top of page

คิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition) ทำอย่างไรดี เทคนิคจัดการความคิดลบ ตามสไตล์นักจิตวิทยา


iSTRONG คิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition) ทำอย่างไรดี: เทคนิคจัดการความคิดลบ ตามสไตล์นักจิตวิทยา

ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง เอาแน่เอานอนไม่ได้ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และโรคภัยไข้เจ็บ จนทำให้เราที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเกิดภาวะคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ หรือในทางจิตวิทยาเรียกว่า  Perseverative Cognition ภาวะคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition) ในทางจิตวิทยา หมายถึง การคิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ในเชิงลบ เช่น ความกังวลเรื่องสุขภาพ กังวลว่าจะเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นกับตัวเอง โดยมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากความวิตกกังวลและความเครียด (Anxiety & Stress Response) ที่มีต่อสถานการณ์รอบตัว


โดยผู้ที่มีความวิตกกังวลสูงมีแนวโน้มที่จะตีความว่าทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องร้าย และคาดการณ์เชิงลบ ซึ่งจะเป็นผลให้การควบคุมอารมณ์บกพร่อง (Deficits in Emotion Regulation) โดยมักจะแสดงอารมณ์ทางลบออกมาเมื่อเจอสถานการณ์กระตุ้น เช่น หัวร้อนเมื่อขับรถ ทำลายข้าวของเมื่อรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ เป็นต้น 


มีงานวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า การคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition) หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ดังนี้


  1. ด้านสุขภาพจิต (Mental Health)

    ผู้ที่มีภาวะคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (Depression & Anxiety disorders) เนื่องจากการคิดลบเกือบตลอดเวลา ส่งผลให้จิตใจเหนื่อยล้า (Mental fatigue) เมื่อจิตใจมีความอ่อนล้า ก็ทำให้สมาธิลดลง นอนไม่หลับ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า อ่อนเพลีย


  2. ด้านสุขภาพกาย (Physical Health)

    การคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ เป็นการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous system) ให้ทำงานต่อเนื่อง คล้ายร่างกายอยู่ในสภาวะตื่นตัวตลอดเวลา ส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) มากเกินไป จนนำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และภูมิคุ้มกันบกพร่อง 


  3. ด้านพฤติกรรมและสังคม (Behavioral & Social Impact)

    ผู้ที่มีภาวะคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition) มักจมอยู่กับความคิดทางลบของตนเอง จึงส่งผลต่อความสัมพันธ์และการสื่อสารกับผู้อื่น เนื่องจากความคิดทางลบได้ลดทอนความสามารถในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ทำให้เกิดพฤติกรรมทางลบ ส่งผลให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้


จะเห็นได้ว่าการคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition) ส่งผลเสียต่อร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง อีกทั้งหากไม่ได้รับการปรับความคิดก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นภาวะคิดลบเรื้อรังที่อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาจึงได้แนะนำเทคนิคจัดการความคิดลบเอาไว้ ดังนี้ค่ะ


  1. ใช้เทคนิค CBT (Cognitive Behavioral Therapy) ในการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม 

    เทคนิค CBT หรือ Cognitive Behavioral Therapy เป็นเทคนิคจัดการความคิดลบ ที่ช่วยให้เรารู้ตัวว่าเรากำลังมีความคิดทางลบอยู่

    • โดยเราต้องหมั่นจดบันทึกหรือสังเกตเมื่อเกิดความคิดลบ เช่น “ฉันไม่มีค่าเลย” หรือ “ฉันจะล้มเหลวแน่ ๆ” พร้อมทั้งระบุสถานการณ์ที่กระตุ้นความคิดนั้น เช่น การสอบ การประชุม การพูดในที่สาธารณะ 

    • แล้วตั้งคำถามกับความคิดลบ เช่น หลักฐานอะไรที่บอกว่าความคิดนี้จริง หรือ มีมุมมองทางเลือกอื่นไหม เพื่อให้เราได้ตระหนักว่าความคิดที่คิดอยู่นั้น เป็นความคิดทางลบที่ไม่สมเหตุสมผล 

