ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

รู้จักนักจิตวิทยา (Psychologist) บุคคลที่เป็นมากกว่าที่ปรึกษา

 

“นักจิตวิทยา” (Psychologist) หลายคนอาจคุ้นหูคุ้นตากับคำคำนี้ และอีกหลายคนอาจยังไม่เคยรู้จักจริง ๆ ว่า “นักจิตวิทยา” นั้น เป็นบุคคลเช่นไร ทำงานแบบไหน นอกจากการเป็นที่ปรึกษา บทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับนักจิตวิทยากันค่ะ

 

 

การไปพบนักจิตวิทยาสำหรับบางท่านแล้วเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะน่าอาย ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครทราบได้ นั่นก็เพราะมีความเชื่อต่อ ๆ กันมาว่า การไปพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์นั้น ต้องเป็นคนบ้า

ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2432 ก็ประมาณ 130 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเราได้มีโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรก แต่ชื่อไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ค่ะ คือ “โรงพยาบาลคนเสียจริต” ที่รับรักษา “คนบ้า”

 

 

โดยนิยามคนบ้าของเขา ก็คือ คนที่มีอาการผิดปกติโดยหาสาเหตุทางกายไม่พบ แถมยังมีอีกความเชื่อว่าอาการเหล่านี้เป็นผลมาจากเรื่องเหนือธรรมชาติ การรักษาจึงเป็นไปในลักษณะการจับคนป่วยแยกออกมาจากคนอื่น ๆ คุมขังเอาไว้ ในโรงพยาบาล รักษาด้วยยาสมุนไพรตามอาการ หากคนไหนก้าวร้าวก็มีการทุบตีเพื่อให้สงบ ซึ่งฟังดูแล้ว เป็นสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากคุกเลยค่ะ แล้วการรักษาผู้ป่วยที่เรียกว่า “คนบ้า” ก็เป็นแบบนี้มาตลอดจนถึง พ.ศ. 2488 ที่มีการเปลี่ยนผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นแพทย์มิชชั่นนารีชาวต่างประเทศ ชื่อคุณหมอไฮเอ็น ซึ่งก็ได้รับการปรับปรุงเรื่องความสะอาด อาหารการกิน และมีการสั่งห้ามการทำร้ายผู้ป่วยทุกกรณี

 

 

และในปี พ.ศ. 2485 วงการรักษาผู้ป่วยทางจิตไทยก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ผ่านโรงพยาบาลแห่งนี้ เมื่อนายแพทย์ฝน แสงสิงห์แก้ว ได้มารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ และใช้การแพทย์แผนใหม่ในการรักษาผู้ป่วย ปฏิบัติต่อผู้ป่วยจิตเวชเช่นเดียวกับผู้ป่วยทางกาย และได้เปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลเป็น “โรงพยาบาลโรคจิต ธนบุรี” ซึ่งได้มีผู้เชี่ยวชาญขององค์กรอนามัยโลกมาตรวจเยี่ยม และได้เขียนรายงานว่า “เป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่ดีที่สุดในตะวันออกของคลองสุเอซ” เลยทีเดียว และใน

ปัจจุบันโรงพยาบาลแห่งนั้นก็ได้พัฒนามาพร้อมกับศาสตร์ทางจิตเวชของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลแห่งนั้น ก็คือ โรงพยาบาลศรีธัญญา นั่นเอง

 

 

แต่แม้ว่าจิตวิทยาและจิตเวชของไทยจะพัฒนาขึ้นมาขนาดไหน แต่คนรุ่นเก่าก็ยังไม่เปิดรับเรื่องที่ว่า

การไปพบนักจิตวิทยาเป็นเรื่องปกติ เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนแรกค่ะว่า คนรุ่นเก่ามีประสบการณ์เกี่ยวกับจิตเวชค่อนไปในทางลบ จึงมีคติว่า คนที่ไปพบนักจิตวิทยาคือคนบ้า ยังไม่หมดเท่านั้นค่ะ

