Teach You a Lesson ส่งต่อ Empathy อย่างไร ให้ลูกโตไปเป็นคนดี
- Chanthama Changsalak
- 3 days ago
- 2 min read

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเป็นคนดีใช่ไหมคะ? แต่เมื่อเราเห็นข่าวว่าเด็ก หรือเยาวชนไปทำร้ายคนอื่น เหมือนในซีรีส์ Teach You a Lesson เราก็สงสัยว่า “ลูกฉันเป็นคนดี” จริงหรือ? บางครั้งความคาดหวังที่ขาด Empathy ลูก อาจกลายเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งตัวละครหลายคนในซีรีส์ Teach You a Lesson ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นลูก ส.ส. Bully เพื่อน จนเพื่อนทำร้ายตัวเอง หรือแม่ที่ยกให้ลูกตัวเองเป็นที่ 1 จนไปทำร้ายจิตใจลูกคนอื่นอย่างรุนแรง หรือพ่อแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกของตัวเองเหนือกว่าคนอื่น แม้ว่าวิธีนั้นจะผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรมก็ตาม นั่นจึงเป็นคำถามทางจิตวิทยาที่น่าสนใจว่า เพราะอะไรกัน เราถึงคาดหวังให้ลูกเป็นคนดี ทั้ง ๆ ที่เราเองยังทำเรื่องไม่ดี แม้จะอ้างว่า “ทำเพื่อลูก” ก็ตาม
ตามทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการของ Erik Erikson (1963) อธิบายว่า ผู้ใหญ่ในวัยกลางคนจะเข้าสู่ช่วงพัฒนาการที่เรียกว่า Generativity vs. Stagnation ซึ่งเป็นความต้องการตามธรรมชาติที่จะสร้างสิ่งที่มีคุณค่าและส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ด้วยเหตุนี้พ่อแม่จึงมักรู้สึกว่า “อยากให้ชีวิตของตนมีความหมาย” จึงส่งต่อความหวัง ความฝันให้ลูก ดังกรณีของแม่ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ ในตอนที่ 8 ของซีรีส์ Teach You a Lesson ที่แม่บังคับให้ลูกอ่านหนังสือ และเรียนอย่างหนัก จนทำให้ร่างกายและจิตใจของลูกพังทลาย
และทางด้านทฤษฎีจิตวิทยา Identity Extension กล่าวว่า เมื่อความสำเร็จของลูกถูกเชื่อมโยงเข้ากับคุณค่าของพ่อแม่ พ่อแม่อาจรู้สึกภูมิใจเมื่อเด็กประสบความสำเร็จ และรู้สึกว่าตนเองล้มเหลวเมื่อลูกทำไม่ได้ตามที่หวัง เหมือนกรณีของแม่ของเด็กประถมในตอนที่ 5 ของซีรีส์ Teach You a Lesson ที่แม่ประคบประหงมลูก เพราะมีชุดความคิดว่า “ลูกฉันต้องเป็นที่ 1” แล้วมาบังคับ ข่มขู่ คุกคามครู
จนสุดท้ายลูกก็มีปัญหา เข้ากับเพื่อนไม่ได้และคุณครูก็เสียสุขภาพจิตอย่างแรง จนเกือบจะทำร้ายตนเอง จะเห็นได้ว่าปัญหาของการ “อยากให้ลูกเป็นคนดี” ไม่ได้อยู่ที่ “ความคาดหวัง” ของพ่อ แม่ แต่อยู่ที่วิธีการที่ขาด “Empathy” เพราะฉะนั้นแล้ว หากพ่อ แม่ต้องการให้ลูกเป็นคนดี พ่อแม่เองก็ต้องเป็นคนดีก่อน โดยการเป็นพ่อแม่ที่มี Empathy และส่งต่อ Empathy ให้ลูก ดังนี้
มีความคาดหวังที่ยืดหยุ่น
ตามแนวคิดของทฤษฎีจิตวิทยา Self-Determination Theory (2008) เด็กจะพัฒนาคุณค่าภายในได้ดีที่สุดเมื่อได้รับการสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy Support) ความรู้สึกว่าตนมีความสามารถ (Competence) และมีความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมั่นคง (Relatedness) ดังนั้น พ่อแม่จึงสามารถมีความคาดหวังต่อลูกได้ เช่น “แม่อยากให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ” แต่ต้องไม่ใช่ “ลูกต้องเป็นเด็กดีตลอดเวลา ถ้าทำไม่ได้แม่ผิดหวัง”
เพราะความคาดหวังแบบกดดันจะทำให้เด็กทำดีเพราะกลัวเสียความรักหรือกลัวถูกตำหนิ ในขณะที่ความคาดหวังแบบยืดหยุ่นจะช่วยให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับคุณค่านั้นเป็นของตนเอง เช่น ในตอนที่ 8 ของซีรีส์ Teach You a Lesson แม่คาดหวังกับลูกว่า “ลูกต้องสอบให้ติดแพทย์เท่านั้น ถ้าทำไม่ได้แม่จะเสียใจและผิดหวังมาก” ทำให้ลูกกดดัน และโหมเรียนจนต้องพึ่งยากระตุ้น
