top of page

ยิ่งบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เรากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น

10 minutes ago
1 min read

iSTRONG ยิ่งบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เรากลับยิ่งรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น

เวลามีเรื่องไม่สบายใจ เรามักบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ผ่านไป อย่าคิดมาก หรือเข้มแข็งหน่อย เรายังไปทำงานได้ ยังใช้ชีวิตได้ ยังพูดคุยกับคนอื่นได้ตามปกติ จนบางครั้งตัวเราเองก็คิดว่าเรื่องนั้นคงไม่ได้สำคัญอะไร แต่พออยู่คนเดียว ความรู้สึกเดิมกลับวนกลับมาอีก บางครั้งเราไม่ได้ไม่เข้มแข็ง แต่เราอาจกำลังใช้ความเข้มแข็งเพื่อผลักความรู้สึกของตัวเองออกไป


ยิ่งพยายามไม่รู้สึก บางครั้งเรายิ่งเหนื่อย

เมื่อเจอเรื่องที่ทำให้เสียใจ ผิดหวัง หรือโกรธ หลายคนพยายามรีบทำให้ตัวเองกลับมาเป็นปกติ คำพูดกับตัวเองที่ว่า อย่าคิดมาก เดี๋ยวมันก็ผ่านไปเรื่องแค่นี้เองคนอื่นก็เจอเหมือนกัน คำพูดเหล่านี้อาจช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาหนึ่งไปได้ แต่ถ้าเราใช้มันเพื่อบอกตัวเองว่าไม่มีสิทธิ์รู้สึก ความรู้สึกนั้นอาจไม่ได้หายไปจริง ๆ


เราอาจยังทำงานได้ตามปกติ แต่กลับรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น เราอาจยังพูดคุยกับคนอื่นได้ แต่ไม่อยากเจอใคร เราอาจบอกทุกคนว่าไม่เป็นไร แต่กลับรู้สึกหนักอยู่ข้างใน เพราะบางครั้งสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การทำให้ความรู้สึกหายไปทันที แต่คือการหยุดและทำความเข้าใจว่าความรู้สึกนั้นกำลังเกิดขึ้นเพราะอะไร


ความรู้สึก ไม่ได้มีไว้ให้เรากำจัดเสมอไป

ความเศร้าอาจเกิดขึ้นเมื่อเราสูญเสียบางสิ่งที่มีความหมาย ความโกรธอาจเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าถูกละเมิดขอบเขตหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ความกลัวอาจกำลังบอกว่าเรารู้สึกไม่ปลอดภัย ความน้อยใจอาจสะท้อนว่าเราต้องการการใส่ใจหรือการยอมรับ แน่นอนว่าอารมณ์ไม่ได้บอกความจริงของสถานการณ์ทั้งหมด และเราไม่จำเป็นต้องทำตามทุกสิ่งที่อารมณ์บอก


แต่การรับรู้ว่าอารมณ์กำลังเกิดขึ้น ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ดังนั้น ก่อนถามว่าทำอย่างไรให้หายรู้สึก เราอาจลองถามก่อนว่า ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร? และความรู้สึกนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับตัวฉัน?


ในมุมของ Satir การยอมรับตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต

ในแนวคิดของ Virginia Satir (ทฤษฎี Satir) ให้ความสำคัญกับการยอมรับคุณค่าของมนุษย์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้คนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เมื่อนำแนวคิดนี้กลับมามองความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเอง เราจะเห็นว่าการดูแลใจไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำให้ตัวเองรู้สึกดีตลอดเวลา ถ้าเรากำลังเศร้า เราไม่จำเป็นต้องบอกตัวเองว่าอย่าเศร้า ถ้าเรากำลังกลัว เราไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเองว่าอ่อนแอ


