พ่อแม่จะทำอย่างไร ให้ลูกเปิดใจกล้าเล่าเรื่องมากขึ้น
- iStrong Mental Health
- 33 minutes ago
- 1 min read

เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมบางครั้งลูกมีเรื่องไม่สบายใจ แต่กลับเลือกไปเล่าให้เพื่อนฟังแทนที่จะเล่าให้พ่อแม่ฟัง ทั้งที่พ่อแม่เองก็พร้อมจะช่วยและอยากรู้ว่าลูกกำลังเจอกับอะไร บางครั้งเมื่อถามว่ามีอะไรหรือเปล่า ลูกอาจตอบเพียงว่า ไม่มีอะไรหรือไม่เป็นไร เมื่อถามต่อก็อาจได้คำตอบสั้น ๆ จนพ่อแม่เริ่มคิดว่าลูกคงไม่อยากเล่าหรือไม่เห็นว่าพ่อแม่เป็นที่พึ่ง แต่ในความเป็นจริง การที่ลูกไม่เล่าไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีเรื่องอยากพูดเสมอไป แต่อาจหมายความว่าเขายังไม่มั่นใจว่า ถ้าเล่าออกมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
แล้วเราจะสื่อสารกับคนที่เรารักโดยไม่เผลอทำร้ายกันได้อย่างไร?
ลองนึกภาพว่าลูกกลับบ้านแล้วพูดว่า วันนี้หนูทะเลาะกับเพื่อน สิ่งที่พ่อแม่อาจตอบทันทีคือ แล้วไปทำอะไรเขาก่อนหรือเปล่า หรือแม่บอกแล้วว่าอย่าไปคบกับเพื่อนกลุ่มนี้ หรือเรื่องแค่นี้เองทำไมต้องคิดมาก คำพูดเหล่านี้อาจเกิดจากความหวังดี เพราะพ่อแม่ต้องการให้ลูกผ่านปัญหาไปได้เร็วที่สุด
แต่สำหรับเด็กสิ่งที่เขาอาจรับรู้กลับเป็นว่าพ่อแม่กำลังตำหนิไม่เข้าใจ หรือถ้าเล่าไปก็จะถูกสอนอยู่ดี เมื่อประสบการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เด็กอาจเรียนรู้ว่า การเก็บเรื่องบางอย่างไว้กับตัวเองอาจปลอดภัยกว่าการเล่าออกมา ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ทำไมลูกไม่ยอมเล่า แต่คือเวลาลูกเล่าอะไรให้เราฟัง เขารู้สึกอย่างไรกับการเล่านั้น
Satir การสื่อสารที่ดีไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราพูด แต่รวมถึงสิ่งที่อีกฝ่ายรับรู้จากเรา
Virginia Satir (ทฤษฎี Satir) นักบำบัดครอบครัวที่มีอิทธิพลต่อศาสตร์การบำบัดครอบครัว ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ การสื่อสาร และความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ มนุษย์ต้องการรู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับ มีคุณค่าและสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในความสัมพันธ์ เมื่อนำมามองความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก จึงอาจเห็นได้ว่า การบอกลูกว่ามีอะไรเล่าให้แม่ฟังได้นะ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
เพราะความรู้สึกปลอดภัยไม่ได้เกิดจากคำพูดเพียงประโยคเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ที่เด็กได้รับซ้ำ ๆ ว่า เวลาฉันพูด พ่อแม่ฟังฉันจริง ๆ เวลาฉันผิด ฉันยังสามารถพูดกับพ่อแม่ได้ และฉันสามารถเล่าความรู้สึกโดยไม่ถูกตัดสินทันที เมื่อเด็กมีประสบการณ์เช่นนี้มากขึ้น เขาก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าการพูดคุยกับพ่อแม่เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยมากขึ้น
