top of page

เมื่อความใกล้กลายเป็นความห่าง วิธีฟื้นฟูความผูกพันในความสัมพันธ์ที่จืดจาง

iSTRONG เมื่อความใกล้กลายเป็นความห่าง วิธีฟื้นฟูความผูกพันในความสัมพันธ์ที่จืดจาง

คุณเคยได้ยินกลอนบทนี้ไหมคะ “เมื่อยามรัก น้ำต้มผัก ยังว่าหวาน” ซึ่งหมายถึงเมื่อคู่รักเริ่มรักกันใหม่ ๆ อะไร ๆ มันก็หวานชื่นไปหมดทุกอย่าง แต่เมื่อความสัมพันธ์ผ่านไปนาน ๆ ความหวานมันก็มักจะลดลงจนในบางคู่ถึงขั้นจืดจางราวกับอยู่ด้วยกันเพียงร่างกายแต่ความรู้สึกต่อกันมันแทบจะไม่เหลืออะไรเลย


โดยผู้เขียนเชื่อว่าปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นกับทุกคู่แม้แต่กับคู่รักที่อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าก็ย่อมต้องมีบางช่วงเวลาที่มีความห่างเหินทางอารมณ์ (Emotional distance) เกิดขึ้น


สิ่งที่น่าสนใจคือทำไมบางคู่จึงจบลงที่แตกหักรักร้าว แต่บางคู่กลับสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์และจับมือไปต่อกันได้ ผู้เขียนจึงได้ค้นคว้าข้อมูลและพบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจซึ่งเกี่ยวข้องกับความห่างเหินทางอารมณ์ในคู่รัก ดังนี้


  1. รูปแบบความผูกพัน  

    รูปแบบความผูกพัน (Attachment styles) เป็นคำที่มาจากทฤษฎีที่คิดค้นโดย John Bowlby ซึ่งต่อมาได้รับการพัฒนาต่อยอดโดย Mary Ainsworth แก่นของทฤษฎีนี้ได้กล่าวถึงรูปแบบความผูกพันของมนุษย์ว่ามีด้วยกัน 4 แบบ ได้แก่


    มั่นคง (Secure)

    วิตกกังวล (Anxious)

    หลีกหนี (Avoidant)

    ไม่เป็นระเบียบ (Disorganized)


    ซึ่งคู่รักที่มักจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้มากก็คือคู่รักที่มีรูปแบบความผูกพันแบบไม่มั่นคงโดยเฉพาะคู่ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นแบบวิตกกังวลและฝ่ายหนึ่งเป็นแบบหลีกหนี สิ่งที่มักพบได้บ่อยก็คือฝ่ายหนึ่งกลัวการถูกทอดทิ้งจึงพยายามเข้าหาและต้องการความสัมพันธ์แบบแนบชิด


    ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็กลัวการถูกทอดทิ้งเช่นกันแต่ใช้วิธีหลีกเลี่ยงความแนบชิดผูกพันเพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเมื่อความสัมพันธ์จบลง ผลคือเมื่อทั้งสองฝ่ายมีสไตล์ความรักที่ต่างกันมากจึงมักจะเกิดความไม่เข้าใจกันได้ง่าย ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความ 4 รูปแบบความผูกพันที่บ่งบอกว่าความสัมพันธ์คุณจะไปได้ดีแค่ไหน


  1. กลไกการจัดการทางอารมณ์

    มนุษย์แต่ละคนมีกลไกการจัดการทางอารมณ์ (Emotional Regulation) ภายใต้การทำงานของสมองโดยเฉพาะส่วนของ amygdala ที่ทำงานตอบสนองต่อความตึงเครียดและเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่โหมดสู้หรือหนี (Fight or Flight) แต่ถึงแม้ว่าทุกคนจะมีโหมดดังกล่าวก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อความเครียดในรูปแบบเดียวกัน


