top of page

ความกังวลในวัยรุ่น แค่เครียดธรรมดาหรือเป็นโรควิตกกังวล

iSTRONG ความกังวลในวัยรุ่น แค่เครียดธรรมดาหรือเป็นโรควิตกกังวล

ความกังวลในวัยรุ่นเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจของบุคคลเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ ของ Erik Erikson ที่กล่าวว่าความกังวลในวัยรุ่นมีพลวัต (Dynamic) ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของช่วงวัยนี้ โดยเฉพาะในบริบทของการสร้างอัตลักษณ์ตนเอง (Identity formation) และการเปลี่ยนผ่านของพัฒนาการสมอง เช่น Prefrontal cortex ที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่


รวมไปถึงการที่วัยรุ่นต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคม ครอบครัว และกลุ่มเพื่อน การถูกคาดหวังด้านการเรียนและอนาคต การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ฮอร์โมน และการรับรู้ตนเอง (Self-consciousness) ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลต่อรูปลักษณ์และการยอมรับทางสังคม


นอกจากนี้ วัยรุ่นยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาความสามารถของสมองด้านบริหารจัดการ (Executive functions) จึงยังควบคุมอารมณ์ และจัดการกับความคิดซับซ้อนได้ไม่ดีเท่าวัยผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้ความกังวลในวัยรุ่นจึงส่งผลต่อความไม่มั่นคงทางอัตลักษณ์ (Identity confusion) และความกลัวต่อการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม


จากการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้านของวัยรุ่น จึงส่งผลให้วัยรุ่นเกิดความเครียด เกิดความกังวลในวัยรุ่น แต่ถ้าความวิตกกังวล หรือความเครียดที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจจะส่งผลให้ความเครียด ความกังวล พัฒนากลายเป็นโรควิตกกังวลได้ โดยทฤษฎี Beck’s Cognitive Theory of Anxiety อธิบายว่า ความวิตกกังวลเกิดจากรูปแบบความคิดอัตโนมัติ (Automatic thoughts) ที่บิดเบือน เนื่องจากสมองส่วน Amygdala และ Prefrontal cortex ของวัยรุ่นยังพัฒนาไม่เต็มที่ ส่งผลให้การควบคุมอารมณ์และประเมินสถานการณ์ได้ไม่แม่นยำ


ทำให้ตีความสิ่งเร้าเล็ก ๆ เป็นภัยใหญ่ เช่น ตีความว่าแม่บ่นเท่ากับแม่เกลียด เพื่อนไม่คุยด้วยเท่ากับเพื่อนโกรธ เป็นต้น จึงทำให้ความเครียดสะสมกลายเป็นความวิตกกังวลเรื้อรัง และกลายเป็นโรควิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ แล้วเราจะแยกออกได้อย่างไรว่าวัยรุ่นแค่เครียดธรรมดาหรือเป็นโรควิตกกังวลกันแน่? บทความจิตวิทยานี้มีคำตอบค่ะ โดยผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาแนะนำข้อสังเกตและข้อแตกต่างระหว่างความเครียด ความกังวลปกติในวัยรุ่น กับโรควิตกกังวลในวัยรุ่นเอาไว้ดังนี้ค่ะ


ข้อสังเกตโรควิตกกังวลในวัยรุ่น

  1. มีความวิตกกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่ดูไม่เป็นภัยในความเป็นจริง เช่น การพูดหน้าชั้นเรียน การเข้าสังคม การสอบ หรือการแสดงออกต่อสาธารณะ


  2. มักมีการเลี่ยงสถานการณ์ที่กระตุ้นความวิตก (Avoidance behaviors) เช่น ไม่ไปโรงเรียน หลบเลี่ยงการพบเพื่อน หรือพูดน้อยผิดปกติ


  3. มีอาการปวดท้อง ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก มือเย็น หรือรู้สึกแน่นหน้าอกโดยไม่พบสาเหตุทางกายภาพที่ชัดเจน


