top of page

บันทึกใจสลายจากชายตัวน้อย ข้อสังเกตและวิธีดูแลจิตใจ เมื่อเด็กเป็นโรคซึมเศร้า

4 hours ago
2 min read

iSTRONG บันทึกใจสลายจากชายตัวน้อย: ข้อสังเกตและวิธีดูแลจิตใจ เมื่อเด็กเป็นโรคซึมเศร้า

ภาพยนตร์ฮ่องกง เรื่อง Time Still Turns the Pages หรือ บันทึกใจสลายจากชายตัวน้อย เป็นภาพยนตร์ที่สร้างความตระหนักเรื่องโรคซึมเศร้าในเด็ก และการดูแลเด็กเป็นโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี โดยบันทึกใจสลายจากชายตัวน้อย เล่าผ่านมุมมองของครูมัธยมคนหนึ่ง


ซึ่งพบว่ามีนักเรียนปริศนาเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ในถังขยะ จดหมายฉบับนั้นทำให้ครูหวนคิดถึงช่วงวัยเด็กที่มีพี่ชายวัย 10 ขวบ ผู้ชอบเขียนบันทึก เพราะเข้าใจว่าจะทำให้เขาเรียนเก่งขึ้น และทำให้พ่อแม่หันมาให้ความสนใจเขา แต่เด็กน้อยก็มักจะถูกเปรียบเทียบกับน้องชายตลอดว่าเรียนไม่เก่งเท่าน้อง ไม่มีพรสวรรค์ ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง สุดท้ายกลายเป็นความเฉยชา ก็นำพาให้เด็กน้อยตัดสินใจจากโลกนี้ไป


บันทึกใจสลายจากชายตัวน้อย ได้นำเสนอให้เห็นถึงความกดดันทางสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็ก ทั้งการถูกคาดหวัง ความกดดันจากพ่อแม่ การถูกลงโทษอย่างรุนแรง การถูกบูลลี่จากเพื่อน การไม่ได้รับความใส่ใจ จนนำไปสู่โรคซึมเศร้าในเด็ก และการทำร้ายตนเองในที่สุด


ภาพยนตร์เรื่อง “บันทึกใจสลายจากชายตัวน้อย” เหมาะสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็ก รวมถึงผู้ที่อยู่ในวัยรุ่น เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงสาเหตุของโรคซึมเศร้าในเด็ก และวิธีการดูแลเด็กเป็นโรคซึมเศร้า


นั่นก็เพราะจากข้อมูลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความชุกของโรคซึมเศร้าในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี พบว่า มีความชุกอยู่ที่ 4.10% ที่น่าตกใจกว่านั้น ก็คือมีงานวิจัยทางจิตวิทยา พบว่า เด็กไทยอายุต่ำกว่า 18 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงถึง 37.80% และ 22.00% ในกลุ่มนี้มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย


เมื่อปี ค.ศ. 2006 Stalets, M. M., และ Luby, J. L. ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา ได้ทำการวิจัย พบว่า เด็กอายุ 3 ขวบ ก็สามารถเป็นโรคซึมเศร้าในเด็กได้ สำหรับในประเทศไทย แม้จะยังไม่มีข้อมูลวิจัยทางจิตวิทยาว่าเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เป็นโรคซึมเศร้าในเด็ก แต่ก็พบว่าเด็กวัยรุ่นที่เป็นโรคซึมเศร้า มีอาการมาก่อนหน้านั้นสักระยะแล้ว


เด็กที่เป็นโรคซึมเศร้า จะได้รับผลกระทบหลายด้าน ทั้งทางอารมณ์ พฤติกรรม การเรียนรู้ และการพัฒนาทางสังคม ซึ่งสามารถสรุปข้อมูลสำคัญได้ดังนี้ค่ะ


  1. ผลกระทบทางอารมณ์

    เด็กที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีความรู้สึกเศร้า หงุดหงิด วิตกกังวล หวาดกลัว หรือหมดหวังอย่างต่อเนื่อง เด็กจะขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ ทำให้รู้สึกไร้ค่า หรือมีความคิดโทษตัวเองอยู่บ่อย ๆ และบางรายอาจมีความคิดทำร้ายตนเองหรืออยากตาย แม้จะอายุน้อยก็ตาม 

  2. ผลกระทบด้านการเรียนรู้และพัฒนาการ

    โรคซึมเศร้าในเด็ก ส่งผลให้เด็กมีสมาธิลดลง ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้ ความจำสั้นลง ส่งผลต่อผลการเรียนและทักษะการเรียนรู้ มีพัฒนาการทางภาษาหรือสังคมล่าช้า ส่งผลให้เด็กอาจพูดน้อยลงหรือแยกตัว