แต่ถ้าแม่เปลี่ยนความคาดหวังเป็น “ตั้งใจเรียนนะลูก เรียนไม่เก่งไม่เป็นไร แต่แม่อยากให้ลูกตั้งใจเรียน ความรู้จะเป็นประโยชน์กับลูกจ้ะ” ความคาดหวังแบบยืดหยุ่นนี้ จะทำให้ลูกรู้สึกว่าแม่มี Empathy และทำให้เขาสบายใจในการเรียนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เขามีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และยืดหยุ่นในความสัมพันธ์กับผู้อื่น
เคารพตัวตนของลูก
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า การสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy Support) ของลูก จะช่วยพัฒนาคุณค่าภายในของลูกได้ ซึ่งงานวิจัยทางจิตวิทยาในสาย Self-Determination Theory พบว่า เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการปลูกฝังคุณธรรมอย่างยั่งยืน กล่าวคือการสอนให้ลูกเป็นคนดี ไม่ใช่การบังคับให้ลูกทำดี แต่เป็นการช่วยให้ลูก “เลือก” ทำดีด้วยความเข้าใจและความสมัครใจ
เมื่อพ่อแม่เคารพความเป็นตัวของตัวเองของลูก ลูกจะไม่รู้สึกว่าความดีเป็นคำสั่งจากภายนอก แต่จะค่อย ๆ ซึมซับคุณค่านั้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนตนเอง (Internalization) เช่น ในตอนที่ 2 ของซีรีส์ Teach You a Lesson ที่เหล่าผู้ตรวจการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิครู ต้องไปปราบแก๊งมาเฟียเด็กในโรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง แล้วพบว่ามีเด็กคนหนึ่งที่ตั้งใจเรียนมาก
แต่ต้องมาถูกลิดรอนสิทธิการเรียนจากเพื่อนเกเร ที่คอยจะ Bully เขา รบกวนการเรียนของเขา แต่ไม่ว่าเพื่อนจะร้ายกับเขามากแค่ไหน เขาก็ยังเต็มใจที่จะสอนเพื่อน ให้อภัยเพื่อน และคบกับคนเหล่านั้นแบบ “เพื่อน” เมื่อเรากลับไปพิจารณาฉากที่เขาพูดคุยกับแม่ เราจะเห็นเลยว่าเด็กผู้ชายคนนี้ได้รับความ Empathy มาจากแม่ แม้ว่าบ้านเขาจะจน และเขาเลือกที่จะเรียนอาชีวะเพราะหางานง่าย หางานเร็ว และถนัดงานช่าง แม่ก็เคารพการตัดสินใจของเขา และต้อนรับเพื่อนลูกเป็นอย่างดีเท่าที่จะทำได้
และในฉากที่ผู้ตรวจการนาฮวาจิน ถามเขาว่า เพื่อทำกับเขาขนาดนี้ “ไม่เป็นไรจริง ๆ หรือ?” เขาก็ร้องไห้ออกมา แต่ก็เลือกที่จะให้อภัยเพื่อนอยู่ดี ส่วนนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า ความที่แม่เลี้ยงดูแบบสนับสนุนความเป็นตัวของตัวเอง ช่วยให้เขามี Empathy และมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมช่วยเหลือผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่น จากแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงกดดันจากภายนอก
เปิดโอกาสให้ลูกตัดสินใจ
งานวิจัยทางจิตวิทยาในกรอบ Self-Determination Theory อธิบายว่า ลูกจะรับเอาคุณค่าทางศีลธรรมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตนเองได้ดีที่สุด เมื่อพ่อแม่เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจ เช่น ตอนที่อิมฮันริม ผู้ตรวจการสาวขาโหดของซีรีส์ Teach You a Lesson เจอกับผู้ตรวจการนาฮวาจินครั้งแรก เธอยังเป็นเด็กมัธยมปลายที่ถูก Bully หนักมาก จนได้รับบาดเจ็บรุนแรง
แล้วนาฮวาจิน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ ถามเธอว่า “ต้องการให้ช่วยไหม? ถ้าต้องการให้ช่วย ขอความช่วยเหลือมาได้นะ” และเมื่อเธอตัดสินใจขอความช่วยเหลือ นาฮวาจินก็ช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง และคอยดูแลอบรม สอนการใช้ชีวิตจนเธอแข็งแกร่ง เธอจึงเคารพเขาเหมือน “พ่อ” และในตอนที่ 4 ที่เธอไปคุยกับนักเรียนที่เรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน แต่ชกต่อยกับครู เธอก็เปิดใจรับฟังเหตุผลในการตัดสินใจของเด็ก จนนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาและลงโทษคนผิดในที่สุด
ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยทางจิตวิทยา ที่พบว่า การรับฟังและสนับสนุนการตัดสินใจของลูก จะทำให้เขาเรียนรู้ที่จะให้โอกาสและสนับสนุนผู้อื่นเช่นกัน การสอนให้ลูกเป็นคนดี ไม่ได้เกิดจากการบอกให้เป็นคนดีซ้ำ ๆ แต่เกิดจากการที่พ่อแม่ช่วยให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และค่อย ๆ ทำให้คุณค่าความดีนั้นกลายเป็นคุณค่าภายในของลูกเอง เพราะลูกจะเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อรับรู้ว่าพ่อแม่เชื่อมั่นในตัวฉัน แม้ว่าฉันจะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม
ภาวะ Dead Inside ก็เหมือนอาการบาดเจ็บทางจิตใจอื่น ๆ ทางจิตวิทยา คือ กว่าจะรู้ตัวว่าเป็น ก็ไม่มีความสุขเสียแล้ว เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นกับเฟรน แต่ Dead Inside ไม่ใช่จุดจบของชีวิต เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังสามารถรับรู้ความหมาย ความสัมพันธ์ และความหวังได้ หัวใจที่เคยเงียบงันก็สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้เช่นกัน โดยผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้แนะนำเทคนิคการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แม้จะเกิดภาวะ Dead Inside เอาไว้ดังนี้
หากความคาดหวัง กำลังกลายเป็นความกดดันในครอบครัว
การเป็นพ่อแม่ไม่มีใครทำได้สมบูรณ์แบบ และหลายครั้งความคาดหวังที่มีต่อลูกก็มาจากความรักและความหวังดี แต่หากความคาดหวังนั้นเริ่มสร้างความกดดัน ความขัดแย้ง หรือทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างเหิน การพูดคุยกับ นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ อาจช่วยให้คุณเข้าใจทั้งความรู้สึกของตัวเองและลูก พร้อมค้นหาแนวทางการสื่อสารและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละครอบครัว
บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ที่ iSTRONG เราพร้อมดูแลทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ปกครอง เพราะเราเชื่อว่า การเลี้ยงลูกไม่ได้เริ่มจากการเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่เริ่มจากการเข้าใจกันมากขึ้นในทุกช่วงวัย
หากองค์กรต้องการสนับสนุนพนักงาน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน
พนักงานจำนวนไม่น้อยต้องรับบทบาททั้งคนทำงานและพ่อแม่ไปพร้อมกัน ความเครียดจากการเลี้ยงลูกและความกดดันในครอบครัว อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต ประสิทธิภาพการทำงาน และความสัมพันธ์ในทีมได้
iSTRONG มี บริการ Mental Well-being for Organization สำหรับองค์กร ทั้งบริการปรึกษานักจิตวิทยาและจิตแพทย์ (EAP) รวมถึงการอบรมและ Workshop ด้านสุขภาพใจ เพื่อช่วยให้องค์กรสนับสนุนพนักงานในทุกมิติของชีวิต และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เข้าใจผู้คนอย่างแท้จริง
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
บทความแนะนำ
อ้างอิง
Aron, A., Aron, E. N., & Smollan, D. (1992).
Inclusion of other in the self scale and the structure of interpersonal closeness. Journal of Personality and Social Psychology, 63(4), 596–612. https://doi.org/10.1037/0022-3514.63.4.596
Erikson, E. H. (1963).
Childhood and society (2nd ed.). W. W. Norton.
Hoffman, M. L. (2000).
Empathy and moral development: Implications for caring and justice. Cambridge University Press.
Joussemet, M., Landry, R., & Koestner, R. (2008).
A self-determination theory perspective on parenting. Canadian Psychology, 49(3), 194–200. https://doi.org/10.1037/a0012754
ประวัติผู้เขียน
จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้
