top of page

5 เทคนิคทางจิตวิทยา ที่ช่วยให้ครูและติวเตอร์รับมือกับความเครียดและความกดดันของนักเรียนได้อย่างเข้าใจ

4 minutes ago
2 min read

iSTRONG นักศึกษาเริ่มขาดเรียน ไม่ส่งงาน และไม่ตอบอีเมล เมื่อไรที่อาจารย์ควรเป็นห่วงสุขภาพใจมากกว่าเรื่องผลการเรียน?

เมื่อนักเรียนบอกว่า ถ้าสอบไม่ติด พ่อแม่ต้องผิดหวังมากแน่ ๆ เราควรตอบอย่างไร?

สมมติว่าคุณกำลังติวหนังสือให้กับนักเรียน ม.6 คนหนึ่งที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ระหว่างเรียน นักเรียนเริ่มมีสีหน้ากังวล ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า "ถ้าหนูสอบไม่ติด พ่อแม่ต้องผิดหวังในตัวหนูมากแน่ ๆ เลยค่ะ" ในฐานะติวเตอร์ คุณจะตอบว่าอย่างไร?


"ไม่ต้องคิดมากหรอก ยังไงก็สอบติดอยู่แล้ว"

"งั้นเราต้องเพิ่มชั่วโมงติวให้มากขึ้นแล้วล่ะ"

"พ่อแม่เขาคงไม่ผิดหวังขนาดนั้นหรอก"


คำตอบเหล่านี้อาจมาจากความหวังดี แต่บางครั้ง สิ่งที่เด็กต้องการในเวลานั้น อาจไม่ใช่คำปลอบใจหรือแผนการเรียนที่เข้มข้นขึ้น แต่คือใครสักคนที่มีเทคนิคทางจิตวิทยาที่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงรู้สึกกดดันมากขนาดนี้


เมื่อความเครียดจากการสอบ ไม่ใช่แค่เรื่องคะแนน

สำหรับนักเรียนบางคน การสอบไม่ได้หมายถึงเพียงการวัดความรู้ แต่ยังเชื่อมโยงกับความคาดหวังจากครอบครัว อนาคต การยอมรับจากผู้อื่นและคุณค่าในตัวเอง เด็กบางคนอาจกำลังมีความคิดว่า

  • ถ้าสอบไม่ติด แปลว่าเราไม่เก่งพอ

  • ถ้าคะแนนไม่ดี พ่อแม่คงผิดหวังในตัวเรา

  • ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยที่หวังไม่ได้ อนาคตคงจบแล้ว

  • เพื่อนคนอื่นเก่งกันหมด มีแต่เราที่ทำไม่ได้


ในทางจิตวิทยา ความคิดลักษณะนี้บางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับ Catastrophizing หรือการคาดการณ์ผลลัพธ์ในแง่ร้ายเกินกว่าข้อมูลที่มี และ All-or-Nothing Thinking หรือการมองผลลัพธ์แบบสุดขั้วว่าต้องสำเร็จเท่านั้นจึงจะถือว่าดีพอ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกความกังวลของเด็กจะเป็นการคิดผิด เพราะบางคนอาจกำลังเผชิญความคาดหวังหรือแรงกดดันจากครอบครัวจริง ๆ


รายงานของ WHO/Europe ปี 2024 ซึ่งสำรวจวัยรุ่นเกือบ 280,000 คนใน 44 ประเทศและภูมิภาค พบแนวโน้มความกดดันจากการเรียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในวัยรุ่นหญิง สะท้อนให้เห็นว่าความกดดันทางการเรียนเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่รอบตัวควรให้ความสำคัญ หน้าที่ของติวเตอร์จึงไม่ใช่การรีบบอกให้เด็กหยุดคิดมาก แต่คือการช่วยให้เขารู้สึกได้รับความเข้าใจก่อนที่จะร่วมกันหาทางออก


5 เทคนิคทางจิตวิทยาที่ครูและติวเตอร์สามารถนำไปใช้ได้ทันที

  1. รับฟังความรู้สึก ก่อนรีบแก้ปัญหา (Listen Before Fixing)

