ทำไมคนที่เรารักที่สุด กลับเป็นคนที่เราพูดด้วยแรงที่สุด
- iStrong Mental Health
- 1 day ago
- 1 min read

เคยไหมคะ? กับคนอื่นเรากลับพูดดี รับฟัง และใจเย็นได้ แต่พอเป็นคนในครอบครัวหรือคนที่เรารัก กลับเผลอพูดแรง หงุดหงิดง่าย หรือพูดในสิ่งที่พอใจเย็นลงแล้วก็รู้สึกว่าเมื่อกี้เราไม่น่าพูดแบบนั้นเลย ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราไม่ได้อยากทำร้ายความรู้สึกของคนที่เรารัก แล้วทำไมคนที่เรารักที่สุด จึงกลายเป็นคนที่เราเผลอแสดงอารมณ์ใส่มากที่สุด?
เพราะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ทำให้เรารู้สึกมากกว่าความสัมพันธ์ทั่วไป เมื่อเราคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือคนที่เพิ่งรู้จัก เรามักพยายามควบคุมคำพูดและอารมณ์ของตัวเองมากกว่า เพราะยังมีระยะห่างทางความสัมพันธ์ แต่กับคนในครอบครัว คู่รัก หรือคนที่เราอยู่ด้วยทุกวัน เรามีทั้งความคุ้นเคย ความคาดหวัง ประสบการณ์ร่วม และเรื่องที่สะสมมาตลอดระยะเวลาที่รู้จักกัน
คำพูดสั้น ๆ อย่าง “ทำไมยังไม่ทำอีก” จึงอาจไม่ได้ทำให้เราได้ยินเพียงประโยคเดียว แต่ไปกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างที่สะสมอยู่ก่อนแล้ว เช่น รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจเรา ไม่เห็นคุณค่าของเรา หรือไม่เคยรับฟังเราเลย ในขณะเดียวกัน คนพูดเองก็อาจกำลังมีความคิดและอารมณ์บางอย่างที่ไม่ได้พูดออกมา เช่น “ฉันต้องจัดการทุกอย่างเองตลอด” หรือ “ทำไมเขาไม่ช่วยฉันบ้าง”
เมื่อความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับความเหนื่อยหรือความเครียด การตอบสนองที่รุนแรงจึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ ในมุมของ CBT สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ เหตุการณ์ แต่มีความคิดที่อยู่ระหว่างเหตุการณ์กับการตอบสนอง CBT หรือ Cognitive Behavioral Therapy อธิบายว่า เหตุการณ์หนึ่งไม่ได้ทำให้เรารู้สึกหรือแสดงพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่งโดยตรงเสมอไป แต่การตีความและความคิดที่เกิดขึ้นต่อเหตุการณ์นั้นก็มีส่วนสำคัญต่ออารมณ์และพฤติกรรมของเรา เช่น “แฟนกลับบ้านช้า” อาจนำไปสู่ความคิดว่า “เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับเราเลย”
จากนั้นจึงเกิดความรู้สึกน้อยใจ โกรธ หรือผิดหวัง และแสดงออกด้วยการพูดประชดหรือใช้น้ำเสียงรุนแรง แต่ถ้าเราหยุดและลองมองใหม่ว่า “ฉันกำลังไม่พอใจเรื่องอะไรจริง ๆ?” เราอาจพบว่าความรู้สึกที่อยู่ข้างใต้ความโกรธคือความเหนื่อย ความกังวล หรือความรู้สึกว่าอยากได้รับความใส่ใจจากคนรักมากขึ้น ดังนั้น บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราควบคุมอารมณ์ไม่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ที่เรายังไม่ได้หยุดทำความเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นในใจของเราก่อนที่เราจะตอบสนองออกไป
Satir มองว่าการสื่อสารไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราพูด Virginia Satir นักบำบัดครอบครัวและหนึ่งในบุคคลสำคัญด้านการบำบัดเชิงระบบครอบครัว ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร ความสัมพันธ์ และความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ในความสัมพันธ์ คนเราต่างต้องการรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ มีคุณค่า และได้รับการเข้าใจ
ดังนั้น เวลาที่เราพูดว่า “ทำไมต้องให้ฉันพูดซ้ำ ๆ อยู่เรื่อยเลย!” สิ่งที่สื่อออกมาอาจไม่ได้มีเพียงความหงุดหงิด แต่ข้างใต้คำพูดนั้นอาจมีความรู้สึกว่า “ฉันอยากให้คุณเห็นว่าฉันเหนื่อย” หรือ “ฉันอยากรู้สึกว่าคุณรับฟังฉันบ้าง” ในทางกลับกัน คนที่กำลังฟังเองก็อาจได้ยินเพียงว่า “ฉันทำอะไรก็ไม่ดี” แล้วตอบกลับด้วยการป้องกันตัวเอง สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้พูดถึงความต้องการที่แท้จริง แต่กำลังตอบโต้ความรู้สึกของกันและกัน
แล้วเราจะสื่อสารกับคนที่เรารักโดยไม่เผลอทำร้ายกันได้อย่างไร?
