top of page

เรามักเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นง่าย แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร


iSTRONG เรามักเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นง่าย แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไร

เราอาจเป็นคนที่เพื่อนมาปรึกษาอยู่เสมอ รู้ว่าเพื่อนกำลังเสียใจ รู้ว่าคนรักกำลังน้อยใจ หรือสังเกตได้ว่าลูกทีมกำลังเครียดจากสีหน้าและน้ำเสียง แต่พอมีใครถามเรากลับว่า วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง? หลายคนกลับตอบไม่ได้ บางครั้งเรารู้เพียงว่าเหนื่อย หงุดหงิด หรือไม่อยากคุยกับใคร แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองกำลังรู้สึกอะไร และอะไรคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น เราอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพยายามเข้าใจคนอื่น จนลืมไปว่า คนหนึ่งที่เราควรทำความเข้าใจให้มากที่สุดก็คือตัวเราเอง


บางครั้งเราไม่ได้ไม่รู้สึก แต่เราไม่เคยหยุดสังเกตความรู้สึกของตัวเอง

ในชีวิตประจำวัน เรามีเรื่องให้ต้องจัดการอยู่ตลอดต้องทำงานต้องดูแลครอบครัวต้องตอบข้อความต้องรับผิดชอบคนอื่นต้องตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น เราจึงมักถามตัวเองก่อนว่า แล้วต้องทำอย่างไรต่อ มากกว่าจะถามว่า ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร เช่น วันหนึ่งเราอาจกลับบ้านแล้วรู้สึกหงุดหงิดกับทุกเรื่อง ใครพูดอะไรก็รำคาญ ไม่อยากคุยกับใคร และรู้สึกว่าอยากอยู่คนเดียว ถ้ามีคนถามว่าเป็นอะไร เราอาจตอบเพียงว่า ไม่รู้เหมือนกัน แค่เหนื่อย


แต่ถ้าลองหยุดสังเกตตัวเองให้มากขึ้น เราอาจพบว่าความเหนื่อยนั้นไม่ได้เกิดจากงานเพียงอย่างเดียว เราอาจกำลังกังวลเรื่องบางอย่าง รู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ ผิดหวังกับตัวเองหรือกำลังพยายามรับผิดชอบหลายอย่างเกินกว่าที่ตัวเองจะรับไหว เมื่อเราไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง อารมณ์จึงอาจกลายเป็นเพียงความรู้สึกกว้าง ๆ ว่าไม่โอเค และเมื่อไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็ยิ่งไม่รู้ว่าควรดูแลตัวเองอย่างไร


ในมุมของ CBT ความคิดและการตีความมีส่วนทำให้เราเกิดอารมณ์

CBT (Cognitive Behavioral Therapy) ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม เหตุการณ์เดียวกันอาจทำให้แต่ละคนรู้สึกแตกต่างกัน เพราะแต่ละคนมีวิธีตีความเหตุการณ์นั้นไม่เหมือนกัน เช่น หัวหน้าส่งข้อความมาว่า ขอคุยเรื่องงานพรุ่งนี้นะ บางคนอาจอ่านแล้วไม่ได้คิดอะไร แต่บางคนอาจเริ่มคิดทันทีว่า เราทำอะไรผิดหรือเปล่า? เขาไม่พอใจเราหรือเปล่า? เรากำลังจะถูกตำหนิไหม?


จากข้อความเพียงประโยคเดียว ความคิดเหล่านี้อาจทำให้เกิดความกังวล และส่งผลให้เราเริ่มคิดวน นอนไม่หลับ หรือรู้สึกเครียดโดยที่ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นจริง การเข้าใจตัวเองจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร แต่รวมถึงการสังเกตด้วยว่า เรากำลังคิดอะไร? เรากำลังตีความเหตุการณ์นี้อย่างไร? และความคิดนั้นกำลังส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเราอย่างไร?