    • แล้วจึงปรับโครงสร้างทางความคิด (Cognitive restructuring) เพื่อตั้งคำถามและเปลี่ยนมุมมองที่ผิดเพี้ยนไป โดยการแทนที่ด้วยความคิดที่เหมาะสม (Replace with Balanced Thoughts) เช่น “ทุกคนต้องผิดพลาดบ้าง” หรือ “ฉันมีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์นี้”

    • ทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavioral Experiments & Activation) เช่น ถ้าคิดว่า “ฉันพูดในที่ประชุมไม่ได้” → ลองฝึกพูดประโยคสั้น ๆ ในกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ ก่อน 

  2. ฝึกสติ (Mindfulness-Based Interventions)

    การฝึกสติ เป็นหนึ่งในเทคนิคจัดการความคิดลบ ที่ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยานิยมนำมาใช้ในการปรับความคิดทางลบ อีกทั้งยังมีงานวิจัยสนับสนุนว่าสามารถช่วยลดภาวะคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทำให้จิตใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่จมอยู่กับอดีตหรือกังวลอนาคตมากเกินไป


  • เริ่มต้นโดยฝึกสังเกตความคิดลบที่เกิดขึ้น เช่น “ฉันกำลังคิดว่าตัวเองล้มเหลว” แล้วไม่วิจารณ์ความคิดนั้น แต่เพียงรับรู้ว่ามันผ่านมาและสามารถผ่านไปโดยไม่ทำร้ายเราได้

  • ฝึกหายใจอย่างมีสติ (Mindful Breathing) โดยโฟกัสที่ลมหายใจเข้า–ออก เมื่อเกิดความคิดทางลบเข้ามา ให้ดึงการรู้ตัวมาอยู่ที่ลมหายใจ เพื่อตัดวงจรความคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ และการควบคุมลมหายใจยังช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติผ่อนคลายได้อีกด้วย

  • นำสติไปใช้ในกิจกรรมเล็ก ๆ ก่อน เช่น กินอาหารอย่างมีสติ ฟังเพลงโดยใส่ใจจริง ๆ หรือเดินช้า ๆ พร้อมสังเกตทุกก้าว เพื่อฝึกนิสัยอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ลดการจมอยู่กับความคิดทางลบ


  1. เทคนิคการหยุดความคิด (Thought Stopping Technique)

    เทคนิคการหยุดความคิด เป็นหนึ่งในเทคนิคจัดการความคิดลบ ที่ใช้เพื่อขัดจังหวะความคิดเชิงลบหรือความคิดซ้ำ ๆ และช่วยให้เรามีโอกาสแทนที่ด้วยความคิดที่เหมาะสมกว่า 

    • โดยเริ่มต้นจากสังเกตว่าตนเองกำลังจมอยู่กับความคิดลบหรือการคิดซ้ำ ๆ เช่น “ฉันจะล้มเหลวแน่ ๆ” แล้วใช้คำพูดที่หนักแน่น เช่น “หยุด!” หรือ “พอแล้ว!” โดยอาจพูดออกเสียงหรือพูดในใจก็ได้เพื่อสร้าง “สัญญาณเตือน” ให้สมองหยุด

    • แล้วจึงเปลี่ยนความสนใจไปยังสิ่งอื่นทันที เช่น การหายใจลึก ๆ นับ 1–10 การฟังเพลง หรือการเดินออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ

    • หลังจากหยุดความคิดทางลบได้แล้ว ให้แทนที่ด้วยประโยคเชิงบวกหรือเป็นกลาง เช่น เปลี่ยนจาก ฉันทำไม่ได้หรอก → ฉันจะลองทำเต็มที่ หรือจากทุกอย่างผิดพลาดไปหมด → ฉันแก้ไขได้ 

  2. การเขียนบันทึกเชิงบำบัด (Expressive Writing / Journaling)

    มีงานวิจัยทางจิตวิทยาจำนวนมากสนับสนุนว่าการเขียนบันทึกเชิงบำบัด เป็นเทคนิคจัดการความคิดลบ ที่ช่วยลดความเครียด ลดภาวะคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition)  และเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตใจ

  • โดยเริ่มจากหาเวลาสงบเพื่อเขียนทุกอย่างที่อยู่ในใจ ทั้งความคิด อารมณ์ ความกลัว ความโกรธ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา หรือรูปแบบ เช่น “ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวเพราะ...” “ฉันกลัวการที่ฉัน...” เป็นต้น


