ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

ปมดราม่าและปรากฏการณ์ราโชมอน

 

“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว?”  บ่อยครั้งในชีวิตจริงของเรานั้นได้ประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ล้วนเป็นความจริงที่แตกต่างกันไปตามแต่มุมมองของผู้ร่วมเหตุการณ์ เช่น ประเด็นคดีดราม่าต่างๆ ที่เกิดขึ้นสังคมไทย ที่มีบุคคลหนึ่งออกมาอธิบายเรื่องหนึ่งตามสิ่งที่ตัวเองเห็น ตัวเองได้ยิน แต่ก็จะมีอีกบุคคลหนึ่งที่มาบอกเล่าในสิ่งที่ตัวเองประสบ และอีกหลายๆ คนก็ได้แสดงทรรศนะตามแต่ที่ตัวเองได้เผชิญมา ซึ่งเรื่องราวที่ทุกคนนั้นสื่อออกมานั้นบางจุดก็มีความคล้ายคลึงกัน แต่บางจุดก็อาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง



ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ในเชิงจิตวิทยา หรือในเชิงกฎหมายก็มีความพยายามศึกษาและให้ชื่อเรียกขานว่า ‘ปรากฏการณ์ราโชมอน’ หรือ ‘Rashomon Effect’ โดยได้รับอิทธิพลและเป็นการให้เกียรติต่อภาพยนตร์คลาสสิกของญี่ปุ่น เรื่อง ‘Rashomon’ ของผู้กำกับ ‘Akira Kurosawa’ ในปี ค.ศ. 1950 ที่นำเสนอเกี่ยวกับซามูไรและหญิงสาวผู้เป็นภรรยาที่ถูกฆาตกรรม/ฆ่าตัวตายปริศนาในป่าลึกโดยโจรป่า ซึ่งในที่สุดโจรป่าก็ถูกจับ และมีการสอบสวนขึ้น โดยพยานในเหตุการณ์ทุกคนได้ให้การที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เรื่องราวที่พยานทุกคนเล่าออกมากลับดูน่าเชื่อถือและจูงใจผู้ฟังได้ดีทุกเรื่อง สุดท้ายหนังก็ได้ทิ้งปมปลายเปิดให้ผู้ชมได้คิดต่อว่าความจริงในเรื่องนี้คืออะไร?

‘ปรากฏการณ์ราโชมอน’ ในเชิงจิตวิทยา เห็นว่า เกิดจากความแตกต่างของขีดความสามารถในการรับรู้ (perception) ความทรงจำ (memory) การตีความ (interpretation) และรายงานบอกเล่า (report) ของบุคคล นั้นคือ เมื่อบุคคลได้รับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว บางคนอาจมีการเอาเหตุการณ์นั้นไปเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตที่ตนเองเคยประสบและด่วนสรุปไปโดยไม่รู้ตัว จึงทำให้ขาดความครอบคลุมในเหตุการณ์ทั้งหมดไป  บางคนอาจหลงลืม หรือจำได้ในเนื้อหาเฉพาะบางส่วนของเหตุการณ์เท่านั้น  บางคนอาจตีความเอาจากบริบทแวดล้อมตามความรู้สึก หรือบริบทรอบข้างเพิ่มเติมจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นดำเนินไปจริง  และบางคนอาจมีความสามารถในการบอกเล่ารายละเอียดได้มาก หรือบางคนอาจไม่สามารถบอกเล่าอะไรได้อย่างชัดเจนออกมาได้เลย  ดังนั้นความแตกต่างใน “ความจริง” ของแต่ละคนจึงเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เพียงแต่เราได้ตระหนักมันหรือไม่....

 

 

หากพูดถึงปัญหาที่เกิดจาก ‘ปรากฏการณ์ราโชมอน’ นี้ก็มีอยู่อย่างมากหลาย ทั้งการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เช่น บ่อยครั้งที่การทำงานในองค์การต่างๆ ที่พนักงาน หรือผู้บริหารมักมีเรื่องบาดหมางใจ หรือไม่พอใจจากเรื่องเล็กๆ ที่มองกันคนละแบบ แต่เรื่องราวปัญหาเหล่านั้นกลับขยายวงใหญ่ และรุนแรงขึ้นจากการที่มีบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงเริ่มแสดงความคิดเห็นในมุมมองและประสบการณ์ตนเอง ที่บังเอิญกลายเป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป ทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก ขาดความสามัคคี จนส่งผลกระทบต่อการทำงานโดยรวมขององค์กรไป  หรือแม้แต่ประเด็นดราม่าที่พบเห็นกันในโลกออนไลน์ต่างๆ ที่มักมีผู้ที่นำเสนอความคิดเห็นจากมุมมองความเป็นจริงของตนเองจนเกิดการโต้เถียงอย่างเอาเป็นเอาตาย นอกจากนี้ยังอาจเป็นปัญหาในเชิงของจริยธรรม คุณธรรม ความยุติธรรมในสังคม เช่น ในการตัดสินคดีต่างๆ จำเป็นที่ต้องใช้หลักฐาน พยานที่มีความน่าเชื่อถือในการตีความ แต่ถ้าหากหลักฐาน และพยานนั้นขาดคุณภาพ หรือคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงแล้วก็อาจทำให้ผู้บริสุทธิ์เดือดร้อน หรือผู้ที่กระทำผิดลอยนวลต่อไปได้

จากในข้างต้นที่ได้กล่าวมาคล้ายว่า ‘ปรากฏการณ์ราโชมอน’ จะสร้างปัญหามากกว่าประโยชน์  แต่อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์นี้หากบุคคลตระหนักและนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมก็เกิดประโยชน์ไม่ใช่น้อย ทั้งการช่วยลดการที่บุคคลในกลุ่ม หรือทีมงานมีความคิดเห็นพ้องลู่ไปในทิศทางเดียวกันหมดโดยที่ไม่มีผู้เห็นต่าง หรือผู้เห็นต่างก็ไม่ยอมแสดงความคิดเห็นออกมา อาจเรียกได้ว่าเป็นการ ‘เออ.ออ.ห่อ.หมก’ (Group think) ในการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะทั้งกลุ่มนั้นอาจหลงทาง หรือขาดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นจากการเห็นต่างได้  หลายท่านอาจเคยประสบกับความน่าเบื่อและรำคาญจากการถามเพื่อนว่า “กลางวันนี้ กินอะไรดี?” แต่ได้รับคำตอบกลับมาสั้นๆ ว่า “อะไรก็ได้” .......พอหันไปถามเพื่อนอีกคนก็ได้คำตอบว่า “นายสองคนกินอะไร เราก็กินแบบนั้นแหละ” (= ____ =)  แต่หากมีใครสักคนที่พร้อมนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มโดยที่มีการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดแล้วในที่สุดสมาชิกของกลุ่มก็จะได้รับความสุขถ้วนหน้า  นอกจากนี้‘ปรากฏการณ์ราโชมอน’ ยังมีส่วนช่วยในการลดอคติที่เกิดขึ้นโดยบุคคลไม่รู้ตัว จากการที่บุคคลสามารถฝึกฝนตนเองให้เปิดใจกว้างรับฟัง และทำความเข้าใจผู้อื่นตามมุมมองของเขาบ้าง  หรือการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น จากการได้รับข้อมูลรอบด้านที่มีคุณภาพจะช่วยให้เราได้ตัดสินใจในสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น