top of page

ความเงียบที่ไม่พูดถึง ทำไมคนไทยถึงยังไม่กล้าพูดเรื่องโรคซึมเศร้า?


iSTRONG ความเงียบที่ไม่พูดถึง ทำไมคนไทยถึงยังไม่กล้าพูดเรื่องโรคซึมเศร้า?

จากข้อมูลทางสถิติของโรคซึมเศร้าในไทย ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 – 2567 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีอัตราป่วยรายใหม่และความชุกโรคซึมเศร้าในภาพรวมของประเทศลดลง โดยข้อมูลโรคซึมเศร้าในไทย ณ เดือนเมษายน 2568 พบว่า คนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 1,357,562 คน คิดเป็น 2.70% ของผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหมดในประเทศไทย โดยผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการจากผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้มากถึง 101.29% เลยทีเดียว

แต่เมื่อพิจารณางานวิจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติของคนไทยที่มีต่อโรคซึมเศร้าในไทย พบว่า ถึงแม้ว่าจะมีการลดลงของการตีตราทางสังคม (Stigma) ซึ่งส่งผลให้สังคมไทยมีความเข้าใจและยอมรับโรคซึมเศร้ามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษาแยกตามช่วงอายุ กลับพบว่า ในกลุ่มเยาวชนและนักศึกษา ยังคงพบปัญหาการตีตราทางสังคมซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเครียดและภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้งานวิจัยทางจิตวิทยา ยังพบว่า  อัตราความชุกของโรคซึมเศร้าในพื้นที่เมืองสูงกว่าชนบทอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในทัศนคติและการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตระหว่างพื้นที่ได้อีกด้วย


จากผลงานวิจัยทางจิตวิทยาข้างต้นจึงเป็นที่มาของคำถามว่า “ทำไมคนไทยถึงยังไม่กล้าพูดเรื่องโรคซึมเศร้า?” โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยทางจิตวิทยาและเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ก็พบสาเหตุที่ทำให้คนไทยบางส่วนยังไม่กล้าพูดเรื่องโรคซึมเศร้า ดังนี้ค่ะ


  1. การตีตราทางสังคม (Stigma)

    เนื่องจากวัฒนธรรมไทยมีการให้คุณค่ากับความเข้มแข็ง อดทน และการเก็บอารมณ์ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจอาจถูกมองว่าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ อ่อนแอ มีความเปราะบาง ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเกิดความรู้สึกกังวลว่าหากเปิดเผยว่าตนเป็นโรคซึมเศร้า จะถูกมองในแง่ลบ นอกจากนี้จากการสำรวจทางจิตวิทยา พบว่า คนจำนวนมากยังเข้าใจว่าโรคซึมเศร้าเป็นเพียงอาการเศร้าธรรมดา หรือเป็นสิ่งที่สามารถหายได้ด้วยกำลังใจหรือการคิดบวก


    ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าหากตนไปพบแพทย์หรือเล่าปัญหาให้คนอื่นฟัง จะถูกตัดสินว่าคิดมากไปเองหรือดราม่า อีกทั้งยังกังวลว่าคนรัก ครอบครัว คนรอบข้าง รวมถึงเพื่อนร่วมงาน จะมองว่าตนไม่ปกติและอาจทำลายความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรือโอกาสในหน้าที่การงานได้ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจึงเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะพูดถึงอาการเจ็บป่วยทางใจของตนเอง จึงเลือกที่จะเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ และไม่เข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญเพราะกลัวการถูกตีตราทางสังคมนั่นเอง 

  2. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า

    ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าหลายคนมีความเข้าใจว่าโรคซึมเศร้าเป็นเพียงความรู้สึกเศร้าชั่วคราว หรือคิดว่าเป็นเรื่องของความอ่อนแอทางจิตใจที่สามารถหายได้เอง ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของโรคและไม่เข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยมีความเชื่อว่าการคิดบวกหรือหันหน้าเข้าหาธรรมะ จะหาย ถึงแม้ว่าการคิดบวกหรือการปฏิบัติธรรมจะช่วยผ่อนคลายจิตใจในบางคนได้