แล้วพ่อแม่จะทำอย่างไรให้ลูกกล้าเล่าเรื่องมากขึ้น
ฟังก่อน อย่าเพิ่งรีบหาคำตอบ
เมื่อลูกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นสิ่งแรกที่พ่อแม่ทำได้คือฟังให้จบก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบสอน ไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินว่าใครถูกหรือผิด และไม่จำเป็นต้องรีบหาวิธีแก้ปัญหา บางครั้งประโยคง่าย ๆ อย่าง ฟังดูวันนี้หนูคงเหนื่อยมากเลยนะ หรือแม่อยากฟังนะเล่าให้แม่ฟังได้ อาจช่วยให้เด็กสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เขากำลังรู้สึกมีพื้นที่อยู่ตรงนี้
ถามว่ารู้สึกอย่างไร มากกว่าถามว่าทำไมถึงทำแบบนั้น
คำถามว่า ทำไมถึงทำแบบนั้น? อาจทำให้เด็กรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวน โดยเฉพาะเมื่อเขากำลังรู้สึกผิดหรือกลัวอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนเป็นคำถามว่า ตอนนั้นหนูรู้สึกอย่างไร? อะไรทำให้เรื่องนี้หนักสำหรับหนู? หรือตอนนี้สิ่งที่หนูอยากให้แม่ช่วยที่สุดคืออะไร? คำถามเหล่านี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กได้สำรวจความรู้สึกของตัวเอง แทนที่จะต้องรีบปกป้องตัวเองจากคำตัดสิน
อย่ารีบลดทอนความรู้สึกของลูก
สำหรับผู้ใหญ่ ปัญหาบางเรื่องอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเด็กเรื่องเดียวกันอาจมีความหมายมาก เช่น การทะเลาะกับเพื่อน การที่เพื่อนไม่ชวนเล่น การสอบได้คะแนนน้อยหรือการถูกครูตำหนิ แทนที่จะพูดว่าเรื่องแค่นี้เอง ลองพูดว่าสำหรับหนู เรื่องนี้คงสำคัญมากเลยใช่ไหม? เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกอย่างที่ลูกคิด แต่เราสามารถยอมรับได้ว่า ความรู้สึกของเขามีอยู่จริง
อย่าใช้ทุกเรื่องที่ลูกเล่าเป็นโอกาสในการสอน
หากทุกครั้งที่ลูกเปิดใจ พ่อแม่เปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็นบทเรียน ลูกอาจค่อย ๆ เรียนรู้ว่า ถ้าฉันเล่าเดี๋ยวก็โดนสอน บางครั้งสิ่งที่ลูกต้องการในตอนแรกอาจเป็นเพียงคนที่ฟังเขาให้จบ เมื่อเขารู้สึกว่าได้รับการเข้าใจแล้ว จึงค่อยถามว่า อยากให้แม่ช่วยคิดไหม? คำถามสั้น ๆ นี้ช่วยแยกให้เห็นว่า ตอนนี้ลูกต้องการคนฟัง หรือคนช่วยแก้ปัญหา
Case Study : ตัวอย่างสถานการณ์ เมื่อลูกกลับมาบอกว่าไม่อยากไปโรงเรียน
เด็กคนหนึ่งที่กลับบ้านแล้วพูดกับแม่ว่าพรุ่งนี้หนูไม่อยากไปโรงเรียน แม่อาจตอบทันทีว่า ทำไมล่ะ? โรงเรียนก็ไม่ได้มีอะไรนี่ หรือต้องไปสิ จะหนีเรียนไม่ได้ เด็กจึงตอบว่า ไม่มีอะไร แล้วเดินเข้าห้องไป แต่ถ้าแม่ลองเปลี่ยนวิธีเป็น วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า? ลูกอาจยังไม่ตอบทันที แม่จึงพูดต่อว่า ถ้ายังไม่อยากเล่าตอนนี้ก็ไม่เป็นไรนะ แต่ถ้าอยากเล่าเมื่อไหร่ แม่พร้อมฟัง
การตอบสนองแบบนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปทันที แต่กำลังสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเด็กว่า เวลาฉันมีปัญหา ฉันสามารถกลับมาคุยกับแม่ได้และเมื่อเวลาผ่านไป เด็กอาจค่อย ๆ กล้าที่จะเล่าเรื่องที่ลึกขึ้น เพราะเขารู้ว่าการพูดคุยไม่ได้หมายความว่าเขาจะถูกตัดสินทันที