Satir การเข้าใจตัวเองเริ่มจากการยอมรับว่าความรู้สึกของเรามีความหมาย

ในแนวคิดของ Virginia Satir (ทฤษฎี Satir) มนุษย์มีความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ มีคุณค่า และสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เมื่อเรามองกลับมาที่ตัวเอง หลักคิดนี้ช่วยให้เราเห็นว่า การดูแลใจไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำให้ตัวเองรู้สึกดีตลอดเวลา แต่คือการสามารถรับรู้ได้ว่า ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไร และยอมรับว่าความรู้สึกนั้นกำลังเกิดขึ้น


เราอาจกำลังผิดหวัง กำลังกลัว กำลังเหนื่อยกำลังน้อยใจ หรือกำลังต้องการการพักผ่อน เราไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินว่าความรู้สึกเหล่านี้ถูกหรือผิด เพราะเมื่อเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจได้ เราจะมีโอกาสทำความเข้าใจมันมากขึ้น และเมื่อเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราก็มีโอกาสเลือกวิธีตอบสนองที่เหมาะสมมากขึ้นเช่นกัน


แล้วเราจะเริ่มเข้าใจความรู้สึกของตัวเองได้อย่างไร?


  1. หยุดถามตัวเองว่าเป็นอะไร แล้วลองถามว่ารู้สึกอะไร

    คำถามว่าเป็นอะไร อาจทำให้เราพยายามหาสาเหตุทันที แต่ลองเริ่มจากสิ่งง่ายที่สุดก่อน ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไร? เหนื่อย กังวล โกรธ น้อยใจ ผิดหวัง กลัว หรือรู้สึกโดดเดี่ยว การเรียกชื่ออารมณ์ให้ชัดขึ้น ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเองได้มากขึ้น


  2. ลองถามต่อว่าอะไรทำให้เรารู้สึกแบบนั้น

    หลังจากรู้แล้วว่ากำลังรู้สึกอะไร ลองถามต่อว่า อะไรเกิดขึ้นก่อนที่ฉันจะรู้สึกแบบนี้ บางครั้งเราอาจพบว่าสิ่งที่ทำให้เราโกรธไม่ใช่เหตุการณ์ล่าสุด แต่เป็นเรื่องเล็ก ๆ หลายเรื่องที่สะสมมาตลอดทั้งวัน


  3. สังเกตความคิดที่เกิดขึ้นพร้อมกับอารมณ์

    เมื่อรู้สึกไม่ดี ลองถามตัวเองว่า ตอนนั้นฉันกำลังคิดอะไรอยู่ เช่น ฉันต้องทำทุกอย่างให้ดี ฉันไม่ควรทำให้ใครผิดหวัง ถ้าฉันปฏิเสธ เขาจะไม่ชอบฉัน ฉันต้องรับมือเรื่องนี้ให้ได้ด้วยตัวเอง ความคิดเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่เราเชื่อมานานจนไม่ทันสังเกตว่ามันกำลังส่งผลต่อชีวิตของเรา


  4. ถามตัวเองว่า ตอนนี้ฉันต้องการอะไร

    บางครั้งอารมณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสร้างปัญหา แต่กำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา ความเหนื่อยอาจกำลังบอกว่าเราต้องพัก ความน้อยใจอาจกำลังบอกว่าเราอยากได้รับการใส่ใจ ความโกรธอาจกำลังบอกว่ามีบางอย่างที่เรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ความกังวลอาจกำลังบอกว่าเราต้องการความมั่นคงหรือความชัดเจน การเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังอารมณ์ จึงช่วยให้เราเลือกวิธีดูแลตัวเองได้ตรงจุดมากขึ้น


Case Study : ทำไมบางคนถึงบอกว่าไม่เป็นไร ทั้งที่จริง ๆ ไม่ไหวแล้ว

ลองนึกถึงคนทำงานคนหนึ่งที่มักรับงานจากทุกคน เพื่อนร่วมงานขอให้ช่วยเขาก็ช่วย หัวหน้ามอบหมายงานเพิ่ม เขาก็รับคนในครอบครัวมีเรื่องให้จัดการ เขาก็เป็นคนช่วย เมื่อมีใครถามว่าเหนื่อยไหม เขามักตอบว่าไม่เป็นไร จนวันหนึ่งเขากลับบ้านแล้วรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องเล็ก ๆ และไม่อยากพูดกับใคร ตอนแรกเขาอาจคิดว่าตัวเองแค่เหนื่อย