    เมื่อนักเรียนแสดงความกังวล ติวเตอร์อาจรีบกลับเข้าสู่การสอน เพราะคิดว่ายิ่งเตรียมตัวดีเด็กก็จะยิ่งมั่นใจ แต่ลองเริ่มจากการรับฟัง เช่น "ฟังดูเหมือนตอนนี้เรื่องสอบทำให้เรากดดันมากเลยนะ" หรือ "ครูรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้สำคัญกับเรามากจริง ๆ" การตอบสนองแบบนี้เรียกว่า Emotional Validation คือการยอมรับและให้พื้นที่กับความรู้สึกของอีกฝ่าย โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความคิดทั้งหมด จำไว้ว่าการยอมรับความรู้สึกไม่เท่ากับการยืนยันว่าความกลัวนั้นจะเกิดขึ้นจริง


  2. ถามเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ถามเพื่อหาคำตอบ (Supportive Questioning)

    แทนที่จะถามว่า "ทำไมต้องกลัวขนาดนั้น" ลองเปลี่ยนเป็น "สิ่งที่เรากังวลที่สุดเกี่ยวกับการสอบครั้งนี้คืออะไร" หรือ "ที่กลัวว่าพ่อแม่จะผิดหวัง เป็นเพราะเคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน หรือเป็นความกังวลของเราเอง" คำถามที่เปิดกว้างและไม่ตัดสินช่วยให้เราเข้าใจว่า เด็กกำลังกังวลเรื่องคะแนน ความคาดหวังของครอบครัว หรือความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง

    ที่สำคัญ ติวเตอร์ไม่จำเป็นต้องซักถามทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวที่เด็กยังไม่พร้อมเล่า


  3. ช่วยให้เด็กเห็นว่า คะแนนสอบไม่ใช่คุณค่าทั้งหมดของชีวิต (Separate Performance from Self-worth)

    นักเรียนบางคนอาจผูกความสำเร็จทางการเรียนเข้ากับคุณค่าในตัวเอง จนรู้สึกว่าการสอบไม่ติดเท่ากับความล้มเหลวของชีวิต ติวเตอร์สามารถช่วยเปิดมุมมองใหม่ เช่น "การสอบครั้งนี้สำคัญกับเรามาก ครูเข้าใจนะ แต่ผลสอบครั้งเดียวไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าเราเป็นคนเก่งหรือมีคุณค่าแค่ไหน" หรือชวนเด็กคิดว่า "ถ้าเพื่อนที่เรารักพยายามเต็มที่แล้วแต่สอบไม่ติด เราจะมองว่าเขาเป็นคนล้มเหลวไหม?" คำถามเช่นนี้ช่วยให้นักเรียนลองมองสถานการณ์ของตัวเองจากมุมมองอื่น โดยไม่ปฏิเสธความสำคัญของการสอบ


  4. เปลี่ยนความกังวลเป็นสิ่งที่จัดการได้ (Focus on What Can Be Controlled)

    หลังจากรับฟังและเข้าใจความรู้สึกแล้ว ติวเตอร์สามารถช่วยเด็กกลับมาโฟกัสสิ่งที่ควบคุมได้ เช่น "ตอนนี้เรายังไม่รู้ผลสอบ แต่มีอะไรบ้างที่เราพอจะทำได้ เพื่อให้รู้สึกพร้อมขึ้นอีกนิด?" จากนั้นจึงร่วมกันวางแผน เช่น ทบทวนจุดอ่อน ปรับตารางอ่านหนังสือ พักผ่อนให้เพียงพอ หรือแบ่งเป้าหมายใหญ่เป็นขั้นตอนเล็ก ๆ สิ่งสำคัญคือ อย่าเปลี่ยนการช่วยเหลือให้กลายเป็นการเพิ่มแรงกดดัน ด้วยการเพิ่มชั่วโมงเรียนหรือการบ้านโดยไม่พิจารณาสภาพจิตใจและความพร้อมของเด็ก


