ความกังวลในวัยรุ่น แค่เครียดธรรมดาหรือเป็นโรควิตกกังวล
- Chanthama Changsalak
- 13 minutes ago
- 2 min read

ความกังวลในวัยรุ่นเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจของบุคคลเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ ของ Erik Erikson ที่กล่าวว่าความกังวลในวัยรุ่นมีพลวัต (Dynamic) ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของช่วงวัยนี้ โดยเฉพาะในบริบทของการสร้างอัตลักษณ์ตนเอง (Identity formation) และการเปลี่ยนผ่านของพัฒนาการสมอง เช่น Prefrontal cortex ที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่
รวมไปถึงการที่วัยรุ่นต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคม ครอบครัว และกลุ่มเพื่อน การถูกคาดหวังด้านการเรียนและอนาคต การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ฮอร์โมน และการรับรู้ตนเอง (Self-consciousness) ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลต่อรูปลักษณ์และการยอมรับทางสังคม
นอกจากนี้ วัยรุ่นยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาความสามารถของสมองด้านบริหารจัดการ (Executive functions) จึงยังควบคุมอารมณ์ และจัดการกับความคิดซับซ้อนได้ไม่ดีเท่าวัยผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้ความกังวลในวัยรุ่นจึงส่งผลต่อความไม่มั่นคงทางอัตลักษณ์ (Identity confusion) และความกลัวต่อการไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม
จากการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้านของวัยรุ่น จึงส่งผลให้วัยรุ่นเกิดความเครียด เกิดความกังวลในวัยรุ่น แต่ถ้าความวิตกกังวล หรือความเครียดที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจจะส่งผลให้ความเครียด ความกังวล พัฒนากลายเป็นโรควิตกกังวลได้ โดยทฤษฎี Beck’s Cognitive Theory of Anxiety อธิบายว่า ความวิตกกังวลเกิดจากรูปแบบความคิดอัตโนมัติ (Automatic thoughts) ที่บิดเบือน เนื่องจากสมองส่วน Amygdala และ Prefrontal cortex ของวัยรุ่นยังพัฒนาไม่เต็มที่ ส่งผลให้การควบคุมอารมณ์และประเมินสถานการณ์ได้ไม่แม่นยำ
ทำให้ตีความสิ่งเร้าเล็ก ๆ เป็นภัยใหญ่ เช่น ตีความว่าแม่บ่นเท่ากับแม่เกลียด เพื่อนไม่คุยด้วยเท่ากับเพื่อนโกรธ เป็นต้น จึงทำให้ความเครียดสะสมกลายเป็นความวิตกกังวลเรื้อรัง และกลายเป็นโรควิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ได้ แล้วเราจะแยกออกได้อย่างไรว่าวัยรุ่นแค่เครียดธรรมดาหรือเป็นโรควิตกกังวลกันแน่? บทความจิตวิทยานี้มีคำตอบค่ะ โดยผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาแนะนำข้อสังเกตและข้อแตกต่างระหว่างความเครียด ความกังวลปกติในวัยรุ่น กับโรควิตกกังวลในวัยรุ่นเอาไว้ดังนี้ค่ะ
ข้อสังเกตโรควิตกกังวลในวัยรุ่น
มีความวิตกกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่ดูไม่เป็นภัยในความเป็นจริง เช่น การพูดหน้าชั้นเรียน การเข้าสังคม การสอบ หรือการแสดงออกต่อสาธารณะ
มักมีการเลี่ยงสถานการณ์ที่กระตุ้นความวิตก (Avoidance behaviors) เช่น ไม่ไปโรงเรียน หลบเลี่ยงการพบเพื่อน หรือพูดน้อยผิดปกติ
มีอาการปวดท้อง ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก มือเย็น หรือรู้สึกแน่นหน้าอกโดยไม่พบสาเหตุทางกายภาพที่ชัดเจน
อาการทางกายมักเกิดร่วมกับเหตุการณ์กระตุ้นความเครียด เช่น มักจะป่วยในวันสอบ หรือปวดหัว ปวดท้องในวันทัศนศึกษา เป็นต้น
