ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ

8 วิธีลดคำพูดเสียดแทงจิตใจกับคนใกล้ตัว

 

ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายท่านคงได้กลับบ้านไปเติมพลังชีวิตจากความอบอุ่นในบ้าน แต่เชื่อหรือไม่คะ ยังมีอีกหลายท่านที่คาดหวังว่าจะได้กลับบ้านแบบ Home sweet home แต่กลับต้องไปพบเจอกับคำพูดรุนแรงทำร้ายจิตใจทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจจากคนที่รัก  ทำให้บรรยากาศในบ้านร้อนยิ่งกว่ากว่าอากาศในเดือนเมษายนเสียอีก 

 

และหากคิดว่าการที่นาน ๆ กลับบ้านทียังต้องเจอคำพูดเฉือดเฉือนความรู้สึกเป็นเรื่องเลวร้ายแล้ว ขอให้ลองจินตนาการถึงจิตใจของเด็กและวัยรุ่นบางคน ที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมการใช้คำพูดรุนแรงของพ่อ แม่ ทุกวัน ๆ โดยไม่สามารถหลบเลี่ยงออกมาได้ บางครั้งอาจต้องทนแบกรับคำดูถูก คำส่อเสียด คำด่าที่ระคายหู กระทบจิตใจเหล่านั้นไปจนกว่าพวกเขาจะเติบโตพอที่จะออกมาดูแลตัวเองได้ แล้วการที่ต้องทนกับการถูกทำร้ายโดยคำพูดเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ โดยที่ฝ่ายหนึ่งไม่หยุดทำร้าย และอีกฝ่ายทั้งปกป้องตัวเองและตอบโต้กลับก็ไม่ได้ นำมาสู่ปัญหาครอบครัวมากมายหลายอย่าง เช่น เด็กติดเกม เด็กก้าวร้าว วัยรุ่นต่อต้านสังคม โรคซึมเศร้าในเด็ก และวัยรุ่น ไปจนถึงปัญหายาเสพติด และอาชญากรรมรุนแรง ดังนั้นแล้ว ในบทความนี้ผู้เขียนจึงจะมาชวนมอง  ชวนแก้ปัญหาที่มาจากเรื่องเล็ก ๆ คือ “การสื่อสาร” เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ในครอบครัวที่เรารักกันค่ะ

 

 

 

 

เพราะอะไรเราถึงใช้คำพูดทำร้ายกัน?

ก่อนอื่นเลย เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “เพราะอะไร เราถึงใช้คำพูดทำร้ายกัน?” เหตุผลหลัก ๆ มี 3 ข้อ ใหญ่ ๆ ค่ะ คือ

1) มีเจตนาดี

2) มีเจตนาร้าย 

3) ไม่มีเจตนาอะไรเลย

 

สำหรับการใช้คำพูดทำร้ายกันด้วย “เจตนาที่ดี” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอยู่พอสมควรค่ะ และมักจะเป็นในคนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น รักใคร่กัน เช่น แม่–ลูก พ่อ–ลูก สามี–ภรรยา คนรักกัน โดยจะเป็นการแสดงออกทางคำพูดผสมการกระทำในเชิงประชดประชัน เปรียบเทียบกับคนที่เหนือกว่า ดูถูกเหยียดหยาม ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองแย่ ด้อยค่า แต่เจตนาจริง ๆ ก็คือ เพื่อให้อีกฝ่ายมีแรงจูงใจที่จะทำให้ตัวเองดีขึ้น พัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่เราได้พบกันส่วนมากมักจะเป็นไปในทางตรงข้ามค่ะ   ลองนึกถึงใจเขาใจเรา โดนด่าอยู่ทุกวัน ถูกเปรียบเทียบกับข้างบ้าน (ที่ไม่รู้ทำไมถึงดีกว่าเราเสมอ) จะห่อเหี่ยวแค่ไหนถามใจเธอดู

 

เหตุผลทางจิตวิทยา อธิบายว่าเป็นกลวิธานป้องกันตนเองของฝ่ายที่ทำร้ายค่ะ เรียกว่าการฉายภาพ (Projection) คือ ฉายภาพไม่ดีในใจตัวเอง หรือสะท้อนสิ่งที่ไม่ดีในตัวเอง ปมด้อยของตัวเองไปสู่ผู้อื่น ซึ่งผู้อื่น ณ ที่นี้คือคนที่ตัวเองรัก เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยค่ะ ว่าพ่อแม่ที่คาดหวังว่าตอนตัวเองอายุเท่าลูกอยากดีเด่นอย่างไร จึงคาดหวังว่าลูกจะต้องทำแทนตัวเองได้ ซึ่งก็หลงลืมไปว่า “ลูกก็มีชีวิตของลูกเอง”

 

 

มาถึงบุคคลในกลุ่มที่สอง คือ ทำร้ายด้วยคำพูดด้วย “เจตนาร้าย” กลุ่มนี้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนค่ะ ด่าเพราะเกลีด ดูถูกเพราะไม่ชอบ ชัดเจน ซึ่งเป็นการสื่อสารด้วยอารมณ์ล้วน ๆ ไม่มีเหตุผลเจือปน ซึ่งคนประเภทนี้มี 2 แบบค่ะ คือ ด่าแบบหยาบไปเลย ทุกคำที่ออกมานั้นล้วนหาความไพเราะไม่เจอ และอีกแบบมีชั้นเชิงกว่า คือ ด่าแบบผู้ดี คือ พูดเพราะทุกคำ แต่ฟังแล้วแทบดิ้นตาย เช่น ถ้าคนที่ได้รับ การอบรมมาดีคงไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ หรือ มันก็เป็นเรื่องของจิตสำนึกน่ะค่ะ เป็นต้น บุคคลที่ใช้การสื่อสารทำร้ายคนอื่นเช่นนี้ มักไม่ได้มีความรู้สึกดีให้แก่กัน เพราะฉะนั้น คนกลุ่มนี้ยังไม่ใช่ประเด็นที่เรา     จะสนใจในบทความนี้จ้า

 

 

และกลุ่มที่ 3 กลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่ม Auto pilot คือ ใช้คำพูดร้าย ๆ โดยไม่รู้สึกว่าคำที่ตัวเองพูดจะไปทำร้ายใคร ใช้คำพูดหยาบคายจนเคยชิน จนไม่รู้สึกว่าคำที่ตัวเองพูดมันจะไประคายหูคนฟัง ซึ่งคน ที่ใช้คำพูดเช่นนี้เป็นเรื่องยากที่จะเตือน หรือแก้ไขเพราะ การพูดของเขาไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองหรือผ่าน      การสำนึกรู้เลย

 

 

 

 

เราจะสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร?  

อย่างแรกที่เราจะเปลี่ยนการทำร้ายกันด้วยคำพูดมาเป็นการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ก็คือ   เราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราพูดอะไร คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินคำที่ว่า “คำพูดเป็นนายคน” ใช่ไหมคะ ซึ่งมีความหมายว่า เมื่อเราพูดอะไรออกไปแล้ว คำพูดนั่นจะกลายเป็นภาพลักษณ์ของเรา ควบคุมเราให้เราต้องทำตามที่พูด หรือทำให้คนอื่นมองเห็นเราให้เป็นไปตามที่เราพูด แล้วมันก็จะเ