    เพราะความจริงแล้วสมองของแต่ละคนมีการเรียนรู้ในแบบของตนเองผ่านประสบการณ์และการเรียนรู้ส่วนบุคคลรวมถึงบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ในอดีต จึงทำให้แต่ละคนมีวิธีการตอบสนองต่อความเครียดเฉพาะตัว เช่น บางคนต้องการพูดคุยระบายออกมา บางคนต้องการอยู่เงียบ ๆ ไม่อยากพบเจอใคร ฯลฯ


    ซึ่งในบางครั้งความห่างเหินทางอารมณ์ในคู่รักก็มาจากการที่คนรักกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดและอยู่ในโหมดของการจัดการทางอารมณ์ของตนเองอยู่ ความห่างเหินทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากการหมดรักแต่มาจากกลไกการจัดการทางอารมณ์ 


  1. ฮอร์โมนและเคมีประสาท

    เมื่อคนเรามีความรักก็จะมีฮอร์โมนและเคมีประสาท (Hormones and Neurotransmitters) เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่


    โดปามีน (Dopamine)

    นอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine)

    เซโรโทนิน (Serotonin) ออกซิโทซิน (Oxytocin)

    วาซอเพรสซิน (Vasopressin)


    โดยฮอร์โมนและเคมีประสาทที่หลั่งออกมานั้นจะแปรผันไปตามระยะเวลา เช่น ในระยะเริ่มต้นหรือช่วงโปรโมชันร่างกายจะหลั่งโดปามีนและนอร์อิพิเนฟรินออกมาสูงจึงทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นและความสุข ส่วนในระยะยาวฮอร์โมนออกซิโทซินและวาซอเพรสซินจะมีบทบาทมากขึ้น


    ทำให้คู่รักเกิดความผูกพันและความมั่นคงในความสัมพันธ์ โดยฮอร์โมนออกซิโทซินและวาซอเพรสซินมักจะหลั่งเมื่อคู่รักมีการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ออกเดท สื่อสารกันอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์ กอดกันหรือการสัมผัสมือกัน 


“ความรักมิได้มองด้วยตา แต่มองด้วยใจ ด้วยเหตุนี้เอง คิวปิดจึงถูกวาดให้ตาบอดและมีปีก” – William Shakespeare

วิธีฟื้นฟูความผูกพันในความสัมพันธ์ที่จืดจาง

  • ฝึกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

    • “I” statements หมายถึง สื่อสารโดยบอกความต้องการของตนเองแทนการกล่าวโทษอีกฝ่าย เช่น “ฉันเป็นห่วงคุณ” แทนที่จะบอกว่า “คุณทำให้ฉันเป็นห่วง” 

    • ฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) ซึ่งเป็นการฟังที่มีเป้าหมายเพื่อเข้าใจอีกฝ่ายและเพื่อแสดงให้อีกฝ่ายรับรู้ว่ามีคนที่รับฟังจริง ๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ 


  • ฝึก Mindfulness 

    เพื่อเพิ่มการตระหนักรู้ในตนเองผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น ฝึกหายใจ เล่นโยคะ เขียนบันทึก การตระหนักรู้ในตนเองจะช่วยให้รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเองมากขึ้นซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น


  • รับการทำจิตบำบัด

    ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงรูปแบบความผูกพันไปแล้วในข้างต้น ซึ่งรูปแบบความผูกพันจะมีความเชื่อมโยงกับประวัติการถูกเลี้ยงดูและบาดแผลทางใจที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต ส่งผลให้มีพฤติกรรมการแสดงออกที่นำไปสู่ความขัดแย้งซึ่งมีทั้งแบบปะทะกันและแบบทำร้ายกันผ่านความเงียบและการปฏิบัติต่อกันอย่างห่างเหิน


    นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลให้คู่รักปฏิบัติต่อกันเหมือนความรักมันจืดจางไปแล้วทั้งที่ทั้งสองฝ่ายก็ยังรักกันอยู่ ซึ่งจิตบำบัดจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับมุมมองความคิดหรือช่วยให้มองเห็นตนเอง คนอื่น และสถานการณ์ ในแบบที่ต่างไปจากเดิม