  • หลังเขียนระบายแล้ว อาจเพิ่มการตีความใหม่ เช่น “แม้จะผิดหวัง แต่ฉันได้เรียนรู้ว่าฉันยังพยายามเต็มที่” เพื่อช่วยเปลี่ยนมุมมองจากลบไปสู่การเรียนรู้ เพื่อให้การเป็นความคิดเชิงบวกเพื่อช่วยพัฒนาตนเอง


  • นอกจากระบายความคิดเชิงลบแล้ว ควรเสริมด้วย Gratitude journaling หรือเขียนสิ่งที่รู้สึกขอบคุณ เพื่อช่วยสร้างสมดุลทางอารมณ์และลดแนวโน้มคิดซ้ำ ๆ เชิงลบ


  1. การปรับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Modification)

    การปรับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เป็นอีกวิธีที่ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยทางจิตวิทยาว่า ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของการคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ (Perseverative Cognition) เพราะร่างกายและจิตใจมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เมื่อสุขภาพกายดีขึ้น สมองก็มีความสามารถจัดการความคิดและอารมณ์ได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ (Regular Physical Activity) การนอนหลับที่มีคุณภาพ (Sleep Hygiene) การทานอาหารที่มีประโยชน์ (Balanced Nutrition) ฝึกผ่อนคลาย (Relaxation Training) สร้างกิจวัตรเชิงบวก (Positive Daily Routine) เช่น การจัดสรรเวลาเรียน/ทำงาน เวลาพักผ่อน และเวลาสำหรับกิจกรรมที่สร้างความสุข ให้สมดุล และสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี (Social Support) เพื่อลดความโดดเดี่ยวและช่วยปรับมุมมองใหม่แทนการจมอยู่กับความคิดลบซ้ำ ๆ


การเรียนรู้เทคนิคจัดการความคิดลบจะช่วยเพิ่มทักษะการรับมือกับความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้สามารถมองสถานการณ์อย่างสมดุลและเป็นจริงมากขึ้น ลดการคิดแต่เรื่องลบซ้ำ ๆ สามารถส่งเสริมสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี และช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจในการเผชิญปัญหาชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


บางครั้งเรารู้ว่าตัวเองกำลังคิดมาก รู้ว่าควรหยุดคิดลบ หรือพยายามปรับมุมมองแล้ว แต่ความคิดเดิมก็ยังวนกลับมาอยู่ซ้ำ ๆ

หากความคิด ความกังวล หรือความเครียดเริ่มรบกวนการนอน การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การได้พูดคุยกับ นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ อาจช่วยให้เราเข้าใจต้นเหตุและรูปแบบความคิดของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น พร้อมเรียนรู้วิธีรับมือที่เหมาะกับตัวเรามากขึ้น ซึ่งทาง iSTRONG เรามี บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ที่พร้อมจะช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างคุณ


สุดท้ายอยากให้คุณรู้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องจัดการทุกความคิดเพียงลำพัง การขอความช่วยเหลือไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการให้โอกาสตัวเองได้กลับมาดูแลใจอย่างเหมาะสม

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความแนะนำ

อ้างอิง

Beck, J. S. (2011).

Cognitive behavior therapy: Basics and beyond (2nd ed.).

New York: Guilford Press.


Brosschot, J. F., Gerin, W., & Thayer, J. F. (2006).

The perseverative cognition hypothesis: A review of worry, prolonged stress-related physiological activation, and health.

Journal of Psychosomatic Research, 60(2), 113–124.


Dobson, K. S., & Dozois, D. J. A. (2019).

Handbook of cognitive-behavioral therapies (4th ed.).

New York: Guilford Press.


Ottaviani, C., Thayer, J. F., Verkuil, B., Lonigro, A., Medea, B., Couyoumdjian, A., & Brosschot, J. F. (2016).

Physiological concomitants of perseverative cognition: A systematic review and meta-analysis.

Psychological Bulletin, 142(3), 231–259.


Pennebaker, J. W., & Smyth, J. M. (2016).

Opening up by writing it down: How expressive writing improves health and eases emotional pain (3rd ed.).

New York: Guilford Press.


Segal, Z. V., Williams, J. M. G., & Teasdale, J. D. (2018).

Mindfulness-based cognitive therapy for depression (2nd ed.).

New York: Guilford Press.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page