งานวิจัยทางจิตวิทยา พบว่า วัยรุ่นที่มีโรควิตกกังวลมีผลการเรียนที่น้อยลง มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม และมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้า
ส่งผลต่อภาพลักษณ์ตนเอง (Self-image) และอาจลดความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้อื่น
โรควิตกกังวล (Anxiety disorders) ในวัยรุ่นมักเกิดร่วมกับโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) หรือโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder: ADHD) หรือโรคติดสารเสพติด (Substance use disorder: SUD) โดยเฉพาะโรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD)
และ โรควิตกกังวลทางสังคม (Social Anxiety Disorder) มักเป็นโรคพื้นฐานที่พบร่วมกับภาวะอื่นในกลุ่มอาการทางจิตเวชที่มักแสดงออกด้วยความรู้สึกหรือพฤติกรรมที่เก็บไว้ภายในตนเอง (Internalizing disorders)
ข้อแตกต่างระหว่างความเครียด ความกังวลปกติในวัยรุ่น กับโรควิตกกังวลในวัยรุ่น
ประเด็น | ความเครียดในวัยรุ่น (Stress) | ความกังวลปกติ (Normal Anxiety) | โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) |
ลักษณะ | การตอบสนองต่อแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อม เช่น การสอบ ทะเลาะกับเพื่อน เป็นต้น | ความรู้สึกกังวลเป็นครั้งคราว ต่อสถานการณ์เฉพาะ เช่น การนำเสนอหน้าชั้นเรียน | ความกังวลเรื้อรัง ไม่สมเหตุสมผล รุนแรง จนรบกวนชีวิตประจำวัน |
ระยะเวลา | มักเป็นชั่วคราว (acute) | เป็นระยะ ๆ แล้วหาย ได้เอง | ยาวนานต่อเนื่องเกิน 6 เดือน (ตามเกณฑ์ DSM-5) |
ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน | อาจส่งผลแต่โดยทั่วไปยังรับมือได้ | ไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจน | กระทบต่อการเรียน การนอน ความสัมพันธ์ และการเข้าสังคม |
รูปแบบการตอบสนอง | มักมีจุดเริ่มต้น/สิ้นสุดชัดเจน | สัมพันธ์กับเหตุการณ์เฉพาะ | ตอบสนองเกินเหตุแม้ไม่มีสิ่งเร้าชัดเจน |
นอกจากนี้แล้วงานวิจัยทางจิตวิทยา ยังพบว่า โรควิตกกังวลต่างจากความเครียดทั่วไปตรงที่มี ความรุนแรงมากกว่าเรื้อรังมากกว่า และมักเกิดร่วมกับปัญหาทางอารมณ์อื่น เช่น โรคซึมเศร้า โรคเครียด เป็นต้น และยังพบว่าการสังเกตความต่อเนื่องของอาการ และผลกระทบต่อพฤติกรรม เป็นตัวแยกโรควิตกกังวลออกจากความเครียดหรือความกังวลในวัยรุ่นได้ดีที่สุด
หากพบว่าตนเอง หรือวัยรุ่นเข้าข่ายโรควิตกกังวล ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาก็ได้มีข้อแนะนำในการดูแลตนเอง ดังนี้ค่ะ
สร้างความเข้าใจในโรควิตกกังวล
การรู้จักอาการของโรควิตกกังวล เช่น ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น หรือคิดวนซ้ำ เป็นก้าวแรกในการเผชิญกับความวิตกกังวลในวัยรุ่นอย่างมีสติ โดยผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้แนะนำให้วัยรุ่นเขียนบันทึกอารมณ์ หรือสังเกตว่าความคิดแบบไหนที่กระตุ้นความกังวลของตนเอง เพื่อเข้าใจถึงสาเหตุของความวิตกกังวล
ฝึกเทคนิคผ่อนคลาย
การหายใจลึก (Deep breathing) การฝึกสมาธิ (Mindfulness meditation) การฝึกกล้ามเนื้อผ่อนคลาย (Progressive muscle relaxation) ล้วนเป็นเทคนิคจิตวิทยาที่ช่วยลดอาการทางกายที่มากับความวิตกกังวล เช่น หัวใจเต้นเร็ว หรือกล้ามเนื้อเกร็ง ให้ลดน้อยลงได้
ควบคุมการคิดลบซ้ำซ้อน (Rumination)
วัยรุ่นควรได้รับการสนับสนุนให้เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามกับความคิดของตนเอง เช่น “ฉันกลัวสิ่งนี้จริงหรือไม่?” เพื่อนำไปสู่การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ซึ่งจะสามารถช่วยเปลี่ยนกรอบความคิดที่เป็นต้นเหตุของความวิตกกังวลในวัยรุ่นได้
