เวลาคนที่เรารักกำลังทุกข์ใจ เราควรให้คำแนะนำ หรือแค่ฟังเขาก่อน
- iStrong Mental Health
- 4 hours ago
- 1 min read

เวลาคนที่เรารัก คนสนิท ครอบครัว กำลังมีปัญหาสิ่งแรกที่หลายคนอยากทำคือช่วยให้ได้ เวลาที่เพื่อนอกหักเราก็จะรีบบอกว่าเดี๋ยวก็เจอคนใหม่ เวลาลูกมีปัญหากับเพื่อนเรารีบบอกว่าคราวหน้าก็ไม่ต้องไปสนใจ เวลาคนรักเครียดเรื่องงาน เรารีบบอกว่าถ้าเป็นเราคงลาออกไปแล้ว เราอาจพูดทั้งหมดนี้ด้วยความหวังดี เพราะไม่อยากเห็นคนที่เรารักต้องทุกข์ใจ
แต่เคยไหมคะ? ยิ่งเราพยายามช่วย อีกฝ่ายกลับเงียบลงหรือพูดว่าไม่เป็นไร แล้วไม่เล่าอะไรต่อ ทั้งที่เราก็พยายามช่วยเต็มที่แล้วบางครั้งสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการอาจไม่ใช่คำตอบ แต่คือคนที่พร้อมอยู่ตรงนั้นและฟังเขาก่อน
เพราะการช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรีบแก้ปัญหาให้เขา
เมื่อเห็นคนที่เรารักกำลังทุกข์เรามักรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย เราอยากให้เขาหายเศร้าอยากให้เขาหยุดคิดมาก และอยากเห็นเขากลับมาเป็นปกติโดยเร็ว ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้เรารีบหาทางออกให้เขา ลองคิดดูว่าถ้าเพื่อนมาบอกว่า ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยกับงานมาก ไม่รู้ว่าจะทนต่อไปไหวไหม เราอาจตอบทันทีว่า ถ้าเหนื่อยขนาดนั้นก็ลาออกสิ อย่าคิดมากเลย
คำแนะนำเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในบางสถานการณ์ แต่ปัญหาคือ เราอาจยังไม่รู้เลยว่า จริง ๆ แล้วเพื่อนต้องการอะไรจากบทสนทนานี้ เขาอาจต้องการคำแนะนำ หรือเขาอาจเพียงต้องการระบาย หรือบางทีเขาอาจกำลังสับสนและต้องการใครสักคนช่วยฟัง เพื่อให้ตัวเองได้เรียบเรียงความคิด ถ้าเรารีบตอบก่อนที่จะเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร เราอาจกำลังแก้ปัญหาที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ขอให้เราแก้
Satir มองว่าการช่วยเหลือที่ดี เริ่มจากการเข้าใจคนตรงหน้า
แนวคิดของ Virginia Satir (ทฤษฎี Satir) ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ การสื่อสาร และการยอมรับคุณค่าของแต่ละคน เมื่อมีคนกำลังเผชิญปัญหา สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า เขาสามารถเป็นตัวเองและพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจได้ เพราะเมื่อเราพยายามรีบแก้ปัญหา เราอาจส่งสารโดยไม่ตั้งใจว่าปัญหานี้ต้องรีบหายความรู้สึกนี้ไม่ควรเกิดขึ้นหรือสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่ไม่ถูกต้อง
ในทางกลับกัน การฟังอย่างเข้าใจช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า ความรู้สึกของเขาได้รับการยอมรับ แม้เราจะยังไม่ได้มีคำตอบให้กับปัญหานั้นก็ตามการยอมรับความรู้สึกจึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับทุกอย่างที่อีกฝ่ายคิด แต่คือการเข้าใจว่า ณ เวลานั้น เขากำลังรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายต้องการให้เราฟัง หรืออยากได้คำแนะนำ?
เราไม่จำเป็นต้องเดา วิธีที่ง่ายที่สุดคือถามเขาตอนนี้อยากให้เราฟังหรืออยากให้เราช่วยคิดด้วย? คำถามสั้น ๆ นี้ช่วยเปลี่ยนบทสนทนาได้มาก เพราะทำให้อีกฝ่ายมีสิทธิ์เลือกว่าตัวเองต้องการอะไร และยังช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับหน้าที่ว่าต้องเป็นคนแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง
4 วิธีรับฟังคนที่กำลังทุกข์ใจ โดยไม่รีบเข้าไปแก้ปัญหา
ฟังให้จบก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะตอบอะไร
เมื่ออีกฝ่ายกำลังเล่า พยายามไม่คิดคำตอบไปพร้อมกัน เพราะเมื่อสมองของเรากำลังคิดว่าจะตอบอะไร เราอาจไม่ได้ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดอย่างเต็มที่ ลองฟังให้จบก่อนแล้วค่อยถามตัวเองว่า สิ่งที่เขาต้องการจากเราคืออะไร
ถามให้แน่ใจก่อนว่าเขาต้องการอะไร
ลองถามว่าอยากให้เราช่วยคิดไหม? หรือตอนนี้อยากให้เราฟังเฉย ๆ ก่อน? คำถามเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราดูห่างเหิน แต่กลับช่วยให้เราเคารพความต้องการของอีกฝ่ายมากขึ้น
สะท้อนสิ่งที่ได้ยิน ก่อนให้ความคิดเห็น
หากเพื่อนบอกว่าช่วงนี้ทำงานหนักมากจนรู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีแทนที่จะรีบตอบว่า ต้องจัดการเวลาแล้วล่ะลองสะท้อนกลับว่าฟังดูเหมือนช่วงนี้คุณกดดันตัวเองมากเลยนะการสะท้อนช่วยให้อีกฝ่ายรู้ว่า เราไม่ได้เพียงได้ยินคำพูด แต่กำลังพยายามเข้าใจความรู้สึกของเขาด้วย
