บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

วิธีรับมือกับคนที่มีมุมมองต่างกันด้วย PDCA

 

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนต้องเดินทางไปจังหวัดชายทะเลแห่งหนึ่งกับบุคลากรในคณะที่สังกัดอยู่เพื่อทำการประเมินแผนปฏิบัติการประจำปีของปีงบประมาณที่ผ่านมา และทำแผนปฏิบัติการประจำปีของปีงบประมาณถัดไป

 

 

ถึงแม้จะล่าช้าไปบ้างแต่ก็ดีกว่าไม่ทำเลย เพราะปัจจุบันมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเข้ามาทำให้สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ต้องดำเนินการทุกวิถีทางผ่านทางเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาตรวจยอมรับ และเชื่อว่าหลักสูตร คณะ และมหาวิทยาลัยนั้นมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

 

ซึ่งเครื่องมือหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการควบคุมคุณภาพ คือ การใช้ ‘วงจร PDCA’ หรือเรียกอีกชื่อว่า ‘วงจรเดมมิ่ง’ (Deming Cycle) หรือเรียกอีกชื่อก็ได้ว่า ‘วงจรชูฮาร์ท’ (Shewheart Cycle) โดยในที่นี้จะขออธิบายแบบง่ายๆ คือ

 

1) P : Plan การวางแผน เชื่อว่าการจะทำอะไรที่มีคุณภาพได้ การวางแผนจะต้องดี มีการกำหนดเป้าหมาย วิธีการ ที่ดีและเป็นไปได้ตามศักยภาพ

 

2) D : Do การลงมือทำ หรือการดำเนินการ จะต้องมีการทำตามแผนที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาตามแผนที่ได้วางไว้

 

3) C : Check การตรวจสอบ หรือการประเมิน คือ การที่เราต้องประเมินผลตั้งแต่การวางแผนและการดำเนินการที่ผ่านมา ว่าสิ่งไหนที่ดีแล้ว หรือตรงไหนที่ยังสามารถนำมาปรับปรุง แก้ไข พัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้นได้อีก

 

4) A : Act การปรับปรุงแก้ไข เป็นการนำประโยชน์จากผลการประเมินในขั้นที่ผ่านมามาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการเพื่อรักษามาตรฐาน หรือแก้ไขข้อบกพร่อง พัฒนาให้ดีขึ้น

 

 

จากวงจรข้างบน สามารถนำไปใช้ได้อย่างหลากหลายทั้งในเชิงของธุรกิจ การศึกษาและการพัฒนาตนเองอีกมากมาย ดังตัวอย่างเช่น ถ้าผู้เขียนอยากลดความน้ำหนัก ก็ต้องวางแผนว่าจะลดอย่างไร ใช้วิธีใดถึงจะปลอดภัย สามารถทำได้จริง ตั้งเป้าหมายว่าอยากลดน้ำหนักให้เหลือเท่าไหร่ (P) จากนั้นก็ต้องลองทำจริง (D) เมื่อทำไปแล้วก็ต้องลองตรวจสอบว่าน้ำหนักของเราลงตามที่วางแผนไว้หรือไม่โดยการไปชั่งน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักลดลงแต่ยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้ก็ต้องมาพิจารณาดูว่าตรงไหนที่เรายังทำได้ไม่ดีพอ เป้าหมายที่เราวางไว้มันสูงเกินไปจนยากที่จะทำได้หรือไม่ หรือถ้าน้ำหนักลดลงได้ตามเป้าหมายแล้วยังมีสิ่งอื่นที่เราอยากทำเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถรักษาน้ำหนักให้คงที่ไว้ได้อีกหรือไม่ (C) จากนั้นก็ลองปรับปรุงแก้ไขตัวเองเพื่อให้มีน้ำหนักตัวที่ลดลงตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือรักษาน้ำหนักให้คงที่ (A) รวมถึงอาจจะวางแผนและทำการเพื่อพัฒนาตนเองด้านอื่นๆ เป็นวงจรต่อไป

 

 

จากผลของวงจรที่กล่าวมาด้านบนนั้น จะถูกนำมาใช้ในการกำหนดการจัดโครงการเสริมหลักสูตรต่างๆ เพื่อพัฒนานิสิตต่อไปเพื่อให้นิสิตเกิดการพัฒนาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่พัฒนาแต่ด้านเนื้อหา ทฤษฎีความรู้อย่างเดียวแต่ไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ ซึ่งในการวางแผนและการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นจะมีหลักการหรือเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ ‘วิธีแบบระบบ’ (System approach) หรือ ‘โมเดลระบบ’ (System model) ซึ่งประกอบด้วย

 

 

1) Input (การป้อนเข้า) คือ การนำทรัพยากร วัตถุดิบ หรือสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องป้อนต่อกระบวนการผลิต หรือการดำเนินการ

 

2) Process (กระบวนการหรือการดำเนินงาน) คือ การนำสิ่งที่เป็น Input มาจัดกระทำด้วยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้

 

3) Output (ผลผลิต) เป็นผลหรือสิ่งที่เกิดจากการดำเนินการในขั้น Process ซึ่งวัดได้ทันที

 

4) Outcome (ผลลัพธ์) เป็นผลหรือประโยชน์ที่เกิดจาก Output ในภายหลังซึ่งอาจต้องทอดเวลาไว้ช่วงหนึ่งจึงจะเห็นได้ชัดเจน

 

 

สมมติว่าท่านต้องการผลิตเครื่องชามดินเผาตราไก่กุ๊กๆ ออกจำหน่าย การที่ท่านมีวัตถุดิบที่ดี เช่น ดินเหนียวที่ใช้ขึ้นรูปดี เครื่องจักรการผลิตดี ผู้ทำมีความรู้ความเชี่ยวชาญ สิ่งเหล่านี้ก็จะถือว่าเป็น Input ที่ดี และเมื่อลงมือทำหรือมีการ Process ด้วยความใส่ใจตั้งแต่การขึ้นรูป การลงสี การอบแล้ว ก็จะได้เครื่องชามดินเผาตราไก่ กุ๊กๆ ที่มีคุณภาพซึ่งเป็น Output ที่เกิดขึ้นเห็นผลทันที แต