    แต่โรคซึมเศร้าเป็นภาวะผิดปกติของสารเคมีในสมองและร่างกายที่ต้องการการรักษาอย่างเหมาะสม รวมถึงยังมีความไม่รู้เกี่ยวกับแนวทางการรักษา เช่น การพบจิตแพทย์ การบำบัดทางจิตวิทยา หรือการใช้ยา ทำให้ผู้คนจำนวนมากคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางหาย หรือการไปรักษาจะทำให้ตัวเอง “กลายเป็นบ้า” ไปจริง ๆ จึงไม่กล้าพูดหรือขอความช่วยเหลือ

  3. การขาดความรู้และการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต

    การขาดความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตและโรคซึมเศร้าทำให้ผู้คนไม่สามารถแยกแยะระหว่างอารมณ์เศร้าปกติกับภาวะซึมเศร้าได้อย่างชัดเจน โดยหลายคนที่มีภาวะซึมเศร้าไม่รู้ว่าตนเองกำลังป่วย เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับลักษณะอาการของโรค จึงมองว่าแค่อารมณ์แปรปรวน เหนื่อยล้าหรือเศร้าใจจากเรื่องส่วนตัวธรรมดา ทำให้ไม่ได้ขอความช่วยเหลือ หรือคิดว่าเดี๋ยวก็หายไปเอง ส่งผลให้ผู้ที่มีอาการไม่รู้ว่าตนเองกำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้าและไม่ขอความช่วยเหลือ รวมถึงยังมีความตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตน้อยกว่าสุขภาพกายเป็นอย่างมาก


    เนื่องจากสุขภาพกายเมื่อเราเจ็บป่วย จะแสดงออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ปวดท้อง ปวดหัว รับประทานอาหารไม่ได้ เป็นต้น นั่นจึงทำให้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโรคทางกาย เช่น เบาหวาน ความดัน หรือมะเร็ง เป็นอย่างมาก แต่กลับมีเพียงไม่กี่คนที่ตระหนักว่า “สุขภาพจิตที่ย่ำแย่” ก็อันตรายไม่แพ้กัน ความเข้าใจที่ไม่สมดุลนี้ทำให้เรื่องโรคซึมเศร้าถูกมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญ จึงไม่เข้ารับการรักษา ซึ่งเป็นผลให้การเจ็บป่วยทางใจเรื้อรังในที่สุด

เพื่อให้คนไทยมีทัศนคติเชิงบวกมากขึ้นต่อโรคซึมเศร้า เช่น ยอมรับการเจ็บป่วย และกล้าที่จะพูดถึงโรคซึมเศร้าเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งการปรับเปลี่ยนทัศนคติเช่นนี้จะส่งผลให้โรคซึมเศร้าในไทยมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น คือ คนไทยกล้าเข้ารับการรักษาพยาบาลทางใจมากขึ้น และมีการดูแลสุขภาพจิตของตัวเองให้เข้มแข็งมากขึ้น ดิฉันจึงได้รวบรวมแนวทางการส่งเสริมให้คนไทยกล้าที่จะพูดถึงโรคซึมเศร้า เอาไว้ดังนี้ค่ะ

  1. สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า

    การจัดกิจกรรมให้ความรู้ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ทำงาน และชุมชน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา เช่น อบรม สัมมนา เวิร์กชอป หรือกิจกรรมแนะแนว รวมถึงการให้ความรู้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย โดยนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน

  2. ลดการตีตรา (Stigma) ด้วยการสื่อสารเชิงบวก

    การสื่อสารเชิงบวกที่สามารถสร้างการตระหนักรู้ที่ได้ผลดีในสังคม ก็คือ การสนับสนุนให้บุคคลสาธารณะ เช่น ดารา นักกีฬา ยูทูบเบอร์ ออกมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับสุขภาพจิตอย่างจริงใจ รวมถึงส่งเสริมการพูดถึงผู้ที่เคยเผชิญกับโรคซึมเศร้าแล้วฟื้นตัวได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและทำเกิดความรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุยเรื่องโรคซึมเศร้ากับบุคคลอื่น