อย่าคิดว่าคำแนะนำของเราจะเหมาะกับชีวิตของเขาเสมอ
เราอาจเคยผ่านสถานการณ์เดียวกันมาก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าคำตอบของเราจะเหมาะกับอีกฝ่าย เพราะแต่ละคนมีบริบท ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน บางครั้งสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดจึงไม่ใช่การบอกว่าเขาควรทำอะไร แต่คือการช่วยให้เขามองเห็นทางเลือกของตัวเองชัดขึ้น
Case Study : ตัวอย่างสถานการณ์ เพื่อนที่กำลังหมดไฟจากงาน
เพื่อนคนหนึ่งมาบอกว่า ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยกับงานมากและเริ่มไม่อยากไปทำงาน ถ้าเราตอบทันทีว่า ลาออกเลยสิหรือลองหางานใหม่ดูบทสนทนาอาจจบลงตรงนั้นแต่ถ้าเราลองถามว่าช่วงนี้อะไรทำให้คุณเหนื่อยที่สุด? เพื่อนอาจเล่าว่า จริง ๆ ไม่ได้เหนื่อยจากงาน แต่เหนื่อยจากหัวหน้าที่ไม่เคยฟังและรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า
จากนั้นเราจึงอาจถามต่อว่า ถ้าให้เลือกเปลี่ยนได้หนึ่งอย่าง คุณอยากเปลี่ยนอะไรที่สุด? คำถามนี้อาจทำให้เพื่อนเริ่มมองเห็นปัญหาของตัวเองชัดขึ้น และค้นพบว่าจริง ๆ แล้วเขาอาจยังไม่ได้ต้องการลาออก แต่อยากหาวิธีสื่อสารกับหัวหน้าหรือหาวิธีสร้างขอบเขตในการทำงานมากกว่า เราไม่ได้แก้ปัญหาแทนเขา แต่ช่วยให้เขามองเห็นปัญหาของตัวเองชัดขึ้น
การรับฟัง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่กับปัญหาคนเดียว
เรื่องนี้ก็สำคัญเช่นกัน การฟังอย่างเข้าใจไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีคนมาปรึกษาเราต้องนั่งฟังอย่างเดียวโดยไม่ช่วยอะไร เมื่ออีกฝ่ายพร้อม เราสามารถถามเพิ่มเติม ช่วยเขามองทางเลือก หรือเสนอความคิดเห็นได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรรีบแย่งสิทธิ์ในการตัดสินใจจากเขา โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นเป็นชีวิตของเขา บทบาทของผู้รับฟังจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีคำตอบทุกเรื่อง แต่อาจเป็นคนที่ช่วยให้อีกฝ่ายกลับมาเชื่อมโยงกับความคิด ความรู้สึก และศักยภาพในการตัดสินใจของตัวเอง
ลองถามตัวเองสักนิด
เวลาคนที่เรารักกำลังทุกข์ใจ คุณกำลังฟังเขาเพื่อเข้าใจ หรือกำลังฟังเพื่อหาวิธีทำให้เขาหายทุกข์เร็วที่สุด เพราะบางครั้งความรักทำให้เราอยากแก้ปัญหาให้คนที่เรารักทันที แต่สิ่งที่เขาต้องการอาจเป็นเพียงใครสักคนที่บอกเขาว่า คุณไม่จำเป็นต้องรีบดีขึ้นก็ได้ เราอยู่ตรงนี้และพร้อมฟัง การเป็นที่พึ่งของใครสักคนจึงอาจไม่ได้เริ่มจากการมีคำตอบที่ดีที่สุด แต่อาจเริ่มจากการเป็นคนที่ฟังเขาได้จริง ๆ
หากคุณอยากพัฒนาทักษะจิตวิทยา เพื่ออยู่ข้างคนที่คุณรัก
การรับฟังที่ดีไม่ได้หมายถึงการนั่งเงียบ ๆ และรอให้อีกฝ่ายพูดจบ แต่เป็นทักษะที่ต้องอาศัยทั้งการสังเกต การฟัง การตั้งคำถาม การสะท้อนความรู้สึก และการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของคนตรงหน้า ใน หลักสูตรทักษะจิตวิทยาการให้คำปรึกษระดับ Fundamental ของ iSTRONG ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักจิตวิทยาเบื้องหลังการสื่อสาร การตั้งคำถาม การรับฟัง และการสะท้อนความรู้สึก
หลักสูตรเน้น Workshop และการฝึกปฏิบัติจริง (Role Play) ที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ใกล้เคียงกับชีวิตและการทำงาน สอนโดยจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ใน Exclusive Class ขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้เรียนได้รับ Feedback อย่างใกล้ชิด และสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริงทั้งกับครอบครัว คนรัก เพื่อนร่วมงาน ลูกทีม และผู้คนรอบตัว
สำหรับองค์กร การฟังที่ดีช่วยให้คนทำงานรู้สึกว่าเสียงของตัวเองมีความหมาย
ในที่ทำงาน หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานต้องรับฟังปัญหา ความกังวล และความคิดเห็นของคนรอบตัวอยู่เสมอ การมีทักษะจิตวิทยาในการฟังและตั้งคำถามอย่างเหมาะสมจึงช่วยให้การสื่อสารในทีมมีคุณภาพมากขึ้น และช่วยให้คนรู้สึกว่าตัวเองได้รับการรับฟัง ซึ่งทาง iSTRONG มี บริการ Mental Well-being for Organization ทั้งการอบรม Workshop, โปรแกรม EAP (Employee Assistance Program) และ Solutions ต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การรับฟัง และการสร้างบทสนทนาที่ดีในองค์กร
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
