top of page

รอยยิ้มที่ซ่อนความเจ็บปวด โรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้น (High-functioning Depression)

Updated: Jul 15

iSTRONG ความรักไม่เท่ากับการอ่านใจ จัดการกับความคาดหวังที่ไม่ตรงกันในคู่รัก

คุณเคยได้ยินความเชื่อทางสังคมที่สะท้อนผ่านข้อความเหล่านี้บ้างไหมคะ? 


“เธอประสบความสำเร็จขนาดนี้ ไม่มีทางเป็นโรคซึมเศร้าได้หรอก” “เธอไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าหรอก เธอแค่ต้องหัดคิดบวกบ้าง”  “เธอก็ใช้ชีวิตได้ปกติเลยนี่ แสดงว่าเธอไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า” 


หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับสัญญาณของโรคซึมเศร้าจากแบบประเมินตนเองที่อยู่ในโลกออนไลน์ จากการดูข่าวเกี่ยวกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า หรืออาจจะเคยสัมผัสกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาบ้าง แต่ในความเป็นจริงโรคซึมเศร้าไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียวและคนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็ไม่ได้มีอาการแบบหลัก (Major Depressive Disorder) เสมอไป


แต่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสังคมที่มักจะเชื่อว่าคนที่เวลาเจอกันก็ดูยิ้มแย้มแจ่มใส สามารถไปเรียนหรือไปทำงานได้ตามปกติ แถมภาพรวมของชีวิตก็ดูจะประสบความสำเร็จ คนเหล่านี้ไม่มีทางเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่างแน่นอน มันทำให้คนกลุ่มหนึ่งต้องเผชิญกับอาการของโรคซึมเศร้าอย่างโดดเดี่ยวก็คือกลุ่มที่มีอาการของ โรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้น (High-functioning Depression) 


ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้น?

แม้โรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้นหรืออีกชื่อคือ Smiling Depression จะไม่ได้ถูกบรรจุเอาไว้ในเกณฑ์การวินิจฉัยโรคจิตเวชอย่างเป็นทางการ แต่ก็สามารถพบสัญญาณของอาการโรคซึมเศร้าได้ในกลุ่มคน ดังนี้


  • อยู่ในสังคมวัฒนธรรมที่มีการตีตราความเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต หรือมีการสอนว่าไม่ให้พูดถึงปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองให้ใครฟัง

  • มีภาวะซึมเศร้าในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีซึ่งเรียกว่า "ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง" (Persistent Depressive Disorder)

  • มีชีวิตที่ดูปกติภายนอก รวมถึงการมีงานทำ มีความสัมพันธ์แบบคู่รัก และมีความสำเร็จทางการศึกษา ซึ่งจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ Atlanta Specialized Care ระบุว่ามีรายงานสำรวจบางชิ้นที่พบว่ามีหลายคนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากแต่มีอาการของโรคซึมเศร้า โดยถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความร่ำรวยหรือมีชื่อเสียงแต่พวกเขากลับทุกข์ทรมานกับความรู้สึกว่างเปล่าและไม่เติมเต็ม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไปไม่ถึงมาตรฐานของตัวเอง (ที่ตัวเองวางเอาไว้สูงมากจนไปไม่ถึง)

  • มีแนวโน้มของการมีลักษณะแบบ perfectionist หรือมีความกลัวอย่างรุนแรงต่อการถูกมองว่าอ่อนแอหรือควบคุมตัวเองไม่ได้

  • เป็นคนที่ไม่สบายใจที่จะเปิดเผยความเปราะบางหรือความรู้สึกว่า "อ่อนแอ"

  • มีความคิดว่าตัวเองจะรู้สึกดีขึ้นได้โดยการฝืนและจะต้องรับมือด้วยตัวเอง

  • มีพยายามไม่ให้ภาวะซึมเศร้ามีผลกระทบต่องานหรือความสัมพันธ์ โดยหวังว่าอาการจะหายไปเอง

  • มีความคิดว่าการมีภาวะซึมเศร้าเป็นเรื่องที่น่าละอาย

  • มีความรู้สึกว่าชีวิตอาจพังทลาย และผู้คนจะทอดทิ้งไปหากพวกเขารู้ว่าเป็นโรคซึมเศร้า


อาการของโรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้น

  • มีอารมณ์เศร้าเรื้อรัง

  • รู้สึกอ่อนล้าและพลังงานต่ำ

  • รู้สึกยากลำบากในการมีความสุข

  • วิจารณ์ตัวเองและมีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ

  • มีปัญหาในการมีสมาธิ


  • หงุดหงิดหรือรู้สึกไม่พอใจง่าย

  • หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

  • มีปัญหาในการนอน เช่น นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป

  • การเปลี่ยนแปลงของความอยากอาหาร กินมากเกินไปหรือน้อยเกินไป

  • รู้สึกผิดหรือไร้ค่า

ทั้งนี้ ในการประเมินโรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้นนั้นยังคงทำได้ยาก ถึงแม้ว่าวิธีการประเมินตนเองและการทดสอบทางคลินิกจะสามารถช่วยในการระบุภาวะซึมเศร้าเรื้อรังได้ก็ตาม


เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาจิตแพทย์ได้แล้ว?

  1. มีอาการต่อเนื่องอย่างน้อยสองปีโดยไม่ดีขึ้น

  2. มีความรู้สึกสิ้นหวังหรือความคิดอยากตายมากขึ้น

  3. การรักษาหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ หรือการดูแลตัวเองกลายเป็นเรื่องยากขึ้น

  4. เริ่มใช้วิธีรับมือที่เป็นอันตรายต่อตนเอง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาเสพติด


มีทางเลือกในการรักษาอย่างไรบ้างสำหรับคนที่มีอาการของโรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้น?

