อยู่กับคนที่คุณรักที่เป็นโรคซึมเศร้า จะสนับสนุนพวกเขาอย่างไร?
- นิลุบล สุขวณิช
- 5 minutes ago
- 1 min read

แม้ว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าจะเริ่มเข้าถึงได้ง่ายและหลายคนก็ยอมรับแล้วว่ามันคืออาการป่วยชนิดหนึ่งที่มีอยู่จริงและไม่ใช่การที่ผู้ป่วยคิดไปเอง แต่ผู้เขียนก็ยังพบความ ‘เก้ ๆ กัง ๆ’ ของคนใกล้ชิดของผู้ป่วยที่หลายครั้งพวกเขาก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไร
ใจหนึ่งก็กลัวว่าคนที่ตัวเองรักที่เป็นโรคซึมเศร้าจะทำร้ายตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ป่วยจนเกินกว่าจะรับไหวอีกต่อไป การสนับสนุนคนที่ตัวเองรักที่เป็นโรคซึมเศร้าจึงเป็นความท้าทายอย่างมาก
หากไม่สามารถหาสมดุลระหว่างการดูแลผู้ป่วยและการดูแลตัวเองได้ก็อาจจะทำให้ผู้ดูแลกลายเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มไปอีกคน ถ้างั้น...จะสนับสนุนพวกเขาอย่างไร? ในบทความนี้ผู้เขียนได้ไปรวบรวมวิธีการมาดังนี้ค่ะ
เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าให้กับตัวเอง
เริ่มจากทำความเข้าใจอาการหลัก ๆ ของโรคซึมเศร้าและสัญญาณความเสี่ยงของโรคซึมเศร้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีอยู่มากมายและเข้าถึงได้ง่ายผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยสิ่งสำคัญเป็นอันดับแรกที่ผู้เขียนอยากให้ทุกคนระลึกไว้เสมอคือ “โรคซึมเศร้าไม่เท่ากับความเศร้า”
เพราะหากไม่เข้าใจในประเด็นนี้ ก็อาจจะทำให้รู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ป่วยถึงจมดิ่งอยู่กับบางสิ่งจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และยิ่งหากใช้ตรรกะของคนปกติเข้าไปตัดสินก็อาจจะทำให้รู้สึกว่า “เรื่องแค่นี้เอง” หรือ “คนอื่นเจอหนักกว่านี้ไม่เห็นจะเป็นโรคซึมเศร้าเลย”
การทำความเข้าใจปัจจัยทางด้านร่างกาย/จิตใจ/สังคมสภาพแวดล้อมที่เป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าจะช่วยลดการตัดสินผู้ป่วยลง และคนที่คุณรักที่เป็นโรคซึมเศร้าอย่างที่เขาเป็นเขาโดยไม่เอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ซึ่งรวมถึงกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าด้วยกันเอง เพราะอาการและระดับความรุนแรงที่ผู้ป่วยแต่ละคนมีมันอาจจะแตกต่างกันไปได้แล้วแต่กรณี
แสดงให้เห็นว่าคุณอยู่เคียงข้างคนที่คุณรักที่เป็นโรคซึมเศร้า
การที่คนที่คุณรักเป็นโรคซึมเศร้ามันไม่ใช่ความผิดของใคร และมันไม่ใช่หน้าที่ของผู้ดูแลที่จะไปแก้ไขหรือรักษาเขาให้หาย สิ่งที่ผู้ดูแลสามารถทำได้และควรที่จะทำจึงเป็นการแสดงออกให้ผู้ป่วยเห็นว่าเขาไม่ได้สู้กับโรคซึมเศร้าอย่างโดดเดี่ยวตามลำพังด้วยการ
กระตุ้นส่งเสริมให้ผู้ป่วยอยู่ในการรักษาอย่างต่อเนื่อง
เช่น เตือนให้กินยาตามที่จิตแพทย์สั่ง เตือนเมื่อใกล้ถึงวันนัดพบจิตแพทย์
ตั้งใจว่าจะเป็นผู้ฟังที่ดี
แสดงออกให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าคุณอยากฟังเขาเพื่อจะได้เข้าใจว่าเขารู้สึกยังไง เมื่อผู้ป่วยเล่าอะไรให้ฟังก็ฟังอย่างตั้งใจ โดยไม่ไปสอนหรือแนะนำให้เขาทำแบบนั้นแบบนี้รวมถึงไม่ตัดสินหรือเอามุมมองของตัวเองไปใส่ให้เขา การฟังอย่างแท้จริงด้วยความมุ่งหมายว่าอยากจะเข้าใจอีกฝ่ายถือเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจผู้ป่วยที่ทรงพลังอย่างหนึ่ง
ให้แรงเสริมทางบวก
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักจะตัดสินตัวเองอย่างรุนแรงและรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิดของทุกเรื่องที่มันเกิดขึ้น ผู้ดูแลจึงควรพูดถึงข้อดีและสิ่งที่ผู้ป่วยทำได้ให้เขาฟังบ่อย ๆ รวมถึงเน้นย้ำให้เขารู้ว่าเขามีคุณค่าความหมายต่อคนรอบข้าง
ถามเขาว่าอยากให้ช่วยอะไรบ้าง
ช่วยให้เขาสามารถควบคุมจัดการตัวเองได้มากขึ้น
เพื่อลดความเครียดลง เช่น ช่วยกันสร้างตารางกิจวัตรประจำวันขึ้นมา
มองหาองค์กรที่จะสามารถช่วยได้ มี
หลายองค์กรที่จัดกิจกรรมที่เรียกว่า “กลุ่มช่วยเหลือ (support group)” หรือมีบริการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
หากผู้ป่วยมีศรัทธาต่อสิ่งใด เช่น ศาสนา
ก็กระตุ้นให้ผู้ป่วยได้เข้าร่วมกิจกรรมตามศรัทธาของเขา เนื่องจากความศรัทธามีบทบาทสำคัญในการช่วยฟื้นฟูจิตใจของผู้ป่วย
