ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

อย่าปล่อยให้ลูกเสพติดความรุนแรง

 

จากข่าวสะเทือนใจที่ดีเจสาวผู้หนึ่งได้รับลูกแมวจรจัดจากเพจแมวหาบ้านไปทรมานจนลูกแมวตาย และนำคลิปวิดีโอที่ถ่ายการทรมานลูกแมวไว้ไปลงในเว็บไซต์ใต้ดินที่รวมวิดีโอรุนแรงไว้ เพื่อให้ผู้ที่มีรสนิยมชอบความรุนแรงเข้ามารับชม และดีเจสาวผู้นั้นก็จะได้เงินคริปโตเคอเรนซี่ เช่น bitcoin เป็นค่าตอบแทน สิ่งที่น่าตกใจจากข่าวนี้นอกจากการทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีความผิดอะไรอย่างทรมานแล้ว ยังพบว่านี้ไม่ใช่การกระทำครั้งแรกของดีเจสาวผู้นี้ อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงว่ามีเรื่องยาเสพติดรวมถึงความบกพร่องทางจิตเข้ามาเกี่ยวข้อง

คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองคงทราบดีว่าข่าวในลักษณะนี้มีอยู่เนืองๆและนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งอายุของผู้กระทำความรุนแรงยังมีแนวโน้มน้อยลงเรื่อยๆ หรือกล่าวอีกอย่าง คือ ผู้กระทำความผิดเด็กลงไปเรื่อยๆและทำความรุนแรงที่ส่งผลร้ายในระดับที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนคุณพ่อ คุณแม่ผู้ปกครองเกิดความกังวลใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ จะปกป้องเด็กๆจากความรุนแรงอย่างไร ? และจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เด็กๆของเราเป็นผู้กระทำความรุนแรงเสียเอง ?

 

 

ในประเด็นของการปกป้องเด็กๆจากความรุนแรง ผู้เขียนได้เขียนไว้แล้วในบทความเรื่อง “สอนลูกให้รับมือกับการถูกแกล้งได้อย่างไร ?” ดังนั้น ในบทความนี้ ผู้เขียนจะขอพูดถึงประเด็นของวิธีป้องกันไม่ให้เด็กๆ เป็นผู้ก่อความรุนแรงแก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งเรื่องสาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีแก้ไข โดยมีรายละเอียด ดังนี้


บ่อเกิดความรุนแรง
 

จากการที่ได้ศึกษางานวิชาการ พบว่า สาเหตุของความรุนแรงมี 2 สาเหตุสำคัญ ได้แก่
 

1. โรคทางจิตเวช


โรคทางจิตเวชที่มีผลให้ผู้ป่วยแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงนั้น มักจะเกิดขึ้นต่อเนื่องจาก 3 โรค คือ Oppositional Defiant Disorder หรือโรคดื้อและต่อต้าน พบในเด็กอายุ 3 – 12 ปี โดยจะพบมากในวัย 8 ขวบ เด็กที่เป็นโรคดื้อต่อต้าน จะมีพฤติกรรมต่อต้านคำสั่งของคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง โมโหร้าย จงใจต่อต้านขัดขืน เมื่อเด็กโตขึ้นและอาการดังกล่าวยังไม่ได้รับการรักษา มีแนวโน้มสูงที่โรคจะพัฒนาเป็น Conduct Disorder ซึ่งเป็นอาการที่พบในเด็กตั้งแต่ก่อน 7 ขวบ ไปจนถึงอายุ 16 ปี อาการเด่น คือ ก้าวร้าวรุนแรง ชอบใช้ความรุนแรงในทุกสถานที่และทุกสถานการณ์ที่สามารถทำได้ เป็นต้นเหตุของอาชญากรรมเด็ก เช่น ต่อยตี ขโมยของ เสพยา ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย วางเพลิง และสามารถฆ่าคนได้เลยทีเดียว และหากอาการข้างต้นยังคงไม่ได้รับการรักษา ก็สามารถพัฒนาโรคไปสู่ Antisocial Personality Disorder ในวัยผู้ใหญ่ คือ ตั้งแต่อายุ 16 ปี ขึ้นไปได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้พฤติกรรมทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นและรักษายากมากยิ่งขึ้น


2. การเลี้ยงดู


คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง คงคุ้นเคยกับสุภาษิตคำพังเพยที่ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ความรุนแรง ก็เช่นเดียวกัน หากเด็กๆเติบโตมากับ “แม่พิมพ์” แบบไหนเขาก็จะมีรูปทรงแบบนั้น หากเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่เลี้ยงดูดี ให้ความใส่ใจอบรมสั่งสอน เด้กๆก็จะเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพ               แต่หากเด็กๆ ถูกเลี้ยงดูมาจากครอบครัวที่มีการทะเลาะตบตี ใช้คำหยาบ ผู้ใหญ่ในบ้านเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เช่น ติดยาเสพติด เล่นการพนัน ดื่มเหล้าหนัก ลักขโมย แน่นอนเลยว่าเด็กส่วนมากที่โตมาในครอบครัวเช่นนี้ย่อมเติบโตมาเหมือนผู้ใหญ่ในบ้านที่เด็กๆเห็น และเป็นปัญหาให้แก่สังคมต่อไป
 

 

วิธีกำจัดเมล็ดพันธุ์ความรุนแรง


1. กรณีที่สาเหตุเกิดจากโรคทางจิตเวช


หากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองสังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกตอในตัวลูกๆหลานๆ เช่น ก้าวร้าวผิดปกติ จงใจ