนิดไปตลอดชีวิต ความสับสนในตัวเองของเด็กวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในวัยค้นหาตัวตน และความห่างของช่องว่างทางความคิด ช่องว่างทางความรู้สึก ระหว่างแม่กับลูกสาวที่ไม่สามารถสื่อสารและปรับจูนให้เข้าใจกันได้ ฉากละครดังกล่าวจึงได้สะท้อนเข้ามาในใจเราว่า “หากเราที่เป็นพ่อ เป็นแม่ เจอกับเหตุการณ์ในละคร เราควรทำเช่นไร?” 

 

 

คำตอบของคำถามข้างต้น สามารถหาคำตอบได้จากปาถกฐาของคุณหมอ Norman Spack เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนที่กำหนดเพศสภาพ (Gender) ของโรงพยาบาลเด็กบอสตัน โดยใจความสำคัญของปาถกฐา ก็คือ “เราจะสามารถช่วยวัยรุ่นเพศทางเลือกให้กลายเป็นคนที่พวกเขาต้องการได้อย่างไร?”  น่าสนใจใช่ไหมละค่ะ คุณหมอ Spack ได้กล่าวไว้ว่า ในการแสดงตัวตนทางเพศของวัยรุ่นนั้น ต้องอาศัยความกล้ามหาศาล เพราะมันเป็นการแสดงตัวเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยต่อความคาดหวังของพ่อแม่ของตัวเอง    แต่หากพวกเขาไม่เปิดเผยเพศสภาพที่แท้จริงของตัวเอง ก็จะกลายเป็นศัตรูกับความรู้สึกของตัวเองอีก 

 

 

การที่คนเราอยู่ในภาวะไม่พอใจต่อเพศโดยกำเนิดนั้นเป็นเรื่องทรมานใจอย่างมาก เพราะในขณะที่ร่างกายเป็นแปลงไปตามวัย ซึ่งรวมไปถึงอวัยวะที่บ่งชี้เพศก็เจริญไปตามวัยด้วย แต่จิตใจเรากลับต่อต้านอย่างรุนแรง พยายามแสดงพฤติกรรมฝืนธรรมชาติทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปตรงกับเพศสภาพในใจที่สุด แล้วเรื่องการเป็นเพศทางเลือกจะเป็นปัญหาหนักไปอีกในช่วงที่พวกเขามีความรัก มันจะกลายเป็นการคบหาที่ต้อง   หลบ ๆ ซ่อน ๆ เป็นการมีความรักที่ถูกตราหน้าว่าผิดศีลธรรม ผิดธรรมชาติ ทั้ง ๆ ที่ พวกเขาแค่ “มีความรัก” นอกจากนั้นแล้ว สิ