แต่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ต้องเห็นด้วยกับลูกทุกเรื่อง
เรื่องนี้สำคัญมาก การรับฟังไม่ได้หมายความว่าเราต้องบอกว่าลูกทำถูกแล้วทุกครั้ง พ่อแม่ยังสามารถตั้งขอบเขต สอนเรื่องความรับผิดชอบ หรือบอกว่าพฤติกรรมบางอย่างไม่เหมาะสมได้
แต่ลำดับอาจเปลี่ยนจาก ตัดสิน → สอน → แก้ปัญหา
เป็น ฟัง → เข้าใจ → ชวนคิด → แล้วค่อยช่วยหาทางออก
เพราะเมื่อเด็กรู้สึกว่าตัวเองได้รับการเข้าใจ เขาอาจเปิดใจที่จะรับฟังสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการสื่อมากขึ้นเช่นกัน
ลองถามตัวเองสักนิด
ครั้งล่าสุดที่ลูกหรือคนในครอบครัวมาเล่าเรื่องบางอย่างให้คุณฟัง คุณกำลังฟังเพื่อเข้าใจหรือกำลังฟังเพื่อหาคำตอบ บางครั้งสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งกล้าเล่าเรื่องที่อยู่ในใจ ไม่ใช่เพราะเรามีคำแนะนำที่ดีที่สุด แต่อาจเป็นเพราะเขารู้ว่าเมื่อพูดกับเราแล้ว เขาจะได้รับการฟังโดยไม่ถูกตัดสินทันทีและนี่คือหนึ่งในทักษะสำคัญของการเข้าใจผู้คน
หากคุณอยากพัฒนาทักษะการเข้าใจในครอบครัว
การเป็นผู้รับฟังที่ดีในครอบครัวไม่ได้เกิดจากการเป็นคนใจเย็นหรือเข้าใจคนเก่งมาตั้งแต่แรก แต่เป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ทั้งการฟังอย่างตั้งใจ การตั้งคำถาม การสังเกตอารมณ์ และการสื่อสารโดยไม่รีบตัดสิน ใน หลักสูตรทักษะจิตวิทยาการให้คำปรึกษระดับ Fundamental ของ iSTRONG ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักจิตวิทยาเบื้องหลังการสื่อสาร การตั้งคำถาม การรับฟัง และการสะท้อนความรู้สึก
หลักสูตรเน้น Workshop และการฝึกปฏิบัติจริง (Role Play) ที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ใกล้เคียงกับชีวิตและการทำงาน สอนโดยจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ใน Exclusive Class ขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้เรียนได้รับ Feedback อย่างใกล้ชิด และสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริงทั้งกับครอบครัว คนรัก เพื่อนร่วมงาน ลูกทีม และผู้คนรอบตัว
Well-being ในองค์กร เริ่มจากการทำงานที่ดี เริ่มจากการที่คนกล้าพูด
ทักษะการฟังและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยไม่ได้ใช้เฉพาะในครอบครัว แต่ยังสำคัญกับหัวหน้าและทีมงานที่ต้องทำงานร่วมกับผู้คนทุกวัน องค์กรที่มีผู้นำและทีมงานที่ตั้งคำถามเป็น จะช่วยให้ผู้คนกล้าคิด กล้าพูด และกล้าร่วมกันแก้ปัญหามากขึ้น ซึ่งทาง iSTRONG มี บริการ Mental Well-being for Organization ทั้งการอบรม Workshop, โปรแกรม EAP (Employee Assistance Program) และ Solutions ต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การรับฟัง และการสร้างบทสนทนาที่ดีในองค์กร
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
