ติดตามเราบน Facebook
  • Facebook Social Icon
บทความล่าสุด
ค้นหาตามประเภทบทความ
original_1164948181 copy.jpg

กระตุ้นความสุขและเพิ่มผลการปฏิบัติงานด้วย 7 กิจกรรมแห่งความสุข

 

 

มีความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า คนเราต้องได้ในสิ่งที่ต้องการก่อนหรือต้องประสบความสำเร็จก่อนแล้วชีวิตถึงจะมีความสุข หรืออย่างน้อยก็เถียงกันไม่จบเหมือนไก่กับไข่ว่าอะไรเกิดก่อนกันระหว่างความสุขกกับความสำเร็จ แต่ความเชื่อดังกล่าวก็ถูกหักล้างด้วยการศึกษาทางจิตวิทยา เพราะความจริงแล้วทุกอย่างดูเหมือนจะกลับตาลปัตร เพราะมีงานวิจัยจำนวนมากที่พิสูจน์แล้วว่า คนที่มีความสุขต่างหากที่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า และจะมีผลการทำงานที่ดีกว่า รวมถึงทำงานผิดพลาดน้อยกว่าคนที่ไม่มีความสุข

 

 

ยังไม่นับรวมถึงผลพลอยได้จากสุขภาพกายและสุขภาพใจ ที่คนมีความสุขกว่า คนมองโลกในแง่บวกมากกว่าจะมีภูมิคุ้มกันเข้มแข็งกว่า และเสี่ยงที่จะเกิดโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้าได้น้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้ายอีกด้วย

 

 

ปัจจุบันจึงมีความพยายามในการสร้างโปรแกรมกระตุ้นความสุข และพัฒนาการคิดบวกขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในองค์กร เพราะบรรดาผู้บริหารและเจ้าของกิจการรุ่นใหม่เป็นจำนวนมากที่ยอมรับกันแล้วว่า พนักงานต้องมีความสุขก่อน แล้วผลผลิตในงาน ผลประกอบการของธุรกิจจะตามมา รวมถึงความรู้สึกผูกพันและจงรักภักดีกับองค์กรอีกด้วย ซึ่งคุณอาจจะเห็นตัวอย่าง อย่างเป็นรูปธรรมจากองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างGoogle ที่เน้นสร้างบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลาย สนุกสนาน และมีความสุข เพื่อกระตุ้นผลงานในระดับสูงสุด

 

 

คำถามสำคัญต่อมาคือ แล้วจะทำให้คนที่กำลังไร้สุขหรือมองโลกในแง่ร้ายเป็นนิสัย มีความสุขขึ้นได้อย่างไร หากผู้เขียนจะตอบแบบรวมรัดแล้วก็คือ “แล้วแต่คน” เพราะคนเรามีกิจกรรมสร้างความสุขไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีเส้น Threshold ความสุขอยู่ไม่ลึกมาก เพียงแค่นั่งฟังเพลงที่ชอบก็สุขได้แล้ว แต่บางคนอาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น เช่น บางคนอาจรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้ล้างห้องน้ำ ล้างจาน หรือถูพื้น แบบนี้ก็มี ซึ่งคุณเองก็ต้องรู้จักวิเคราะห์ตัวเองว่า กิจกรรมอะไรที่ทำให้คุณมีความสุข

 

 

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งก็ได้มีความพยายามศึกษาว่ากิจกรรมอะไรบ้างที่สร้างความสุขให้กับคนเราได้อย่างยาวนานและเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้เขียนสรุปกิจกรรมที่ว่านั้นออกมาเป็น 7 ประการ ดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

1. การนั่งสมาธิ 

 

นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยา (Neuroscientists) พบว่า พระที่นั่งสมาธิมายาวนานกว่าหนึ่งปีจะมีพัฒนาการด้านสมองส่วน Prefrontal Cortex ด้านซ้าย ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ตอบสนองกับความรู้สึกมีความสุข นอกจากนี้ยังพบว่า ในระยะยาวผู้ที่นั่งสมาธิเป็นประจำจะมีระดับความสุขเพิ่มมากขึ้น มีความเครียดลดลง รวมถึงมีภูมิคุ้มกันด้านร่างกายที่มากขึ้น โดยคุณสามารถใช้เวลาเพียงวันละ 5-10 นาทีเป็นอย่างน้อยในการลงมือนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ เพราะทันทีที่คุณนั่งสมาธิ คุณก็จะเกิดความรู้สึกสงบ พึงพอใจ มีสติรู้ตัว และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นแล้ว

 </