top of page
GDN 980 x 120 psychiatrist.jpg

เมื่อความรักกลายเป็นการเสพติด: วิธีออกจากอาการเสพติดคนรัก Addictive Relationship


addictive relationship

ความรักเป็นสิ่งสวยงามที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของใครหลายคน แต่บางครั้งมันก็กลายเป็นความหลงใหลที่เป็นพิษ จนทำให้เราสูญเสียตัวตนและไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ลักษณะความสัมพันธ์เช่นนี้ถูกเรียกในทางจิตวิทยาว่า "ความสัมพันธ์แบบเสพติด" (Addictive Relationship) ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ที่บุคคลมีพฤติกรรมหรืออารมณ์คล้ายกับผู้ติดยา อาการเหล่านี้รวมถึงการหมกมุ่น เอาแต่คิดถึง ขาดความสมดุลในชีวิต และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้


สัญญาณเตือนอาการเสพติดคนรัก

นักจิตวิทยาชื่อ Howard M. Halpern ได้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณเตือนของ Addictive Relationship ไว้ในหนังสือ How to Break Your Addiction to a Person ซึ่งมีดังต่อไปนี้


  1. คุณรู้สึกหงุดหงิดและกระวนกระวายเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้อยู่กับคุณ

  2. คุณมองข้ามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของอีกฝ่าย และพยายามหาเหตุผลมาอธิบายมัน

  3. คุณละเลยตัวเองและความสนใจของคุณ เพื่อตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายเป็นหลัก

  4. คุณรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึงการใช้ชีวิตโดยไม่มีอีกฝ่าย

  5. คุณพยายามจัดการชีวิตของอีกฝ่ายอยู่เสมอ เช่น คอยบอกว่าควรคบใคร ทำอะไร หรือแต่งตัวอย่างไร

  6. คุณอิจฉาและหึงหวงเมื่ออีกฝ่ายให้ความสนใจกับใครมากกว่าคุณ

  7. คุณไม่สามารถจินตนาการถึงอนาคตที่ไม่มีอีกฝ่ายได้

  8. คุณยอมทำทุกอย่างเพื่ออีกฝ่าย แม้จะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเดือดร้อนหรืออึดอัดใจก็ตาม

  9. คุณรู้สึกเหมือนหมดเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต หากไม่มีอีกฝ่ายคอยชี้นำ

  10. คุณลงเอยด้วยการกลับไปหาอีกฝ่ายเสมอ แม้จะเคยตัดสินใจเลิกรากันมาแล้วก็ตาม


หากพบว่าตัวเองมีความคิด ความรู้สึก หรือพฤติกรรมดังกล่าวบ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ว่าคุณกำลังมีความสัมพันธ์แบบเสพติด ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางใจแล้ว ยังอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง เช่น โรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือแม้กระทั่งความคิดฆ่าตัวตายได้


ใครที่มีแนวโน้มจะมีความสัมพันธ์แบบเสพติด

โดยทั่วไปแล้ว บุคคลที่มีแนวโน้มจะเกิดความสัมพันธ์เสพติดมักมีลักษณะดังต่อไปนี้


  1. มีปมในวัยเด็กหรือประสบการณ์เลวร้ายในอดีต เช่น ถูกทอดทิ้ง ถูกทารุณกรรม หรือโดนทำร้ายจิตใจ จนทำให้ขาดความมั่นคงและความเชื่อมั่นในตนเอง มักจะพึ่งพาคนอื่นเพื่อเติมเต็มความรู้สึกขาดแคลนในจิตใจ

  2. มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพบางอย่าง เช่น บุคลิกภาพแบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Personality) ที่กลัวการถูกปฏิเสธและพยายามเอาใจคนอื่นตลอดเวลา หรือบุคลิกภาพแบบอิงผู้อื่น (Dependent Personality) ที่ต้องพึ่งพาคนอื่นในการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง

  3. มีภาพลักษณ์ตนเองในแง่ลบ (Negative Self-Image) คิดว่าตัวเองด้อยค่า ไม่น่ารัก และกลัวว่าจะไม่มีใครต้องการ จึงมักจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คนรักไม่ทิ้งไป แม้จะต้องเสียเปรียบหรือเจ็บปวดก็ตาม

  4. เติบโตมาในครอบครัวที่มีเรื่องอื้อฉาวหรือมีพฤติกรรมเสพติด เช่น พ่อแม่ทะเลาะกันรุนแรง ติดสุรา ติดยา หรือมีความสัมพันธ์นอกใจ จนทำให้เด็กเรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านั้นมาโดยไม่รู้ตัว

  5. ชอบความตื่นเต้นท้าทาย และดิ้นรนที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือคนอื่นให้ได้ ผู้ที่ติดความสัมพันธ์มักรู้สึกเบื่อหน่ายกับรูปแบบความสัมพันธ์ปกติธรรมดา พวกเขาชอบความรู้สึกพิเศษที่ได้อยู่ในความสัมพันธ์ที่เข้มข้น แม้จะเจ็บปวดบ้างเป็นครั้งคราวก็ตาม

  6. มีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความรัก (Love Myths) เช่น เชื่อว่ารักแท้ต้องสมบูรณ์แบบ เชื่อว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของคู่รัก หรือเชื่อว่าความรักที่ดีต้องรักกันตายมากกว่ารักกันปานกลาง ความเชื่อเหล่านี้เกิดจากสิ่งที่เห็นตามสื่อหรือเรียนรู้มาในวัยเด็ก ทำให้เกิดมายาคติที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