แต่เมื่อหยุดสังเกตตัวเอง เขากลับพบว่า ความรู้สึกที่อยู่ข้างใต้ความหงุดหงิดคือความรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา และความคิดที่อยู่เบื้องหลังคือ ถ้าเราไม่ช่วย คนอื่นจะลำบาก เมื่อเห็นรูปแบบนี้ชัดขึ้น เขาจึงเริ่มเรียนรู้ที่จะปฏิเสธบางเรื่อง ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นและจัดเวลาให้ตัวเองได้พัก ปัญหาไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เขาเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น และสามารถดูแลตัวเองได้ก่อนที่จะสะสมจนกลายเป็นความเหนื่อยล้าทางอารมณ์


การเข้าใจตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราต้องคิดถึงตัวเองตลอดเวลา

บางคนอาจกลัวว่าการหันกลับมาดูแลความรู้สึกของตัวเองจะทำให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่จริง ๆ แล้ว การเข้าใจตัวเองช่วยให้เรารู้ขอบเขตของตัวเองมากขึ้น เรารู้ว่าเมื่อไหร่ควรพัก รู้ว่าเรื่องไหนรับผิดชอบได้ รู้ว่าเรื่องไหนควรขอความช่วยเหลือ และรู้ว่าเมื่อไหร่เรากำลังฝืนตัวเองมากเกินไป เมื่อเรารู้จักตัวเองมากขึ้น เราก็จะสื่อสารกับคนอื่นได้ชัดเจนขึ้นและมีโอกาสดูแลความสัมพันธ์ได้ดีขึ้นเช่นกัน


ลองถามตัวเองสักนิด

วันนี้มีใครถามคุณหรือยังว่าเป็นอย่างไรบ้าง? และถ้ามีคนถามขึ้นมาจริง ๆ คุณรู้หรือไม่ว่าคำตอบที่แท้จริงของคุณคืออะไร บางครั้งเราใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้ว่าจะเข้าใจคนอื่นอย่างไร แต่กลับไม่เคยหยุดเรียนรู้วิธีฟังเสียงของตัวเอง การเข้าใจคนอื่นจึงอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการอ่านคนเก่งขึ้น แต่อาจเริ่มจากการหันกลับมาเข้าใจตัวเองให้มากขึ้นก่อน


หากคุณอยากพัฒนาทักษะการเข้าใจผู้คน ความรู้สึก อารมณ์

การเข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่นเป็นทักษะที่เชื่อมโยงกัน เพราะเมื่อเราสังเกตความคิด อารมณ์ และรูปแบบการตอบสนองของตัวเองได้ดีขึ้น เราก็จะมีพื้นฐานที่ดีในการทำความเข้าใจคนตรงหน้าโดยไม่รีบตัดสิน ใน หลักสูตรทักษะจิตวิทยาการให้คำปรึกษระดับ Fundamental ของ iSTRONG ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักจิตวิทยาเบื้องหลังการสื่อสาร การตั้งคำถาม การรับฟัง และการสะท้อนความรู้สึก


หลักสูตรเน้น Workshop และการฝึกปฏิบัติจริง (Role Play) ที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ใกล้เคียงกับชีวิตและการทำงาน สอนโดยจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ใน Exclusive Class ขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้เรียนได้รับ Feedback อย่างใกล้ชิด และสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริงทั้งกับครอบครัว คนรัก เพื่อนร่วมงาน ลูกทีม และผู้คนรอบตัว


สำหรับองค์กร คนที่เข้าใจตัวเอง ย่อมสื่อสารกับผู้อื่นได้ดีขึ้น

ในที่ทำงาน ความสามารถในการรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตัวเองมีส่วนสำคัญต่อการสื่อสาร การจัดการความขัดแย้ง และการทำงานร่วมกับผู้อื่น การพัฒนาทักษะด้านการฟัง การสื่อสาร และ Self-awareness จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคนและวัฒนธรรมการทำงานที่มีคุณภาพ ซึ่งทาง iSTRONG มี บริการ Mental Well-being for Organization ทั้งการอบรม Workshop, โปรแกรม EAP (Employee Assistance Program) และ Solutions ต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การเข้าใจตัวเอง และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong



iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page