  3. ผลกระทบทางพฤติกรรมและความสัมพันธ์

    เด็กที่เป็นโรคซึมเศร้ามักจะแยกตัว ไม่อยากเข้าสังคมหรือเล่นกับเพื่อน มีพฤติกรรมก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย หรือต่อต้าน บางคนอาจเสพติดสื่อหรืออยู่กับโทรศัพท์มากผิดปกติเพราะต้องการหลีกหนีความรู้สึกเศร้านั่นเอง

  4. ผลกระทบต่อร่างกาย

    เด็กมักจะนอนไม่หลับ หรือนอนมากผิดปกติ เบื่ออาหาร หรือกินมากขึ้นจนผิดปกติ อ่อนเพลีย ปวดท้อง ปวดหัว หรือมีอาการเจ็บป่วยโดยไม่มีสาเหตุทางกายชัดเจน 

  5. ผลระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแล

    เด็กที่เป็นโรคซึมเศร้าที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าเรื้อรังเมื่อโตขึ้น เมื่อเขาเป็นวัยรุ่น ก็มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาทางพฤติกรรม เช่น การเสพสารเสพติด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการหนีออกจากบ้าน รวมถึงเสี่ยงต่อพฤติกรรมรุนแรง หรือการทำร้ายตนเองในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่อีกด้วย


จากผลกระทบที่รุนแรงดังกล่าว ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราควรให้ความสำคัญ และหมั่นสังเกตอาการของเด็กที่อาจเป็นโรคซึมเศร้าได้จากพฤติกรรม ความรู้สึก และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่แตกต่างจากปกติอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจาก DSM-5 ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในเด็กเอาไว้ดังนี้ค่ะ


  1.  อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนไป

    โรคซึมเศร้าในเด็กจะส่งผลให้เด็กดูเศร้าตลอดเวลา ร้องไห้บ่อย หรือเก็บตัว ขาดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ หงุดหงิดง่าย หรือแสดงออกทางพฤติกรรมก้าวร้าวผิดปกติ โดยเฉพาะในเด็กเล็กค่ะ

  2. พฤติกรรมทางสังคม

    เด็กมักจะแยกตัวจากเพื่อน ครอบครัว หรือไม่อยากไปโรงเรียน มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์อย่างชัดเจน เช่น ทะเลาะกับเพื่อนบ่อย โมโหร้าย ทำร้ายร่างกายคนในบ้าน เป็นต้น

  3. การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

    เด็กจะนอนมากผิดปกติ หรือไม่ยอมนอนเลย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือกินมากกว่าปกติ มีอาการเจ็บป่วยทางกายโดยไม่มีสาเหตุ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง 

  4. ผลการเรียนและสมาธิ

    เด็กที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีสมาธิสั้นลง ความจำแย่ลง เหม่อลอย วอกแวกง่าย ส่งผลให้คะแนนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

  5. ความคิดและคำพูด

    เด็กมักจะมีความคิดทางลบ คำพูดที่ด้อยค่าตนเอง หรือคำพูดที่แสดงถึงความรู้สึกไร้ค่า เช่น “ไม่มีใครรัก” “เรามันไร้ค่า” หรือ “ไม่อยากอยู่บนโลกแล้ว” เป็นต้น และบางคนมีความคิดทำร้ายตัวเอง หรือพูดถึงความตายอยู่บ่อย ๆ 


ทั้งนี้ อาการข้างต้นต้องปรากฏต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กอย่างเห็นได้ชัด หากสังเกตเห็นแล้วว่าเด็กในความดูแลของเราเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้าในเด็ก ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาก็ได้แนะนำวิธีการดูแลเด็กเป็นโรคซึมเศร้าเอาไว้ ดังนี้ค่ะ


  1. แสดงความเข้าใจและยอมรับ

    โรคซึมเศร้าเป็นอาการเจ็บป่วย ไม่ใช่ความอ่อนแอ สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นวิธีการดูแลเด็กเป็นโรคซึมเศร้าอย่างแรกเลย คือ ต้องเริ่มจากรับฟังเด็กอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสิน หลีกเลี่ยงการพูดว่า “อย่าคิดมาก” “เดี๋ยวก็หาย” เพราะอาจทำให้เด็กรู้สึกโดดเดี่ยว อีกทั้งยังตอกย้ำว่าเราไม่เข้าใจเด็กเลย แต่ขอให้แสดงความรักและความมั่นคงผ่านคำพูดและการกระทำให้เด็กรู้สึกว่าเราเป็น Safe Zone ให้เขา

