top of page

นักศึกษาเริ่มขาดเรียน ไม่ส่งงาน และไม่ตอบอีเมล เมื่อไรที่อาจารย์ควรเป็นห่วงสุขภาพใจมากกว่าเรื่องผลการเรียน?

8 minutes ago
2 min read

iSTRONG นักศึกษาเริ่มขาดเรียน ไม่ส่งงาน และไม่ตอบอีเมล เมื่อไรที่อาจารย์ควรเป็นห่วงสุขภาพใจมากกว่าเรื่องผลการเรียน?

เพราะนักศึกษาอาจเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะรับมือกับทุกปัญหาชีวิตได้ด้วยตัวเอง

ลองนึกถึงนักศึกษาคนหนึ่งที่เคยเข้าเรียนสม่ำเสมอ ส่งงานตรงเวลา และมีส่วนร่วมในชั้นเรียน แต่ช่วงหลังกลับเริ่มขาดเรียนบ่อย ไม่ส่งงาน และไม่ตอบอีเมลที่อาจารย์ส่งไปติดตาม อาจารย์บางคนอาจคิดว่า นักศึกษาคงไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่ให้ความสำคัญกับการเรียน แต่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านั้น อาจมีเรื่องราวที่อาจารย์ยังไม่รู้


เขาอาจกำลังเผชิญปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ ความกดดันทางการเงิน ความวิตกกังวล หรือความรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถรับมือกับชีวิตในมหาวิทยาลัยได้อีกต่อไป คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรควรเข้าไปพูดคุย และจะเริ่มต้นอย่างไรโดยไม่ทำให้นักศึกษารู้สึกว่ากำลังถูกตำหนิหรือก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว


นักศึกษาโตแล้วยังจำเป็นต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพใจจากอาจารย์หรือ?

ช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลายคนต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ การเรียนที่ยากขึ้น การใช้ชีวิตห่างจากครอบครัว การสร้างความสัมพันธ์ และความคาดหวังเกี่ยวกับอนาคต แม้จะมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น แต่นักศึกษาก็อาจยังต้องการคำแนะนำ ความเข้าใจ หรือการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้ ที่สำคัญ นักศึกษาบางคนอาจไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวถูกมองว่าอ่อนแอ กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว หรือไม่รู้ว่าควรติดต่อใคร


คู่มือ Supporting Student Mental Health and Wellbeing ของ University College London (UCL) ปี 2025 ระบุว่า อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้สอน และบุคลากรมหาวิทยาลัยอาจเป็นคนแรกที่นักศึกษาเปิดเผยปัญหาที่อ่อนไหว จึงควรมีทักษะในการสังเกต รับฟัง และเชื่อมต่อนักศึกษากับบริการช่วยเหลือสุขภาพใจที่เหมาะสม บทบาทของอาจารย์จึงไม่ใช่การเข้าไปจัดการชีวิตนักศึกษา แต่คือการเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมสังเกต รับฟัง และช่วยให้นักศึกษาเข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น


5 สัญญาณสุขภาพใจที่อาจบ่งบอกว่านักศึกษากำลังต้องการความช่วยเหลือ

พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนปัญหาด้านการเรียน อาจสะท้อนว่ามีเรื่องอื่นกำลังเกิดขึ้น เช่น

  • Attendance Changes: ขาดเรียนหรือมาสายบ่อยขึ้นอย่างผิดปกติ

  • Academic Performance Decline: ผลการเรียนตก ไม่ส่งงาน หรือมีสมาธิลดลงอย่างชัดเจน

  • Social Withdrawal: แยกตัว ไม่ค่อยพูดคุยกับเพื่อน หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรม

  • Emotional Changes: ดูวิตกกังวล หงุดหงิด เศร้า หรือมีอารมณ์เปลี่ยนไปจากเดิม

  • Signs of Hopelessness: พูดถึงความสิ้นหวัง รู้สึกไร้คุณค่า หรือไม่เห็นทางออกของปัญหา


อย่างไรก็ตาม สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านักศึกษามีปัญหาสุขภาพจิตเสมอไป เพราะอาจเกิดจากความเจ็บป่วย ภาระงาน หรือสถานการณ์ชีวิตอื่น ๆ ได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือ สังเกตความเปลี่ยนแปลงโดยไม่รีบวินิจฉัย และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้อธิบายสถานการณ์ของตนเอง


4 วิธีเริ่มต้นช่วยเหลือนักศึกษา โดยไม่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว

  1. เริ่มจากสิ่งที่สังเกตเห็น ไม่ใช่สิ่งที่เราตัดสิน (Observe, Don't Assume)

    แทนที่จะพูดว่า "ช่วงนี้ทำไมไม่รับผิดชอบงานเลย?" ลองเปลี่ยนเป็น "อาจารย์สังเกตว่าช่วงนี้เราไม่ได้เข้าเรียนหลายครั้งแล้วก็ยังไม่ได้ส่งงาน เลยอยากเช็กดูว่าช่วงนี้มีอะไรติดขัดหรือเปล่า?" การเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงช่วยลดความรู้สึกว่ากำลังถูกตำหนิ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจากมุมมองของตัวเอง


  2. สร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยเคารพความเป็นผู้ใหญ่ (Respect Autonomy)

    นักศึกษาบางคนอาจไม่พร้อมเปิดเผยปัญหาส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่อผู้ถามเป็นอาจารย์ที่มีบทบาทประเมินผลการเรียน

