ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

เปิดบันทึกความคิดของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โลกที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าถึง

 

โรคซึมเศร้า โรคฮิตที่กำลังมาแรงติด 5 อันดับแรก ไม่ทิ้งห่างจากโรคหัวใจมากนัก ซึ่งโรคนี้มักมีภาวะที่สารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติ ขาดฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกมีความสุข จนทำให้รู้สึกเศร้าและไร้ซึ่งแรงกำลังที่จะมีชีวิตอยู่ การบำบัดจึงต้องรับประทานยาควบคู่กับการได้ปรึกษาและบำบัดกับนักจิตบำบัดหรือนักจิตวิทยาอย่างสม่ำเสมอ

โรคซึมเศร้ากลายเป็นโรคที่เริ่มพบได้มากขึ้นกับคนทุกเพศทุกวัย จนลุกลามไปถึงเด็กประถมก็มี อย่างน้อยเราก็มีข่าวดีอย่างหนึ่งที่แนวโน้มในปัจจุบันคนพูดถึงและรู้จักโรคนี้กันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม น้อยคนนักที่จะเข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจริงๆ และรู้วิธีที่จะสื่อสารและรับมือกับผู้ป่วยได้อย่างถูกวิธี

สิ่งที่น่าเศร้าในมุมมองของผู้เขียนนั้น พบว่าโลกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากับคนที่ไม่ป่วย อยู่ห่างกันจนไม่อาจจะเข้าใจกันและกันได้ แม้กระทั่งคนในครอบครัวด้วยกันเอง และยิ่งน่าเศร้าซ้ำเข้าไปอีก เมื่อคนใกล้ตัวของผู้ป่วยบางคนพยายามยับยั้งความตั้งใจที่จะไปพบจิตแพทย์ ด้วยความเข้าใจผิดว่า คนที่ไปพบจิตแพทย์คือ “คนบ้า”

อีกทั้งเนื่องด้วยเพราะไม่เข้าใจความคิดและความรู้สึกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนทั่วไปจึงมีแนวโน้มจะตัดสินอาการเหล่านั้นจากมุมมองของตัวเอง ซึ่งคิดว่าอาการป่วยก็เหมือนความรู้สึกเศร้าที่ใคร ๆ ก็ต้องเคยเผชิญ จึงทำได้เพียงแค่แนะนำอย่างตื้น ๆ เช่น “อย่าคิดมาก” “เดี๋ยวก็หาย” “สู้ ๆ นะ” “อย่าอ่อนแอสิ” “คิดบวกเข้าไว้” “ไปปฏิบัติธรรมสิ” ก็จะดีขึ้น

หรือในทางลบกว่านั้นก็อาจคิดว่า “สำออยรึเปล่า” “เรียกร้องความสนใจมั้ง” “ขาดความอบอุ่นเหรอ” แต่หารู้ไม่ว่า โลกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากับคนที่ไม่ได้ป่วยนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง บางครั้งพวกเขาไม่ได้อยากจะตกอยู่สภาพเช่นนั้น สภาพที่เหมือนอยู่ในหลุมลึกดำมืดที่หาทางขึ้นไม่เจอ และการมีชีวิตอยู่ในแต่ละขณะของพวกเขานั้นยากลำบากมากแค่ไหน อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกผิดที่ต้องกลายเป็นภาระหรือทำให้คนใกล้ตัวเดือดร้อน

 

หากคนอื่นไม่เข้าใจผู้ป่วย จะยิ่งทำให้ผู้ป่วยถอยห่างออกไปไกลกว่าเดิมอีก

 

 

แม้ผู้เขียนจะเรียนจิตวิทยาและทำงานพัฒนาคนมาโดยตลอด แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่างแท้จริง จนกระทั่งได้มีโอกาสพูดคุยและรับฟังสิ่งที่พวกเขาบอกเล่าออกมาจากปากของตัวเอง

เด็กสาวคนหนึ่งปรากฏตัวในสภาพเหนื่อยล้า ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจดูแลหน้าตา ทรงผม หรือการแต่งกายของตัวเองเท่าไหร่นัก ภายใต้แววตาที่ดูเศร้าสร้อยตลอดเวลา เธอเปิดใจว่า ทุกวันคือความยากลำบากสำหรับเธอ ที่ต้องฝืนตื่นขึ้นมาเพื่อมีชีวิต ที่ต้องฝืนยิ้มให้คนที่รักเธอเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอโอเค (ทั้งที่ในใจนั้นไม่โอเคอย่างมาก) เธอพูดในขณะที่มีน้ำตาคลอเบ้า ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเหมือนได้เข้าไปในโลกของเธอเป็นครั้งแรก

 

หญิงสาวอีกคนที่มีชีวิตครอบครัวพร้อมหน้า มีสามีที่น่ารัก และลูกที่เป็นเด็กดี แต่ตัวเองกลับเปราะบางต่อสิ่งที่มากระทบตลอดเวลา นานนับหลายปีกว่าเธอจะรักษาตัวเองจนหาย จากการพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองกลับมาเป็นคนที่สดใสคนเดิม เธอจะอ่อนแอ สับสน และทำอะไรไม่ถูกทุกครั้งที่มีเรื่องราวมากระทบจิตใจ จนคนรอบข้างมองว่าเธออ่อนไหวเกินไป เครียดเกินไป หรือเศร้ามากเกินกว่าคนทั่วไปจะรู้สึกกัน

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนมากจะบอกว่าพวกเขาเหนื่อยกับการมีชีวิต บางคนจึงมีความคิดอยากจะจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีจากความทุกข์ที่เผชิญอยู่ เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากที่รู้สึกผิดที่ต้องเป็นภาระของคนรอบข้าง และทำให้คนในครอบครัวต้องเป็นทุกข