ถ้าเรากำลังเหนื่อย เราไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ไหวตลอดเวลา การยอมรับความรู้สึกไม่ได้หมายความว่าเราต้องปล่อยให้อารมณ์ควบคุมชีวิต แต่หมายถึงการกล้าที่จะมองเห็นว่า ตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับเรา เพราะเมื่อเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ เราจึงมีโอกาสเลือกได้ว่าจะตอบสนองกับมันอย่างไร


แล้วเราจะอยู่กับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์ควบคุมเรา


  1. เรียกชื่อความรู้สึกให้ชัดขึ้น

    แทนที่จะบอกตัวเองว่าไม่โอเค ลองระบุให้ชัดขึ้นว่า กำลังเศร้า กำลังกังวล กำลังผิดหวัง กำลังรู้สึกโดดเดี่ยว หรือกำลังเหนื่อย การเรียกชื่ออารมณ์ให้ชัด ช่วยให้เราเริ่มมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเองได้มากขึ้น


  2. อย่ารีบตัดสินความรู้สึกของตัวเอง

    เราอาจรู้สึกน้อยใจกับเรื่องที่คนอื่นมองว่าเล็ก เราอาจโกรธทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่ควรโกรธหรืออาจเสียใจกับเรื่องที่คิดว่าตัวเองควรผ่านไปได้แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนอ่อนแอมันเพียงหมายความว่า เรากำลังมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น


  3. ลองสังเกตว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนอารมณ์นั้น

    ลองย้อนกลับไปดูว่า ก่อนที่จะรู้สึกแบบนี้เกิดอะไรขึ้น เราเจอเหตุการณ์อะไร? กำลังคิดอะไร? กำลังตีความเรื่องนั้นอย่างไร? บางครั้งเราจะพบว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้มาจากเหตุการณ์เพียงเรื่องเดียว แต่อาจเกิดจากหลายสิ่งที่สะสมมาตลอด


  4. ถามตัวเองว่า ตอนนี้ต้องการอะไร

    หลังจากเข้าใจอารมณ์แล้ว ลองถามต่อว่า ตอนนี้ฉันต้องการอะไร? ต้องการพัก? ต้องการคุยกับใครสักคน? ต้องการพื้นที่ส่วนตัว? ต้องการขอความช่วยเหลือ? หรือต้องการเวลาเพื่อจัดการกับความคิดของตัวเอง? การรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ช่วยให้เราเปลี่ยนจากการต่อสู้กับอารมณ์ ไปสู่การดูแลตัวเองได้เหมาะสมมากขึ้น


Case Study : คนที่บอกตัวเองว่าไม่เป็นไรอยู่ตลอด

ผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งผิดหวังจากความสัมพันธ์ เธอบอกกับเพื่อนว่าไม่เป็นไร เข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องจบ และพยายามกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เธอยังคงทำงาน ออกไปเจอเพื่อน และทำกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนเดิม แต่เมื่ออยู่คนเดียวกลับรู้สึกเศร้าและคิดถึงเรื่องเดิมอยู่บ่อย ๆ ช่วงแรกเธอพยายามบอกตัวเองให้หยุดคิด เพราะเชื่อว่าถ้ายังเสียใจแสดงว่ายังเข้มแข็งไม่พอ


แต่เมื่อเริ่มหันกลับมาสังเกตตัวเอง เธอพบว่าสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ได้มีเพียงการจบความสัมพันธ์ แต่คือความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ เมื่อเข้าใจตรงนี้ เธอจึงเริ่มแยกออกได้ว่า ความสัมพันธ์จบลงไม่ได้แปลว่าคุณค่าของตัวเองลดลง ความรู้สึกเศร้ายังคงมีอยู่ แต่เธอไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับมันตลอดเวลาอีกต่อไป เธอเริ่มให้เวลาตัวเองได้เสียใจ และค่อย ๆ กลับมาดูแลชีวิตของตัวเอง