  5. รู้ว่าเมื่อไรควรช่วยต่อ และเมื่อไรควรส่งต่อ (Know Your Boundaries)

    ติวเตอร์สามารถเป็นผู้ใหญ่ที่รับฟังและให้กำลังใจนักเรียนได้ แต่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบการแก้ปัญหาชีวิตทุกเรื่อง หากนักเรียนมีความเครียดรุนแรงต่อเนื่อง นอนไม่หลับเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการเรียนอย่างมาก หรือมีอาการที่กระทบชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาชวนให้เข้าถึงการช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น ครูแนะแนว ผู้ปกครองที่ปลอดภัยและไว้วางใจได้ หรือนักจิตวิทยา


    หากเด็กพูดถึงการทำร้ายตัวเองหรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทันที ไม่ปล่อยให้อยู่ลำพังเมื่อมีความเสี่ยงเร่งด่วน และประสานผู้ใหญ่หรือบริการฉุกเฉินที่เหมาะสม โดยไม่รับปากว่าจะเก็บเรื่องอันตรายไว้เป็นความลับ


ติวเตอร์ยุคใหม่ อาจต้องมีทักษะมากกว่าการสอนให้สอบติด

การเป็นติวเตอร์ที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการสอนให้เด็กเข้าใจเนื้อหา หรือทำคะแนนได้สูงขึ้นเท่านั้น เพราะระหว่างการเรียน นักเรียนอาจนำทั้งความกังวล ความไม่มั่นใจ ความผิดหวัง หรือเรื่องส่วนตัวเข้ามาในห้องเรียนด้วย ติวเตอร์ที่มีทักษะการรับฟังและเข้าใจจิตใจวัยรุ่น จึงอาจช่วยสร้างบรรยากาศที่เด็กกล้าถาม กล้าบอกว่าไม่เข้าใจ และกล้าพูดถึงปัญหาที่กำลังเผชิญได้มากขึ้น


แต่ความหวังดีเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เราต้องรู้ด้วยว่าจะสังเกตสัญญาณอย่างไร เริ่มคุยแบบไหน รับฟังอย่างไร ช่วยได้แค่ไหนและเมื่อไรควรส่งต่อ เพราะติวเตอร์ไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยา แต่ควรรู้วิธีช่วยเหลือนักเรียนเบื้องต้นอย่างเหมาะสมและปลอดภัย


Beyond Tutoring เป็นมากกว่าติวเตอร์ที่สอนเก่ง

หากคุณเป็นติวเตอร์ ครูสอนพิเศษ หรือผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับนักเรียน และอยากเพิ่มความมั่นใจในการรับมือกับปัญหาชีวิตและสุขภาพใจของเด็ก iSTRONG Mental Health ขอแนะนำ หลักสูตร Mental Health First-aid for Teachers Be the Safe Adult They Can Talk To เวิร์กช็อป 1 วัน สอนโดยนักจิตวิทยาคลินิก ที่จะพาคุณฝึกทักษะการสังเกตสัญญาณ สร้างความไว้วางใจ เปิดบทสนทนา รับฟัง ช่วยเหลือ และส่งต่ออย่างเหมาะสม ผ่าน F.I.R.S.T. Framework


เน้นการฝึกจากสถานการณ์จริง พร้อม F.I.R.S.T. Teacher Toolkit และ Online Support Community อีก 2 ครั้ง เพื่อช่วยต่อยอดการเรียนรู้หลังจบคลาส คลิกดูรายละเอียดและสมัครเรียน Mental Health First-aid for Teachers หรือหากอยากเริ่มจากการสำรวจทักษะของตัวเองก่อน คลิกทำแบบประเมินความพร้อมในการให้คำปรึกษานักเรียนและวัยรุ่น ฟรี!


เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่คือการมีผู้ใหญ่ที่รับฟังและช่วยให้เขาไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง


Be More Than a Tutor. Be Someone They Can Trust.

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

อ้างอิง

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page