หยุดก่อนตอบ เมื่อรู้ตัวว่าอารมณ์กำลังขึ้น
ไม่จำเป็นต้องรีบตอบทุกเรื่องในทันที หากรู้ว่าตัวเองกำลังโกรธหรือเหนื่อยมาก ลองหยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร?” และ “จริง ๆ แล้วฉันต้องการอะไร?” บางครั้งการหยุดเพียงไม่กี่วินาที อาจช่วยให้เราเลือกคำพูดที่แตกต่างออกไปได้
แยกสิ่งที่เกิดขึ้นออกจากสิ่งที่เราตีความ
ลองสังเกตว่าอะไรคือข้อเท็จจริงและอะไรคือความคิดของเรา เช่น ข้อเท็จจริงคือ “เขากลับบ้านช้ากว่าที่บอก” ส่วนความคิดคือ “เขาไม่เคยสนใจความรู้สึกของฉัน” เมื่อแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน เราจะมีพื้นที่มากขึ้นในการทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อนตอบสนอง
พูดความรู้สึกและความต้องการ แทนการโจมตีตัวอีกฝ่าย
แทนที่จะพูดว่า “คุณไม่เคยสนใจฉันเลย” ลองเปลี่ยนเป็น “วันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยและอยากให้คุณช่วยรับฟังฉันหน่อย” เนื้อหาที่ต้องการสื่ออาจใกล้เคียงกัน แต่รูปแบบการสื่อสารแตกต่างกันมาก
ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามสื่อ ไม่ใช่แค่คำพูดที่เราไม่ชอบ
บางครั้งประโยคที่ฟังแล้วไม่ดี อาจมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้ แทนที่จะรีบคิดว่า “ทำไมต้องพูดแบบนี้?” ลองถามว่า “เขากำลังพยายามบอกอะไรกับเรา?” ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับคำพูดที่ทำร้ายกัน แต่การเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังจะช่วยให้เราตอบสนองได้อย่างมีสติมากขึ้น
Case Study : ตัวอย่างสถานการณ์
ลองนึกถึงคู่รักคู่หนึ่ง ฝ่ายหนึ่งกลับบ้านดึกเป็นประจำ อีกฝ่ายมักพูดว่า “กลับดึกอีกแล้ว ไม่เคยสนใจเลยว่าคนอื่นเขารอ” ฝ่ายที่ถูกพูดจึงตอบกลับว่า “ก็ทำงานอยู่ จะให้ทำยังไง?” จากนั้นทั้งคู่เริ่มเถียงกันเรื่องเวลา เรื่องงาน และเรื่องความรับผิดชอบ จนสุดท้ายไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่ตัวเองรู้สึกจริง ๆ เมื่อมองให้ลึกลงไป อาจพบว่าฝ่ายหนึ่งไม่ได้ต้องการให้อีกฝ่ายกลับบ้านตรงเวลาทุกวัน
แต่ต้องการรู้สึกว่าฉันสำคัญกับคุณ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้ต้องการละเลยความรู้สึกของคนรัก แต่กำลังรู้สึกว่าไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหนก็ยังไม่ดีพอ เมื่อทั้งสองฝ่ายเริ่มมองเห็นความรู้สึกและความต้องการที่อยู่เบื้องหลังคำพูด การสนทนาจึงเปลี่ยนจากการถามว่าใครผิด ไปเป็นเราจะเข้าใจกันมากขึ้นได้อย่างไร?
ลองถามตัวเองสักนิด
ครั้งล่าสุดที่คุณพูดแรงกับคนที่คุณรัก คุณกำลังโกรธเขาจริง ๆ หรือมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้ความโกรธนั้น บางครั้งการสื่อสารที่ดีไม่ได้เริ่มจากการหาคำพูดที่ดีที่สุด แต่เริ่มจากการเข้าใจว่าตัวเราเองกำลังรู้สึกอะไร และต้องการอะไร เมื่อเราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น เราก็มีโอกาสเข้าใจคนตรงหน้าได้มากขึ้นเช่นกัน เพราะบางครั้งคนที่เรารักไม่ได้ต้องการให้เราเป็นคนที่พูดเก่งที่สุด แต่อาจต้องการให้เราเป็นคนที่เข้าใจเขามากที่สุด
หากคุณอยากเข้าใจความรู้สึกลึก ๆ ข้างในคนเรามากขึ้น
การเข้าใจคนไม่ได้เกิดจากการจำเทคนิคการสื่อสารเพียงไม่กี่ข้อ แต่ต้องอาศัยการฝึกสังเกต ฝึกฟัง ฝึกตั้งคำถาม และเรียนรู้ที่จะมองความคิดและความรู้สึกของทั้งตัวเองและผู้อื่นอย่างเป็นระบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเรียนรู้ ฝึกฝนได้ ใน หลักสูตรทักษะจิตวิทยาการให้คำปรึกษระดับ Fundamental ของ iSTRONG ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจหลักจิตวิทยาเบื้องหลังการสื่อสาร การตั้งคำถาม การรับฟัง และการสะท้อนความรู้สึก
หลักสูตรเน้น Workshop และการฝึกปฏิบัติจริง (Role Play) ที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ใกล้เคียงกับชีวิตและการทำงาน สอนโดยจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ใน Exclusive Class ขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้เรียนได้รับ Feedback อย่างใกล้ชิด และสามารถนำทักษะไปใช้ได้จริงทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน
หากองค์กรต้องการสร้าง Well-being ที่เริ่มจากเพราะความสัมพันธ์ที่ดีในทีม
ทักษะการฟัง การตั้งคำถาม และการเข้าใจอารมณ์ ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะในความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ยังเป็นทักษะสำคัญของหัวหน้าและคนทำงานที่ต้องสื่อสารกับผู้คนทุกวัน องค์กรที่มีผู้นำและทีมงานที่ตั้งคำถามเป็น จะช่วยให้ผู้คนกล้าคิด กล้าพูด และกล้าร่วมกันแก้ปัญหามากขึ้น ซึ่งทาง iSTRONG มี บริการ Mental Well-being for Organization ทั้งการอบรม Workshop, โปรแกรม EAP (Employee Assistance Program) และ Solutions ต่างๆ ช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การรับฟัง และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