การยอมรับความรู้สึก ไม่ได้แปลว่าต้องจมอยู่กับมัน

เรื่องนี้สำคัญมากการยอมรับว่าเรากำลังเศร้า ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเศร้าไปตลอด การยอมรับว่ากำลังโกรธ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องระบายความโกรธใส่คนอื่น และการยอมรับว่ากำลังเหนื่อย ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดทำทุกอย่างสิ่งสำคัญคือการแยกระหว่างการรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร กับการปล่อยให้อารมณ์เป็นคนตัดสินใจแทนเราเราสามารถรู้สึกโกรธและเลือกที่จะไม่พูดทำร้ายคนอื่นได้


เราสามารถรู้สึกเศร้าและยังคงทำสิ่งที่จำเป็นในชีวิตได้ เราสามารถรู้สึกกลัวและค่อย ๆ ตัดสินใจว่าจะรับมือกับสิ่งนั้นอย่างไร การเข้าใจอารมณ์จึงไม่ใช่การทำให้อารมณ์หายไป แต่คือการทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้นว่าจะตอบสนองต่อมันอย่างไร


ลองถามตัวเองสักนิด

ช่วงนี้มีความรู้สึกอะไรที่คุณพยายามบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันยังอยู่ในใจ? บางทีสิ่งที่เราต้องการจากตัวเองอาจไม่ใช่การเข้มแข็งขึ้นอีก แต่อาจเป็นการอนุญาตให้ตัวเองได้หยุด ฟัง และเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นข้างในก่อน เพราะการดูแลตัวเองไม่ได้เริ่มจากการทำให้ตัวเองรู้สึกดีเสมอไป บางครั้งมันเริ่มจากการกล้ายอมรับว่า ตอนนี้เราไม่ได้โอเค และเรามีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแบบนั้น เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกความรู้สึกหายไป จึงจะเรียกว่าดูแลตัวเองได้ บางครั้งการดูแลตัวเองที่แท้จริง คือการหยุดฟังและเข้าใจสิ่งที่ใจพยายามบอกเรา


หากคุณอยากพัฒนาทักษะการรับรู้และเข้าใจตัวเองมากขึ้น

การเข้าใจอารมณ์เป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการเข้าใจทั้งตัวเองและผู้อื่น เพราะเมื่อเราสามารถสังเกตความรู้สึก ความคิด และความต้องการของตัวเองได้ดีขึ้น เราก็จะมีพื้นฐานที่ดีในการรับฟังและเข้าใจคนตรงหน้าโดยไม่รีบตัดสิน ใน หลักสูตรทักษะจิตวิทยาการให้คำปรึกษระดับ Fundamental ของ iSTRONG ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักจิตวิทยาเบื้องหลังการสื่อสาร การตั้งคำถาม การรับฟัง และการสะท้อนความรู้สึก


หลักสูตรเน้น Workshop และการฝึกปฏิบัติจริง (Role Play) ที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ใกล้เคียงกับชีวิตและการทำงาน สอนโดยจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ใน Exclusive Class ขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้เรียนได้รับ Feedback อย่างใกล้ชิด และสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริงทั้งกับครอบครัว คนรัก เพื่อนร่วมงาน ลูกทีม และผู้คนรอบตัว


สำหรับองค์กร การเข้าใจอารมณ์ช่วยให้เราสื่อสารกับคนอื่นได้ดีขึ้น

ในที่ทำงาน คนเราต้องเผชิญกับความกดดัน ความขัดแย้ง และสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์อยู่เสมอ การมี Self-awareness และทักษะในการสังเกตอารมณ์ของตัวเอง จึงช่วยให้บุคลากรสามารถหยุดก่อนตอบสนอง สื่อสารได้อย่างเหมาะสม และรับมือกับความสัมพันธ์ในการทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งทาง iSTRONG มี บริการ Mental Well-being for Organization ทั้งการอบรม Workshop, โปรแกรม EAP (Employee Assistance Program) และ Solutions ต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การเข้าใจตัวเอง และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong



iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page