  4. อาการทางกายมักเกิดร่วมกับเหตุการณ์กระตุ้นความเครียด เช่น มักจะป่วยในวันสอบ หรือปวดหัว ปวดท้องในวันทัศนศึกษา เป็นต้น


  5. งานวิจัยทางจิตวิทยา พบว่า วัยรุ่นที่มีโรควิตกกังวลมีผลการเรียนที่น้อยลง มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม และมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้า


  6. ส่งผลต่อภาพลักษณ์ตนเอง (Self-image) และอาจลดความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้อื่น


  7. โรควิตกกังวล (Anxiety disorders) ในวัยรุ่นมักเกิดร่วมกับโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) หรือโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD) หรือโรคติดสารเสพติด (Substance use disorder: SUD) โดยเฉพาะโรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD)


    และ โรควิตกกังวลทางสังคม (Social Anxiety Disorder) มักเป็นโรคพื้นฐานที่พบร่วมกับภาวะอื่นในกลุ่มอาการทางจิตเวชที่มักแสดงออกด้วยความรู้สึกหรือพฤติกรรมที่เก็บไว้ภายในตนเอง (Internalizing disorders)


ข้อแตกต่างระหว่างความเครียด ความกังวลปกติในวัยรุ่น กับโรควิตกกังวลในวัยรุ่น

ประเด็น

ความเครียดในวัยรุ่น (Stress)

ความกังวลปกติ 

(Normal Anxiety)

โรควิตกกังวล 

(Anxiety Disorder)

ลักษณะ

การตอบสนองต่อแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อม เช่น การสอบ ทะเลาะกับเพื่อน เป็นต้น

ความรู้สึกกังวลเป็นครั้งคราว ต่อสถานการณ์เฉพาะ เช่น การนำเสนอหน้าชั้นเรียน 

ความกังวลเรื้อรัง 

ไม่สมเหตุสมผล รุนแรง

จนรบกวนชีวิตประจำวัน

ระยะเวลา

มักเป็นชั่วคราว (acute)

เป็นระยะ ๆ แล้วหาย

ได้เอง

ยาวนานต่อเนื่องเกิน 6 เดือน (ตามเกณฑ์ DSM-5)

ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

อาจส่งผลแต่โดยทั่วไปยังรับมือได้

ไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจน

กระทบต่อการเรียน การนอน ความสัมพันธ์ และการเข้าสังคม

รูปแบบการตอบสนอง

มักมีจุดเริ่มต้น/สิ้นสุดชัดเจน

สัมพันธ์กับเหตุการณ์เฉพาะ

ตอบสนองเกินเหตุแม้ไม่มีสิ่งเร้าชัดเจน

นอกจากนี้แล้วงานวิจัยทางจิตวิทยา ยังพบว่า โรควิตกกังวลต่างจากความเครียดทั่วไปตรงที่มี ความรุนแรงมากกว่าเรื้อรังมากกว่า และมักเกิดร่วมกับปัญหาทางอารมณ์อื่น เช่น โรคซึมเศร้า โรคเครียด เป็นต้น และยังพบว่าการสังเกตความต่อเนื่องของอาการ และผลกระทบต่อพฤติกรรม เป็นตัวแยกโรควิตกกังวลออกจากความเครียดหรือความกังวลในวัยรุ่นได้ดีที่สุด


หากพบว่าตนเอง หรือวัยรุ่นเข้าข่ายโรควิตกกังวล ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาก็ได้มีข้อแนะนำในการดูแลตนเอง ดังนี้ค่ะ


  1. สร้างความเข้าใจในโรควิตกกังวล

    การรู้จักอาการของโรควิตกกังวล เช่น ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น หรือคิดวนซ้ำ เป็นก้าวแรกในการเผชิญกับความวิตกกังวลในวัยรุ่นอย่างมีสติ โดยผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้แนะนำให้วัยรุ่นเขียนบันทึกอารมณ์ หรือสังเกตว่าความคิดแบบไหนที่กระตุ้นความกังวลของตนเอง เพื่อเข้าใจถึงสาเหตุของความวิตกกังวล