  • การบำบัดพฤติกรรมทางความคิด (CBT) ช่วยระบุและปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดในแง่ลบ

  • การบำบัดแบบวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงวิภาษ (DBT) ช่วยให้มีความสามารถในการการควบคุมอารมณ์และการรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น

  • การบำบัดด้วยสติ (Mindfulness Therapy) ช่วยเสริมสร้างการรับรู้ในช่วงเวลาปัจจุบันเพื่อลดความเครียด

  • การใช้ยา เช่น ยาต้านซึมเศร้า

  • การออกกำลังกาย ช่วยเสริมอารมณ์และลดความเครียด

  • การทานอาหารที่สมดุล สนับสนุนการทำงานของสมองและสุขภาพจิตโดยรวม

  • การจัดระเบียบเวลาในการนอนหลับ เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์และความชัดเจนในการคิด

อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านคงจะสังเกตได้จากชื่อของอาการก็คือ “โรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้น” หรืออีกชื่อคือ “Smiling Depression” นั่นจึงหมายความว่าคนที่เป็นนั้นเลือกที่จะฝืนตัวเองและพยายามที่จะไม่แสดงออกว่าตัวเองกำลังเผชิญอยู่กับอาการของโรคซึมเศร้า


นอกจากนั้น พวกเขาก็ยังพยายามที่จะใช้ชีวิตตามปกติให้ดูเหมือนคนปกติมากที่สุด เช่น ยังคงเข้าเรียนหรือไปทำงานได้ตามปกติ หรือบางคนก็พยายามแสดงออกเหมือนคนร่าเริงเลยด้วยซ้ำ ทำให้มีเพียงแค่ตัวเขาเองที่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่ข้างในจิตใจ ส่วนคนอื่นที่มองมาก็จะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ว่าคนตรงหน้าที่ดูร่าเริงและใช้ชีวิตได้ตามปกตินั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เขาแสดงออก ทำให้คนที่มีอาการของโรคซึมเศร้าแบบซ่อนเร้นไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม


สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดก็คือการที่พวกเขาต้องอดทนต่ออาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองตามลำพังเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่ขอความช่วยเหลือจากใครเลย อาจจะนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง และไม่มีใครช่วยเหลือได้ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มักนำไปสู่ความคิดฆ่าตัวตายและหลายครั้งก็มีเหตุการณ์สูญเสียเกิดขึ้นจริง ๆ


ดังนั้น ผู้เขียนจึงอยากเสนอให้สังคมของเราช่วยกันส่งเสริมค่านิยมแบบใหม่ที่เปิดใจมองว่าความเจ็บป่วยทางสุขภาพจิตไม่ใช่ความเปราะบาง โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากการเป็นคนอ่อนแอ การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเป็นความกล้าหาญ ลดการด่วนตัดสินหรือตีตราผู้ป่วยจิตเวช รวมถึงไม่เผยแพร่ส่งต่อข้อมูลผิด ๆ เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าลงในสื่อสาธารณะ เพื่อให้คนที่มีอาการของโรคซึมเศร้าไม่ต้องพยายามสร้างรอยยิ้มที่ซ่อนความเจ็บปวดของตัวเองอีกต่อไป


หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับอาการที่เข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือรู้สึกว่าความทุกข์เริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา จาก iSTRONG พร้อมรับฟัง ดูแล และร่วมเดินไปกับคุณในทุกขั้นตอนของการฟื้นฟูสุขภาพใจ ให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ทางเราขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ 💙


หากองค์กร ต้องการสร้างวัฒนธรรมที่พนักงานกล้าขอความช่วยเหลือ

หลายครั้งพนักงานที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ไม่ได้แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน พวกเขายังคงทำงาน ยิ้ม พูดคุย และใช้ชีวิตได้ตามปกติ จนคนรอบตัวอาจไม่ทันสังเกตว่า ภายในกำลังแบกรับความทุกข์อยู่เพียงลำพัง องค์กรที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต จึงไม่ใช่เพียงองค์กรที่มีสวัสดิการด้านการรักษา แต่คือองค์กรที่สร้าง Psychological Safety ให้พนักงานรู้สึกว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย และสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งแต่ก่อนปัญหาจะรุนแรง


iSTRONG เรามี บริการ Mental Well-being for Organization ทั้งบริการปรึกษานักจิตวิทยาและจิตแพทย์ (EAP) การอบรม และ Workshop ด้านสุขภาพจิต เพื่อช่วยให้องค์กรสร้างวัฒนธรรมที่เข้าใจสุขภาพจิต ลดการตีตรา และทำให้พนักงานกล้าขอความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

  • โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความที่เกี่ยวข้อง 

อ้างอิง:

BrightPoint Wellness (2025).

What is High Functioning Depression, and How to Treat HFD? – Let’s Dive.


Tate Gunnerson, Kim Painter (2024).

Smiling Depression: What You Need to Know.


Atlanta Specialized Care.

Reasons Why the Super Successful Are Depressed. 


Sanjana Gupta (2024).

Can You Have 'High-Functioning' Depression? When others may not notice anything is wrong.


ประวัติผู้เขียน

นิลุบล สุขวณิช (เฟิร์น) ประวัติการศึกษา: จบปริญญาโทสาขาจิตวิทยาการปรึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ปริญญาตรีสาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีประสบการณ์ทำงานเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นเวลา 11 ปี ปัจจุบันเป็นนักเขียนบทความให้กับ ISTRONG


Nilubon Sukawanich (Fern) Educational background: Master's degree in Counseling Psychology from Chiang Mai University, Bachelor's degree in Psychology from Chiang Mai University. With 11 years of experience working as a counseling psychologist at a university. Currently working as a content writer for ISTRONG.


iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page