สนับสนุนให้ผู้ป่วยทำพฤติกรรมดูแลตัวเอง
เช่น กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ ขยับเคลื่อนไหวร่างกาย
ชวนทำกิจกรรมด้วยกัน
เช่น ชวนไปเดินเล่น ชวนดูหนัง ชวนทำงานอดิเรกด้วยกัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการบังคับผู้ป่วยให้ต้องทำสิ่งที่คุณอยากให้เขาทำ
ผู้ดูแลก็ต้องดูแลตัวเองด้วยเช่นกัน
การดูแลคนที่คุณรักที่เป็นโรคซึมเศร้านั้นจัดว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะขณะที่อาการของผู้ป่วยกำลังอยู่ในระดับที่รุนแรงหรือยังไม่สงบนิ่งดี ผู้ดูแลหลายคนมักจะพบว่าการให้กำลังใจหรือชวนให้ผู้ป่วยฝึกคิดบวกมันเหมือนกับเทน้ำลงบ่อทราย
หลายครั้งผู้ดูแลก็ตั้งใจดีแต่มันก็เหมือนวนอยู่ที่เดิมจึงอาจทำให้เกิดภาวะหมดไฟ (burn out) จากการดูแลผู้ป่วย ดังนั้น ผู้ดูแลเองก็ควรจะดูแลตัวเองควบคู่กันไปด้วยวิธีดังนี้
ขอความช่วยเหลือ
การดูแลคนที่คุณรักที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงที่คุณรู้สึกไม่ไหวก็ควรขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ซึ่งผู้ดูแลเองก็สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อฟื้นฟูจิตใจตัวเองได้ด้วยเช่นกันนะคะ
ทำสิ่งที่ดีต่อสุขภาพร่างกายจิตใจของตัวเอง
แบ่งเวลาสำหรับตัวเองบ้าง ทำสิ่งที่ตัวเองได้รู้สึกเพลิดเพลินผ่อนคลาย ขยับเคลื่อนไหวร่างกายให้กระฉับกระเฉงอยู่เสมอ หาเพื่อนคุยหรือเข้าหาคนที่ช่วยเติมกำลังใจให้คุณได้
ใจเย็น ๆ
แม้โรคซึมเศร้าจะรักษาหายได้แต่การรักษามันจำเป็นต้องใช้เวลา ผู้ป่วยบางคนอาจจะหายไวแต่บางคนก็หายช้า รวมถึงผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะตอบสนองต่อการรักษาในระดับที่แตกต่างกันไป
ทั้งนี้ อย่างที่ผู้เขียนได้เกริ่นไปในข้างต้นแล้วว่าการดูแลคนที่คุณรักที่เป็นโรคซึมเศร้านั้นเป็นความท้าทายและในบางช่วงมันก็ไม่ง่ายเลย หากผู้ดูแลพบว่าตัวเองเกิดความรู้สึกหงุดหงิด โมโห หรือมีอารมณ์ทางลบเกิดขึ้นจากการต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าผู้ดูแลเองก็เริ่มต้องหันกลับมาใส่ใจและเติมพลังใจให้ตัวเองได้แล้ว เพราะหากยังพยายามที่จะ ‘แบก’ ต่อไปมันอาจจะกลายเป็นผลเสียต่อทั้งสองฝ่ายมากกว่าผลดี
การดูแลคนที่เรารักซึ่งกำลังเผชิญโรคซึมเศร้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจ ความอดทน และพลังใจอย่างมาก จนหลายครั้งผู้ดูแลเองก็อาจรู้สึกเหนื่อยล้า สับสน หรือเผลอละเลยความรู้สึกของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว
หากคุณกำลังเป็นผู้ป่วยที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย หรือกำลังเป็นผู้ดูแลที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มแบกรับภาระทางอารมณ์มากเกินไป บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา จาก iSTRONG พร้อมเป็นพื้นที่ให้คุณได้สำรวจความรู้สึก ทำความเข้าใจปัญหาที่กำลังเผชิญ และได้รับคำแนะนำจากนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม
เพราะการดูแลคนที่เรารักเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดูแลหัวใจของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน และคุณไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง เราขอเป็นส่วนหนึ่งในกำลังใจให้นะคะ 💙
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
บทความที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิง:
Mayo Clinic Staff (2023).
Depression: Supporting a family member or friend.
ประวัติผู้เขียน
นิลุบล สุขวณิช (เฟิร์น) ประวัติการศึกษา: จบปริญญาโทสาขาจิตวิทยาการปรึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ปริญญาตรีสาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีประสบการณ์ทำงานเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นเวลา 11 ปี ปัจจุบันเป็นนักเขียนบทความให้กับ ISTRONG
Nilubon Sukawanich (Fern) Educational background: Master's degree in Counseling Psychology from Chiang Mai University, Bachelor's degree in Psychology from Chiang Mai University. With 11 years of experience working as a counseling psychologist at a university. Currently working as a content writer for ISTRONG.