  2. สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

    โดยการจัดตารางชีวิตประจำวัน (routine) ร่วมกันกับเด็ก ๆ เช่น ตื่นเวลา 7.00 น. แล้วไปอาบน้ำ ทานข้าว ทำสวน พาหมา แมวไปเดินเล่น แล้วทำกิจกรรมครอบครัวร่วมกัน เพื่อลดแรงกดดันจากการเรียนหรือความคาดหวัง หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่มีความรุนแรง โดยลดการลงโทษด้วยการดุด่า การทำร้ายร่างกาย หรือลงโทษที่มีผลทางอารมณ์

  3. สังเกตและติดตามอาการ

    พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องคอยจดบันทึกพฤติกรรมหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของเด็ก หากพบสัญญาณคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง ให้รีบเข้าไปพูดคุย และรีบพาไปพบแพทย์ทันที เพื่อแนะนำวิธีการดูแลเด็กเป็นโรคซึมเศร้าที่เหมาะสมต่อไป

  4. สนับสนุนให้รับการบำบัดอย่างเหมาะสม

    เมื่อเด็กได้รับการวินิจฉันว่าเป็นโรคซึมเศร้า พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องพาเด็กพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็กอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการดูแลเด็กเป็นโรคซึมเศร้าที่เหมาะสมควบคู่ไปด้วยผ่านกระบวนการครอบครัวบำบัด (Family Therapy) และปรับการดูแลตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 

  5. ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์

    การชวนให้เด็กทำกิจกรรมที่เด็กเคยชอบ เช่น วาดรูป เล่นดนตรี หรือกิจกรรมกลางแจ้ง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการดูแลเด็กเป็นโรคซึมเศร้าที่ได้ผลดี เพราะจะช่วยสร้างความสำเร็จเล็ก ๆ เพื่อเสริมความมั่นใจ และเป็นการสร้างเสริมความทรงจำเชิงบวกให้แก่เด็กด้วย


การสังเกตและเรียนรู้วิธีการดูแลเด็กเป็นโรคซึมเศร้า มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเด็กไม่สามารถแสดงออกหรืออธิบายภาวะทางอารมณ์ได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ และหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจรุนแรงจนส่งผลต่อชีวิตระยะยาวได้


หากคุณพ่อคุณแม่กำลังกังวลเกี่ยวกับสุขภาพใจของลูก หรือไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับความรู้สึกและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกอย่างไร iSTRONG มีบริการ บริการให้คำปรึกษาสำหรับครอบครัว Family Counseling เพื่อช่วยทำความเข้าใจปัญหา วางแนวทางดูแลสุขภาพใจของเด็กอย่างเหมาะสม และช่วยให้ครอบครัวเรียนรู้ที่จะรับฟังและสนับสนุนกันได้ดียิ่งขึ้น


เพราะบางครั้ง สิ่งที่เด็กต้องการอาจไม่ใช่คำสอนให้เข้มแข็ง แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เขารู้ว่า ไม่ว่าจะกำลังเผชิญอะไรอยู่ เขาก็ไม่จำเป็นต้องผ่านมันไปเพียงลำพัง💜

iSTRONG Mental Health

ผู้ดูแลสุขภาพใจให้กับบุคคล ครอบครัว และองค์กร


บริการของเรา

สำหรับบุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : http://bit.ly/3lmThUa  

  • คอร์สฝึกอบรมทักษะด้านจิตวิทยา : http://bit.ly/3RQfQwS 

สำหรับองค์กร

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความแนะนำ

อ้างอิง

American Academy of Pediatrics. (2022).

Childhood depression: What parents can do to help.


American Psychiatric Association. (2013).

Diagnostic and statistical manual of mental disorders (5th ed.).

Arlington, VA: American Psychiatric Publishing.


Choychoda, S., Hale, W. W. III, Sarayuthpitaka, J., & Tangdhanakanond, K. (2023).

A crosssectional study on the prevalence of Thai adolescent depression (aged 11–16 years): 4,089 respondents nationwide.

Kasetsart Journal of Social Sciences, 44(2), 509–516.


HealthyChildren. (2022).

Childhood depression in children aged 3–11 years: prevalence and concerns.

American Academy of Pediatrics.


Reangsing, C. (2024).

The experience of Thai adolescents with depression: Risk prevalence and suicidal tendencies.

PMC (Public Access).


Stalets, M. M., & Luby, J. L. (2006).

Preschool depression.

Child and Adolescent Psychiatric Clinics of North America, 15(4), 899–917. https://doi.org/10.1016/j.chc.2006.05.011


Sulaiman, P. (2016).

When a child is depressed: prevalence among Thai secondary school students.

Samitivej Hospital Online Article.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page