เพิ่มพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย
โดยการเขียนสิ่งที่ขอบคุณ (Gratitude journaling) ใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น วาดรูป ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรือลดการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อลดการถูกกระตุ้นการเปรียบเทียบทางสังคม ซึ่งเป็นสาเหตุของความวิตกกังวล
การเปิดใจพูดคุย
ความรู้สึกว่าตน “ไม่ได้อยู่คนเดียว” ช่วยลดความกังวลลงได้มาก ดังนั้นจึงควรสนับสนุนให้วัยรุ่นมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดถึงสิ่งที่ตนรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นกับพ่อแม่ ครู เพื่อน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาก็ตาม
วัยรุ่นในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศในวันข้างหน้า ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับความกังวลในวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีความเปราะบางทั้งด้านอารมณ์ สังคม และการสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง ถึงแม้ว่าความกังวลจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่หากไม่เข้าใจหรือไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจในระยะยาวได้
หากคุณเป็นวัยรุ่นหรือเป็นผู้ปกครองที่สังเกตว่าความกังวลเริ่มรบกวนการเรียน การนอน การเข้าสังคม หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์สามารถช่วยประเมินสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และหาแนวทางดูแลที่เหมาะสมได้ สามารถขอคำปรึกษาจาก iSTRONG ได้ที่ บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา เพราะความกังวลที่กำลังเผชิญไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ และไม่จำเป็นต้องผ่านช่วงเวลานี้เพียงลำพัง ค่อย ๆ ทำความเข้าใจตัวเองไปทีละก้าว แล้ววันหนึ่งสิ่งที่เคยหนักอาจเบาลงได้ค่ะ
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
บทความแนะนำ
อ้างอิง Beck, A. T., Emery, G., & Greenberg, R. L. (1985).
Anxiety disorders and phobias: A cognitive perspective.
Basic Books.
Beesdo, K., Knappe, S., & Pine, D. S. (2009).
Anxiety and anxiety disorders in children and adolescents: Developmental issues and implications for DSM-V.
Psychiatric Clinics of North America, 32(3), 483–524.
Erikson, E. H. (1968).
Identity: Youth and crisis.
W. W. Norton & Company.
Merikangas, K. R., He, J., Burstein, M., Swanson, S. A., Avenevoli, S., Cui, L., Benjet, C., Georgiades, K. & Swendsen, J. (2010).
Lifetime prevalence of mental disorders in U.S. adolescents: Results from the National Comorbidity Survey Replication–Adolescent Supplement (NCS-A).
Journal of the American Academy of Child & Adolescent Psychiatry, 49(10), 980–989.
Pine, D. S. (2007).
Research review: A neuroscience framework for pediatric anxiety disorders.
Journal of Child Psychology and Psychiatry, 48(7), 631–648.
Steinberg, L. (2017).
Adolescence (11th ed.).
McGraw-Hill Education.
ประวัติผู้เขียน
จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้
