บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

Prosocial behavior เหตุผลที่คนช่วยเหลือคนอื่น

“ไปเลห์ ลาดักกันไหม ?” คำชวนจากเพื่อนคนหนึ่งของผู้เขียนที่ทำให้ผู้เขียนไม่ลังเลตอบรับคำชวนนั้นทันที  ถึงแม้ความรู้เกี่ยวกับ ‘เลห์ ลาดัก’ จะมีน้อยมาก เพียงรู้แค่ว่ามีภูเขา ท้องฟ้าสีแจ่ม อากาศดี เท่านั้นเอง

 

แต่เมื่อไปจริงๆ แล้วสิ่งที่ประทับใจพอ ๆ กับธรรมชาติที่สวยงาม คือ ความเป็นมิตรของคนที่นั่นซึ่งพร้อมจะช่วยเหลือและส่งรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยให้กับบรรดานักท่องเที่ยวโดยไม่เลือกว่าเป็นคนจากภูมิภาคใดของโลก แต่จากการสังเกตเพิ่มเติมแล้ว ต่อให้ไม่ใช่นักท่องเที่ยวพวกเขาเองก็พยายามช่วยเหลือกันอย่างสุดความสามารถ ไม่ค่อยเห็นการเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นเหมือนในเมืองใหญ่ๆ ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและการแข่งขันมากกว่า 

 

จริงๆ แล้ว การช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ถือเป็นการกระทำพื้นฐานที่เพื่อนมนุษย์ควรแสดงออกเพื่อทำให้สังคมเต็มไปด้วยสันติสุข เกิดแต่สิ่งดีงาม .......

 

ทางจิตวิทยาก็มีความพยายามในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างจริงจัง จนเกิดเป็นคำเรียกเฉพาะขึ้นว่า ‘Prosocial behavior’ หรือในไทยอาจใช้คำว่า ‘พฤติกรรมเอื้อสังคม’ หรือ ‘พฤติกรรมเสริมสร้างสังคม’ โดยเชื่อว่า บุคคลให้การช่วยเหลือกันเพราะ

 

1) เป็นบรรทัดฐานทางสังคม ที่เกิดจากความคาดหวังและความเชื่อว่า บุคคลมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการการพึ่งพิงซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม

 

2)  การช่วยเหลือเพื่อเป็นการตอบแทน บางครั้งเมื่อเราช่วยเหลือบุคคลอื่นแล้ว เมื่อเราต้องการการช่วยเหลือจากผู้อื่นก็มักที่จะได้การช่วยเหลือเป็นการแลกเปลี่ยนตอบแทน หรือบางครั้งเมื่อมีผู้อื่นช่วยเหลือเราแล้ว แต่พอเขาต้องการความช่วยเหลือจากเราบ้าง เราก็จะช่วยเหลือเขาเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ เข้าทำนอง “บุญคุณต้องทดแทน” (reciprocity) 

 

3) การสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม เมื่อมีผู้ที่เดือดร้อนหรือด้อยกว่าเราต้องการความช่วยเหลือ บุคคลอื่นก็มักที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อหวังให้ผู้ที่เดือดร้อนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเกิดความเท่าเทียมกันในแง่ของสิทธิ์ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

 

 

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เราควรพิจารณาประกอบว่าตนเองจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้หรือไม่ อย่างไร ดังนี้

 

1) การให้ความใส่ใจ (Attention) คือ การที่เราสามารถรับรู้ และให้ความใส่ใจได้ว่ามีผู้ที่ประสบกับความเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลืออยู่ เนื่องจากบุคคลไม่มีพลังจิตหรือพลังพิเศษเหมือนซูเปอร์แมนและฮีโร่อื่นๆ ที่จะได้สัมผัสได้ว่ามีผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและจะรุดไปช่วยเหลือได้ทันทีโดยที่เขาไม่ได้แสดงท่าทีออกมาเลย

 

2) การรับรู้ว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วนหรือฉุกเฉิน หากเรานิ่งเฉยไม่ให้การช่วยเหลือจะต้องเกิดเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นได้ เช่น ถ้าเราพบเห็นนักท่องเที่ยวที่กำลังหลงทางและมาถามทางเรา นั่นหมายถึงเขามีความเดือดร้อนที่ต้องการการพึ่งพิงเรามากกว่าเทคโนโลยีอย่าง Google Map แล้ว หรือแม้แต่เราเห็นคนเป็นลมหมดสติล้มลงต่อหน้า เราจะทำใจแข็งเดินผ่านได้โดยไม่แยแสต่อเขาได้เชียวหรือ? 

 

3) ตัดสินใจว่าเป็นความรับผิดชอบของเรา ซึ่งจะเป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการรับรู้ว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วนหรือฉุกเฉิน คือ เมื่อมีผู้ที่มาขอความช่วยเหลือเราแล้ว เราเห็นว่าเราเป็นผู้ที่จะสามารถช่วยเหลือเขาได้เราจะเริ่มรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบ (หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นภาระเล็กๆ) ที่เราจะต้องให้ความสนใจ ใส่ใจที่จะช่วยเหลือเขาอย่างเต