  7. อยู่ในช่วงวิกฤตชีวิตหรือมีความเครียดสูง เช่น เพิ่งเลิกรากับแฟนเก่า ตกงาน สูญเสียคนใกล้ชิด หรือไม่มั่นคงในอาชีพการงาน สภาวะบีบคั้นทางอารมณ์เหล่านี้อาจผลักดันให้บุคคลแสวงหาที่พึ่งพิงจากความสัมพันธ์ชดเชยมากเกินไป จนกลายเป็นความสัมพันธ์เสพติดในที่สุด


แม้ปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการมีความสัมพันธ์เสพติด แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่มีลักษณะข้างต้นจะมีปัญหานี้เสมอไป ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็อาจหลงผิดเข้าไปพัวพันกับความสัมพันธ์ที่เป็นโทษได้เช่นกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่ไม่สมดุลในความสัมพันธ์ แล้วกล้าที่จะแก้ไขหรือขอความช่วยเหลือ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


แน่นอนว่า การแก้ไขตัวเองให้หลุดพ้นจากความสัมพันธ์เสพติดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพฤติกรรมเหล่านี้มักเกิดขึ้นจากบาดแผลในวัยเด็ก เช่น การไม่ได้รับความรัก ความอบอุ่น หรือความปลอดภัยที่เพียงพอ จนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนทางใจ และความรู้สึกด้อยคุณค่าในตัวเอง สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้บุคคลมีแนวโน้มที่จะใช้ความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือเติมเต็มความว่างเปล่าภายใน และแสวงหาคุณค่าในตัวเองผ่านการเป็นที่ต้องการของใครสักคน


อย่างไรก็ตาม เราสามารถแก้ไขตัวเองและค้นพบความรักที่แท้จริงได้ โดยการปรับความคิดและพัฒนาความสัมพันธ์กับตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ดังนี้


  1. ตระหนักและยอมรับว่าเรากำลังมีความสัมพันธ์แบบเสพติด ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดสิ่งดีๆ กับชีวิตเลย

  2. ฝึกการเห็นคุณค่าและความพอเพียงภายในตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาใครมาเติมเต็มให้

  3. มีกิจกรรมที่เรารักและสร้างความหมายให้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก การออกกำลังกาย หรือจิตอาสา

  4. หาเวลาอยู่กับตัวเองและทำในสิ่งที่เรามีความสุข เพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นเพื่อนกับตัวเองให้ได้

  5. ตั้งเป้าหมายและวางแผนชีวิตของตัวเอง โดยไม่ขึ้นกับความต้องการของใครทั้งสิ้น

  6. ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาหรือนักบำบัด เพื่อสำรวจบาดแผลในอดีตและเยียวยาจิตใจ

  7. สร้างเครือข่ายเพื่อนและครอบครัวที่คอยสนับสนุนให้เราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

  8. ฝึกทักษะการสื่อสารและตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ รู้จักปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ต้องการ

  9. หากจำเป็น ให้ตัดขาดการติดต่อกับคนที่เป็นพิษต่อชีวิตเราโดยสิ้นเชิง เพื่อไม่ให้ถูกดึงกลับไปสู่วังวนเดิมๆ

  10. ให้เวลาและความเมตตากับตัวเองในการเยียวยา อย่าคาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป


สิ่งสำคัญคือ การไม่ลืมไปว่า ตัวเราเองนั่นแหละที่จะเป็นคนรักและดูแลเราได้ดีที่สุด ไม่มีใครสามารถมาเติมเต็มความสุขให้เราได้อย่างยั่งยืน หากเราไม่เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับตัวเองเสียก่อน ความสัมพันธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้จักและรักตัวเองอย่างลึกซึ้ง เมื่อนั้นเราจะสามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่เท่าเทียม เคารพซึ่งกันและกัน และเกื้อหนุนให้แต่ละฝ่ายเติบโตไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง


สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า ความรักที่ดีและมีคุณค่านั้นมีอยู่จริง มันคือความรักที่เริ่มต้นจากการที่เรารู้จักรักตัวเองให้มากพอ จนไม่รู้สึกขาดแคลนอะไรอีกต่อไป เมื่อเรามีความสมบูรณ์เช่นนั้นในตัวเอง ความรักดีๆ จากคนอื่นก็จะตามมาเอง ไม่ช้าก็เร็วแน่นอน


          หากคุณและคู่ของคุณรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคุณกำลังประสบปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ การเข้ารับคำปรึกษาสำหรับคู่รัก (Couple counseling) อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการพัฒนาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ของคุณให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ คุณและคู่ของคุณจะได้รับเครื่องมือ คำแนะนำ และกลยุทธ์ที่เป็นประโยชน์ในการเพิ่มพูนความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร และความแน่นแฟ้นในความสัมพันธ์ เพื่อจับมือก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ไปด้วยกัน และมุ่งสู่ความสัมพันธ์ในฝันที่มั่นคงและยั่งยืน


ตัวช่วยเรื่องความสัมพันธ์จาก iSTRONG

รายละเอียด Couple counseling : https://bit.ly/3xGGAdc

ทำแบบประเมิน สุขภาพความสัมพันธ์คุณและคนรัก : https://bit.ly/4b059jy

บทความฟรี !! เรื่องความสัมพันธ์ ความรัก : https://bit.ly/3xEmQqm


 

iSTRONG Mental Health

ผู้ดูแลสุขภาพใจให้กับบุคคล ครอบครัว และองค์กร


 บริการของเรา

 สำหรับบุคคลทั่วไป

• บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : http://bit.ly/3lmThUa  

• คอร์สฝึกอบรม การเป็นนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา : http://bit.ly/3RQfQwS 


สำหรับองค์กร

• EAP โปรแกรมสำหรับองค์กร : http://bit.ly/3RLI8Z8 


  โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong


Comments


facebook album post - square (1).png
1.พวกหลีกเลี่ยงความผูกพัน (2).png
บทความล่าสุด
bottom of page