    แทนที่จะซักถามต่อเนื่อง ลองพูดว่า "ถ้ายังไม่สะดวกเล่ารายละเอียดก็ไม่เป็นไรนะ แต่อาจารย์อยากให้รู้ว่าถ้ามีอะไรที่กระทบกับการเรียน หรืออยากปรึกษาเรื่องความช่วยเหลือที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย เราคุยกันได้" การให้ทางเลือกและเคารพการตัดสินใจช่วยสร้างความไว้วางใจ โดยไม่ทำให้นักศึกษารู้สึกถูกควบคุม


  3. ฟังเพื่อเข้าใจ ก่อนรีบให้คำแนะนำ (Listen Before Fixing)

    สมมตินักศึกษาคนหนึ่งพูดว่า "หนูรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับคณะนี้เลยค่ะ ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง" อาจารย์อาจรีบให้กำลังใจว่า "อย่าคิดมากเลย ทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน" แต่การตอบแบบนี้อาจทำให้นักศึกษารู้สึกว่าปัญหาของตนไม่ได้รับความเข้าใจ ลองเปลี่ยนเป็น "ฟังดูเหมือนช่วงนี้เราเหนื่อยและผิดหวังกับตัวเองมากเลยนะ อยากเล่าให้อาจารย์ฟังเพิ่มเติมไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?" การฟังและยอมรับความรู้สึก (Emotional Validation) เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้พูดรู้สึกว่าตนเองได้รับการรับฟังโดยไม่ถูกตัดสิน


  4. รู้ขอบเขตของตัวเอง และเชื่อมต่อความช่วยเหลือ (Know When to Refer)

    อาจารย์สามารถรับฟัง ให้คำแนะนำเรื่องการเรียน และช่วยประสานบริการต่าง ๆ ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นนักบำบัด หากนักศึกษามีความทุกข์ทางใจต่อเนื่องจนกระทบชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาแนะนำบริการให้คำปรึกษา ฝ่ายกิจการนักศึกษา หรือนักจิตวิทยาที่เหมาะสม


    หากนักศึกษาพูดถึงการทำร้ายตนเองหรือความคิดฆ่าตัวตาย ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ประสานผู้เชี่ยวชาญตามแนวทางของมหาวิทยาลัย และขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันทีเมื่อมีอันตรายใกล้เกิดขึ้น การส่งต่ออย่างเหมาะสมไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลนักศึกษาอย่างปลอดภัย


จากอาจารย์ที่เป็นห่วง สู่ Student Support System ที่เข้าถึงได้จริง

แม้มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะมีบริการให้คำปรึกษาหรือระบบ Student Affairs อยู่แล้ว แต่นักศึกษาอาจไม่รู้ว่าจะเข้าถึงบริการเหล่านี้อย่างไร หรือยังไม่พร้อมติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้วยตนเอง อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้สอน และบุคลากรที่พบปะนักศึกษาเป็นประจำ จึงสามารถทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างนักศึกษากับระบบช่วยเหลือของมหาวิทยาลัย


แต่การทำหน้าที่นี้ต้องอาศัยทักษะมากกว่าความหวังดี ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสัญญาณ การสร้างความไว้วางใจ การรับฟังอย่างเหมาะสม การรักษาขอบเขตและความเป็นส่วนตัว ตลอดจนการตัดสินใจส่งต่อ เพราะอาจารย์ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาชีวิตให้นักศึกษาทุกเรื่อง แต่ควรรู้ว่าจะทำอย่างไร เมื่อนักศึกษาคนหนึ่งกำลังไม่ไหว และทักษะเหล่านี้สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ เมื่อครูหลายบทบาทมีความเข้าใจพื้นฐานร่วมกัน โรงเรียนก็มีโอกาสลดช่องว่างระหว่างการพบสัญญาณ การเริ่มช่วยเหลือ และการส่งต่อได้มากขึ้น


คุณพร้อมแค่ไหนที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่นักศึกษาไว้วางใจและกล้าเข้ามาปรึกษา

iSTRONG Mental Health ขอแนะนำหลักสูตร Mental Health First-aid for Teachers Be the Safe Adult They Can Talk To หลักสูตร Practical Workshop 1 วัน โดยนักจิตวิทยาคลินิก สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัย อาจารย์ที่ปรึกษา บุคลากร Student Affairs และผู้ที่มีบทบาทดูแลนักศึกษา ฝึกทักษะผ่าน F.I.R.S.T. Framework


  • F — Find the Signs: สังเกตสัญญาณที่นักศึกษาอาจกำลังมีปัญหา

  • I — Initiate the Talk: เปิดบทสนทนาอย่างไว้วางใจและปลอดภัย

  • R — Respond Safely: รับฟัง เข้าใจ และตอบสนองอย่างเหมาะสม

  • S — Support Within Role: ช่วยเหลือตามบทบาทโดยไม่ทำหน้าที่แทนนักบำบัด

  • T — Track & Refer: ติดตามและส่งต่อเมื่อจำเป็น


พร้อมการฝึกจากสถานการณ์จริง F.I.R.S.T. Teacher Toolkit และ Online Support Community อีก 2 ครั้งหลังอบรม

สำหรับอาจารย์และบุคลากรที่สนใจพัฒนาทักษะด้วยตนเองหรือสำหรับมหาวิทยาลัย คณะ หรือหน่วยงาน Student Affairs ที่สนใจส่งบุคลากรเข้าอบรม คลิกดูรายละเอียดและสมัครเรียน Mental Health First-aid for Teachers ที่นี่ หรือสามารถขอใบเสนอราคาเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติงบประมาณได้ที่ LINE: @istrongacademy


เพราะบางครั้ง การช่วยให้นักศึกษาคนหนึ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก อาจเริ่มต้นจากการมีอาจารย์ที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง และกล้าเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเข้าใจ

Be the Safe Adult They Can Talk To.

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

อ้างอิง

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page