  2. ฝึกเทคนิคผ่อนคลาย

    การหายใจลึก (Deep breathing) การฝึกสมาธิ (Mindfulness meditation) การฝึกกล้ามเนื้อผ่อนคลาย (Progressive muscle relaxation) ล้วนเป็นเทคนิคจิตวิทยาที่ช่วยลดอาการทางกายที่มากับความวิตกกังวล เช่น หัวใจเต้นเร็ว หรือกล้ามเนื้อเกร็ง ให้ลดน้อยลงได้

  3. ควบคุมการคิดลบซ้ำซ้อน (Rumination)

    วัยรุ่นควรได้รับการสนับสนุนให้เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามกับความคิดของตนเอง เช่น “ฉันกลัวสิ่งนี้จริงหรือไม่?” เพื่อนำไปสู่การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ซึ่งจะสามารถช่วยเปลี่ยนกรอบความคิดที่เป็นต้นเหตุของความวิตกกังวลในวัยรุ่นได้

  4. เพิ่มพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย

    โดยการเขียนสิ่งที่ขอบคุณ (Gratitude journaling) ใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น วาดรูป ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรือลดการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อลดการถูกกระตุ้นการเปรียบเทียบทางสังคม ซึ่งเป็นสาเหตุของความวิตกกังวล

  5. การเปิดใจพูดคุย

    ความรู้สึกว่าตน “ไม่ได้อยู่คนเดียว” ช่วยลดความกังวลลงได้มาก ดังนั้นจึงควรสนับสนุนให้วัยรุ่นมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดถึงสิ่งที่ตนรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นกับพ่อแม่ ครู เพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาก็ตาม


วัยรุ่นในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศในวันข้างหน้า ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับความกังวลในวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีความเปราะบางทั้งด้านอารมณ์ สังคม และการสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง ถึงแม้ว่าความกังวลจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่หากไม่เข้าใจหรือไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจในระยะยาวได้


หากคุณเป็นวัยรุ่นหรือเป็นผู้ปกครองที่สังเกตว่าความกังวลเริ่มรบกวนการเรียน การนอน การเข้าสังคม หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์สามารถช่วยประเมินสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และหาแนวทางดูแลที่เหมาะสมได้ สามารถขอคำปรึกษาจาก iSTRONG ได้ที่ บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา เพราะความกังวลที่กำลังเผชิญไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ และไม่จำเป็นต้องผ่านช่วงเวลานี้เพียงลำพัง ค่อย ๆ ทำความเข้าใจตัวเองไปทีละก้าว แล้ววันหนึ่งสิ่งที่เคยหนักอาจเบาลงได้ค่ะ 

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

  • โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความแนะนำ

อ้างอิง Beck, A. T., Emery, G., & Greenberg, R. L. (1985).

Anxiety disorders and phobias: A cognitive perspective.

Basic Books.


Beesdo, K., Knappe, S., & Pine, D. S. (2009).

Anxiety and anxiety disorders in children and adolescents: Developmental issues and implications for DSM-V.

Psychiatric Clinics of North America, 32(3), 483–524.


Erikson, E. H. (1968).

Identity: Youth and crisis.

W. W. Norton & Company.


Merikangas, K. R., He, J., Burstein, M., Swanson, S. A., Avenevoli, S., Cui, L., Benjet, C., Georgiades, K. & Swendsen, J. (2010).

Lifetime prevalence of mental disorders in U.S. adolescents: Results from the National Comorbidity Survey Replication–Adolescent Supplement (NCS-A).

Journal of the American Academy of Child & Adolescent Psychiatry, 49(10), 980–989.


Pine, D. S. (2007).

Research review: A neuroscience framework for pediatric anxiety disorders.

Journal of Child Psychology and Psychiatry, 48(7), 631–648.


Steinberg, L. (2017).

Adolescence (11th ed.).

McGraw-Hill Education.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้


iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page