  3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย (Safe Space)

    เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ระบายและพูดคุยเรื่องความรู้สึกโดยไม่ถูกตัดสิน เช่น กลุ่มสนทนา กลุ่มบำบัด หรือกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา และสนับสนุนให้ครอบครัว โรงเรียน และที่ทำงานมีพื้นที่รับฟังโดยไม่ใช้คำตัดสิน เช่น การมีนักจิตวิทยาองค์กร นักจิตวิทยาโรงเรียน และการรับฟังอย่างเข้าใจ

  4. ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต

    อุปสรรคหนึ่งของการเข้ารับบริการทางสุขภาพจิตที่ส่งผลต่อสถานการณ์โรคซึมเศร้าในไทย คือ การรอคิวนานมาก ดังนั้นจึงควรขยายบริการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลระดับตำบล ควรเพิ่มจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่ห่างไกล ควบคู่กับการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือสายด่วนสำหรับปรึกษาเบื้องต้น เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 แอปพลิเคชั่น Mental Health Check Up เป็นต้น

  5. สอนทักษะการดูแลใจตนเองและผู้อื่น

    บรรจุ “ทักษะชีวิต” หรือ “การดูแลสุขภาพจิต” ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ รวมถึงจัดอบรมให้ครู พ่อแม่ ผู้บริหาร และหัวหน้างาน มีทักษะการฟังอย่างเข้าใจ (Active Listening) และการช่วยเหลือสุขภาพใจในเบื้องต้น (Mental Health First Aid)

  6. ส่งเสริมวัฒนธรรมการเปิดใจในสังคมไทย

    ปรับภาพลักษณ์ของการพูดเรื่องความรู้สึกให้เป็นเรื่องกล้าหาญไม่ใช่อ่อนแอ สนับสนุนวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการขอความช่วยเหลือ แทนการแบกรับไว้คนเดียว

การส่งเสริมให้คนไทยกล้าที่จะพูดถึงโรคซึมเศร้า มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นก้าวแรกในการช่วยให้ผู้คนเข้าใจ เข้าถึง และรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรคซึมเศร้าที่กำลังกัดกินจิตใจคนไทยเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี


หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคซึมเศร้า การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้เข้าใจอาการและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม นักจิตวิทยาสามารถช่วยดูแลด้านความคิด อารมณ์ และการรับมือกับปัญหา ขณะที่จิตแพทย์สามารถประเมินอาการและวางแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสม iSTRONG เรามี บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา เพื่อเป็นพื้นที่ให้คุณพูดคุยและเริ่มต้นดูแลสุขภาพใจโดยไม่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพังค่ะ

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

  • โทร. 02-0268949 หรือ Line :

บทความแนะนำ

อ้างอิง

Siewchaisakul, P., Sirikarn, P., Phimha, S., Narom, N., Singweratham, N., Yimcharoen, M., Boonchieng, W., Longkul, J., & Wungrath, J. (2024).

Stress, Depression, Public Stigma, and Their Associated Factors Among University Students in Thailand After the COVID-19 Pandemic.

Journal of Population and Social Studies, 33, 380–399.


Wiriya Mahikul,Wisut Lamlertthon,Kanchana Ngaosuwan,Pawaree Nonthasaen,Napat Srisermphoak,Wares Chancharoen,Saimai Chatree,Arpaporn Arnamwong,Pisinee Narayam,Chatchamon Wandeecharassri,Pakin Wongpanawiroj. (2025, January 8).

Depression among people living in rural and urban areas of Thailand: A cross-sectional study.


กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (เมษายน 2568).

รายงานการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ปีงบประมาณ 2568 เดือน เมษายน 2568 (ฐานข้อมูล HDC) (ใช้ประชากรประจำปี 2566 จำก HDC ในการคำนวณ).


วรวรรณ จุฑา ฐิตาวัฒน์ สิงห์สมบุญ และศศิธร บัวเผื่อน. (2568).

อัตราป่วยรายใหม่และความชุกโรคซึมเศร้าในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ปี พ.ศ. 2565–2567.

คลังความรู้สุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page