บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

การุณยฆาต ทางเลือกสุดท้ายของชีวิต

 

ในขณะที่เขียนอยู่นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบันทึกของชายชาวไทยผู้หนึ่งที่ตัดสินใจเดินทางไปทำการุณยฆาตตนเองที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากไม่ต้องการทนทุกข์ทรมานกับผลกระทบทางร่างกาย จิตใจ หน้าที่การงานที่เป็นผลมาจากมะเร็งในสมอง ที่จุดเดิมเป็นครั้งที่สาม แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่ได้เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อการณ์นี้  ก่อนหน้านี้คุณผู้อ่านคงเคยได้ข่าวเกี่ยวกับคุณตาเดวิด กู๊ดดอล อายุ 104 ปี นักวิทยาศาสตร์ลูกครึ่งอังกฤษ – ออสเตรเลีย ที่เลือกกระทำการการุณยฆาตตนเองที่สวิสเซอร์แลนด์เช่นกัน แต่สำหรับชาวไทยแล้ว ชายหนุ่มท่านนี้เป็นคนแรกที่ผู้เขียนได้ข่าวอย่างเป็นทางการว่าเป็นคนไทยที่เลือกเส้นทางชีวิตเช่นนี้

 

 

สำหรับเส้นทางการการุณยฆาตในกฎหมายไทย หรือในสังคมไทยเองก็ตาม กล่าวได้ว่ามีชะตากรรมไม่ต่างจากการทำแท้งเสรี ก็คือเป็นวาระที่พยายามผลักดันออกมาเป็นกฎหมาย แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเพราะติดปัญหาเรื่องศีลธรรม ถ้าพูดให้ง่ายๆ ก็คือ การทำแท้งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามเป็นบาป  การกระทำการุณยฆาตให้ค่าเท่ากับการฆ่าตัวตาย เป็นบาปอีกเช่นกัน

 

 

การุณยฆาตคืออะไร?

 

การุณยฆาต เมื่อพิจารณาที่มาแล้วพบว่า มีรากศัพท์มาจากคำว่า euthanasia หมายความว่า “การตายที่ดีหรือความตายที่สงบ โดยเป้าหมายคือการทำให้ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัส  หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สามารถตัดสินใจจากไปอย่างสงบ อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” ซึ่งการกระทำการุณยฆาตจะแตกต่างไปจากการฆ่าตัวตาย เพราะการฆ่าตัวตายมักเกิดจากความทุกข์ทรมานใจ กระทำลงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เกิดจากอารมณ์เศร้าที่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่า เป็นต้น และตามทัศนะของผู้เขียน มองว่าการฆ่าตัวตายคือสัญลักษณ์ของ “การยอมแพ้” การไม่สู้ชีวิต การหนี้ปัญหา แต่การการุณยฆาตนั้นแตกต่างออกไป 

 

 

โดยการการุณยฆาตเป็นการตัดสินใจของคนไข้อย่างมีสติ ต้องมีการประเมินอาการของคนไข้จากแพทย์และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าไม่มีทางรักษา หรือไม่ควรยื้อคนไข้ให้รับความทุกข์ทรมานให้ยาวนานไปกว่านี้อีกต่อไป ในปัจจุบัน การการุณยฆาตมี 2 แบบ คือ Active Euthanasia เป็นการเตรียมเครื่องมือ   ฉีดยาให้คนไข้จากไปอย่างสงบด้วยตัวเอง หรืออาจจะมีคนช่วยเหลือ ซึ่งยังไม่เป็นที่ถูกกฎหมายในหลายประเทศ  กับอีกแบบ คือ Passive Euthanasia เป็นการหยุดรักษาตามความต้องการของญาติ      หรือผู้ป่วยเอง และปล่อยให้คนไข้ค่อยๆ จากไป ซึ่งวิธีที่สองนี่เองที่ชายชาวไทยและคนที่อยู่ในภาวะทุกข์ทรมานจากโรคร้าย หรือสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมตัดสินใจเลือกให้เป็นเส้นทางสุดท้ายของชีวิต

 

 

ทางด้านแพทยสมาคมโลก (World Medical Association) ได้จัดทำแนวปฏิบัติในเรื่องการุณยฆาต เรียก "ปฏิญญาแพทยสมาคมว่าด้วยการุณยฆาต" (World Medical Association Declaration on Euthanasia) ความตอนหนึ่งว่า “การกระทำโดยตั้งใจที่จะทำลายชีวิตของผู้ป่วย แม้ว่าจะเป็นการทำตามคำร้องขอของผู้ป่วยหรือญาติสนิทก็ตามถือว่าผิดหลักจริยธรรม แต่ไม่รวมถึงการดูแลของแพทย์ที่เคารพ       ต่อความปรารถนาของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตซึ่งประสงค์ที่จะเสียชีวิตตามธรรมชาติ” ซึ่งฟังดูต่อต้านการการุณยฆาตกลายๆ แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีหลายประเทศที่มีกฎหมายรับรองการการุณยฆาต ซึ่งมีผู้เดินทางไปยังประเทศเหล่านี้เพื่อเลือกทางสุดท้ายของชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเทศโคลัมเบีย เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ลักเซมเบอร์ก แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และแน่นอนเป้าหมายยอดฮิต สวิสเซอร์แลนด์

 

 

การการุณยฆาตในประเทศไทย 

 

อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไปข้างต้นว่าในประเทศไทยนั้น มีการถกเถียงกันเรื่องศีลธรรมของการกระทำ “การุณยฆาต” มาช้านาน อีกทั้งจนถึงปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายที่รับรองเรื่องการทำการุณยฆาต ที่มีใกล้เคียงก็คือ “การทำหนังสือแสดงเจตนา” (Living Will หรือ Advance Directives)      ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนาของบุคคลเพื่อที่จะกำหนดวิธีการดูแลรักษาของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นการรับรองสิทธิของผู้ป่วยที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง (Right to Self-determination) ที่จะขอตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยเครื่องมือต่าง ๆ จากเทคโนโลยีต่างๆ