    รวมถึงช่วยให้เกิดทักษะเพิ่มขึ้น เช่น การจัดการกับอารมณ์ของตนเอง การตระหนักรู้ในตนเอง การสื่อสาร การฝึกคิดให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น ฯลฯ  


ความสัมพันธ์ที่จืดจาง ไม่ได้แปลว่าความรักหายไปเสมอ บางครั้งสิ่งที่หายไป อาจเป็นเพียง “ความเข้าใจ” และ “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” ที่เคยมีให้กันในวันแรก ๆ และหลายคู่ก็ไม่ได้ต้องการเลิกรา แต่กำลังไม่รู้ว่าจะกลับมาเชื่อมโยงกันอย่างไรอีกครั้ง


หากคุณและคนรักกำลังเผชิญความห่างเหิน ความไม่เข้าใจกัน หรือความสัมพันธ์ที่เหมือนยังรักกันอยู่แต่สื่อสารกันไม่ถึง iSTRONG บริการดูแลสุขภาพใจคู่รักและความสัมพันธ์ (Couples & Relationship Counseling) โดยนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้กลับมารับฟัง เข้าใจกัน และเรียนรู้วิธีดูแลความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งมากขึ้น


เพราะบางครั้ง ความสัมพันธ์ไม่ได้ต้องการ “คนที่รักกันมากขึ้น” อย่างเดียว แต่อาจต้องการ “วิธีรักกัน” ที่เข้าใจกันมากขึ้นด้วย 💜


หากองค์กรต้องการดูแล Well-being ของพนักงานอย่างรอบด้าน

ปัญหาสุขภาพใจของพนักงาน ไม่ได้เกิดจากเรื่องงานเพียงอย่างเดียว หลายครั้งความเครียด ความขัดแย้งในครอบครัว หรือปัญหาความสัมพันธ์กับคนรัก ก็ส่งผลต่อสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพชีวิตของพนักงานไม่ต่างกัน


องค์กรที่ให้ความสำคัญกับ Well-being จึงควรมีระบบสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งเรื่องงานและเรื่องชีวิตส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นบริการปรึกษานักจิตวิทยาและจิตแพทย์ (EAP) การอบรม หรือ Workshop ด้านสุขภาพจิต เพื่อช่วยให้พนักงานมีพื้นที่ปลอดภัยในการรับมือกับปัญหาความสัมพันธ์และความเครียดได้อย่างเหมาะสม


iSTRONG เรามี บริการ Mental Well-being for Organization ที่จะช่วยองค์ของคุณออกแบบ Mental Health & Well-being Solutions สำหรับองค์กร เพื่อช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้พนักงาน เพราะเมื่อสุขภาพใจแข็งแรง ความสัมพันธ์ที่ดีและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้พนักงานและองค์กรเติบโตไปพร้อมกัน

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

  • โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความที่เกี่ยวข้อง 

อ้างอิง:

Clevelandclinic (2022).

The 4 Attachment Styles and How They Impact You. 


CFR Admin (2023).

Emotional Regulation: Everything You Need to Know to Improve Your Relationships. 


BetterHelp Editorial Team (2025).

Your Brain In Love: Dopamine, Oxytocin, And More.

ประวัติผู้เขียน

นิลุบล สุขวณิช (เฟิร์น) ประวัติการศึกษา: จบปริญญาโทสาขาจิตวิทยาการปรึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ปริญญาตรีสาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีประสบการณ์ทำงานเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเป็นเวลา 11 ปี ปัจจุบันเป็นนักเขียนบทความให้กับ ISTRONG


Nilubon Sukawanich (Fern) Educational background: Master's degree in Counseling Psychology from Chiang Mai University, Bachelor's degree in Psychology from Chiang Mai University. With 11 years of experience working as a counseling psychologist at a university. Currently working as a content writer for ISTRONG.


iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page