 

 

นอกจากคนรุ่นเก่าจะมีคติความเชื่อเกี่ยวกับจิตเวช/จิตวิทยาไปในทิศทางดังกล่าวแล้ว คนทั่ว ๆ ไป ก็มีมุมมองต่อนักจิตวิทยาว่า เป็นพวกเหนือมนุษย์ จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเองเลยนะคะ สมัยเรียนจิตวิทยา มช. ทุกครั้งที่แนะนำตัวกับเพื่อน ๆ นักศึกษาสาขาอื่นว่าเรียนเอกจิตวิทยาคลินิก มักจะมีคำถามตามมาว่า “งั้นดูเราหน่อยสิ ว่าเราเป็นคนแบบไหน?” คือว่า...คุณขา ดิฉันไม่ใช่หมอดูค่ะคุณ ไม่ใช่คนมีจิตสัมผัสที่จะหยั่งรู้ว่าคนที่เพิ่งเคยเจอครั้งแรกมีนิสัยใจคออย่างไรนะจ๊ะ

 

 

แล้วคำถามนี้ก็ตามหลอกหลอนผู้เขียนไปจนทำงานที่แรกในฐานะนักจิตวิทยาโรงเรียนเลยค่ะ เท่านั้น

ยังไม่พอค่ะ เมื่อเราเรียนจบและทำหน้าที่นักจิตวิทยาเต็มตัว เราก็จะถูกคาดหวังจากคนที่มารับบริการ

จากเรา ญาติผู้ป่วย และเพื่อนร่วมงานสายอื่น ว่าการที่ผู้ป่วย มาหาเราเพียงครั้งเดียวต้องมีอาการดีขึ้นทันตา และหากผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น หรือเราพยายามอธิบายความรู้สึก ความคิด ความต้องการของผู้ป่วยให้ญาติเข้าใจแต่ญาติไม่เปิดใจจะเข้าใจ เรากลับได้คะแนนติดลบในสายตาเขาทันที เราจะกลาย

เป็นนักจิตวิทยาที่ไม่เก่ง แถมยังเหมารวมไปว่า การมาหานักจิตวิทยาเป็นเรื่องเสียเวลา ไม่มีอะไรดีขึ้น

ไปหาเจ้าพ่อ เจ้าแม่ให้ผลไวกว่าอีก...กลายเป็นแบบนั้นไป

 

 

ดูสิคะเป็นนักจิตวิทยาในบ้านนี้ เมืองนี้เราต้องสตรองขนาดไหน เพราะฉะนั้นแล้ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปในทางเดียวกัน มาค่ะ ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังว่าจริง ๆ แล้ว พวกเรานักจิตวิทยาเป็นยังไงกันแน่ และสามารถช่วยเหลือคุณผู้อ่านได้อย่างไร มาฟังกันค่ะ

 

 

1. ลักษณะงานของนักจิตวิทยา งานหลักของเหล่านักจิตวิทยา มี 4 งานด้วยกัน ตามนี้ค่ะ

 

        1.1 ตรวจวินิจฉัยทางจิตวิทยาโดยการใช้เครื่องมือทดสอบจิตวิทยาที่เป็นมาตรฐาน ร่วมกับการสังเกตพฤติกรรม และการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ และแปลผลการทดสอบส่งต่อให้นักจิตบำบัด และจิตแพทย์เพื่อวางแผนการบำบัดรักษาผู้ป่วยต่อไปค่ะ 

 

        1.2 บำบัดรักษาทางจิตวิทยา ซึ่งเป็นวิธีการบำบัดรักษาที่ไม่ต้องใช้ยา เช่น การทำจิตบำบัด การให้คำปรึกษา ครอบครัวบำบัด drama therapy เป็นต้น

 

        1.3 ศึกษา ค้นคว้า วิจัยทางจิตวิทยาในสาขาที่ปฏิบัติงาน