เด็กก็เป็นโรคซึมเศร้าได้ 4 เหตุผลที่พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด
- Chanthama Changsalak
- Jul 1
- 2 min read

โรคซึมเศร้าในเด็ก เป็นภาวะทางอารมณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความคิด และพฤติกรรมของเด็ก ทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า หดหู่ และสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่เคยสนุกสนาน อาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว รวมถึงพัฒนาการทางสังคม ทั้งนี้โรคซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญในประเทศไทย โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตระหว่างปี พ.ศ. 2565 - 2567 พบว่า เด็กและวัยรุ่นไทย จำนวนมากถึง 51,789 ราย มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และจำนวน 87,718 ราย มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง และจากการศึกษาความชุกของโรคซึมเศร้าในเด็ก พบว่า ในเขตกรุงเทพมหานคร มีอัตราความชุกอยู่ที่ 3 - 5% ของประชากรเด็กทั้งหมด ทั้งนี้ข้อมูลจากงานวิจัยทางจิตวิทยา ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าในเด็กของประเทศไทยมีหลายประการ รวมถึงความเปราะบางของสถาบันครอบครัว โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าแนวโน้มการอยู่ร่วมกันของพ่อแม่และลูกในครัวเรือนไทยลดลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นของไทยได้ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า การรักษาโรคซึมเศร้านั้นยาก ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งยากต่อการรักษา เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง มีการสังเกตบุตรหลานแต่เนิ่น ๆ ว่ามีอาการของโรคซึมเศร้าในเด็กหรือไม่ ก็จะช่วยให้พบอาการเจ็บป่วยทางใจได้เร็ว และจะเป็นผลดีต่อการรักษาเยียวยาต่อไป ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้กล่าวถึง 4 เหตุผลที่พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด มาอธิบาย ดังนี้ค่ะ
เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น
การสังเกตพฤติกรรมลูก ทั้งการแสดงออกทางอารมณ์ ร่องรอยบาดแผล หรือพฤติกรรมที่ลูกแสดงออก ต่างสามารถช่วยระบุความผิดปกติที่เกิดแก่ลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงโรคซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นด้วย ซึ่งโรคซึมเศร้าในเด็กมักเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น อารมณ์เศร้า การถอนตัวจากสังคม หรือพฤติกรรมก้าวร้าว หากคุณพ่อ คุณแม่สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เร็ว จะช่วยให้เด็กได้รับการช่วยเหลือทางจิตวิทยาได้ทันท่วงที
เพื่อให้ครอบครัวเป็น Safe Zone ของลูกอย่างแท้จริง
การสังเกตพฤติกรรมลูก เป็นการดูแลเอาใจใส่ในรูปแบบหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกอึดอัด หรือเกิดความรู้สึกว่าเรากำลังคุกคามลูก ซึ่งการสังเกตพฤติกรรมลูกที่เหมาะสมจะช่วยสนับสนุนทางอารมณ์ให้ลูกมีความกล้าที่จะสื่อสารความรู้สึกของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเก็บกดอารมณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคซึมเศร้าในเด็ก
จัดการปัจจัยเสี่ยงของโรคซึมเศร้าในเด็ก
การสังเกตพฤติกรรมลูก สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าในเด็กได้ โดยการสังเกตว่าสิ่งใดที่กระตุ้นให้ลูกรู้สึกเครียด หรือมีความรู้สึกทางลบ หรือมีความเก็บกดทางอารมณ์ เช่น การลงโทษของพ่อ แม่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว เสียงดังของพ่อ แม่ หรือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ต่างก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าในเด็ก ด้วยเหตุนี้ หากพ่อ แม่ตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้และเข้ามาช่วยเหลือลูก ลูกก็จะสามารถรับมือกับความเครียดได้ดียิ่งขึ้น
เป็นการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่ลูก
การสังเกตพฤติกรรมลูก สามารถช่วยให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่ลูกได้อย่างเหมาะสม เช่น การออกกำลังกาย การทำกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ร่วมกันนอกบ้าน การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว การเล่นกับเพื่อน เป็นต้น โดยการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่ลูกจะช่วยลดความเครียด และส่งเสริมความสัมพันธ์ของลูกกับคนรอบตัว ซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าในเด็กได้
เมื่อทราบถึงเหตุผลที่พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมลูกแล้ว ในการนี้เพื่อความสะดวกในการเฝ้าระวังโรคซึมเศร้าในเด็ก จึงขอนำเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าในเด็กมาฝากกันค่ะ โดยตามเกณฑ์การวินิจฉัยใน คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับที่ 5 (DSM-5) ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) อาการของโรคซึมเศร้าในเด็ก (Major Depressive Disorder) ต้องมีอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 5 อาการ โดยต้องมีอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ และอาการเหล่านี้ต้องปรากฏเกือบทุกวัน เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
อารมณ์เศร้าหรือหงุดหงิด โดยในเด็กอาจแสดงออกด้วยความหงุดหงิดมากกว่าอารมณ์เศร้า
ความสนใจหรือความเพลิดเพลินลดลง ในกิจกรรมที่เคยสนใจ เช่น ไม่อยากเล่นเกมที่เคยเล่น ไม่อยากดูการ์ตูนที่เคยชอบ ไม่อยากอ่านหนังสือเล่มโปรด เป็นต้น
น้ำหนักลดลงหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือเบื่ออาหารหรือกินมากเกินไป
นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป (Insomnia หรือ Hypersomnia) หรือมีปัญหาในการนอน นอนยาก ฝันร้าย นอนละเมอ
กระสับกระส่ายหรือเชื่องช้าลง (Psychomotor Agitation or Retardation) ดูกระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ หรือเหม่อลอย
รู้สึกเหนื่อยหรือไม่มีพลังงานตลอดเวลา
รู้สึกไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสม มักจะโทษตัวเองอยู่เสมอ ดูไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต
สมาธิลดลง หรือตัดสินใจลำบาก
มีความคิดเกี่ยวกับความตายหรือการฆ่าตัวตาย ซ้ำ ๆ รวมถึงมีแนวโน้มทำร้ายตนเอง
โดยอาการเหล่านี้ต้องส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น และไม่ควรเกิดจากผลของสารเสพติดหรือภาวะทางการแพทย์อื่น ๆ
ทั้งนี้ การสังเกตพฤติกรรมลูก ไม่ใช่การจับผิดลูก แต่เป็นการเฝ้าระวังและให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของลูก หากเราพบความผิดปกติของลูก หรือลูกไม่มีความผิดปกติก็ตาม อย่างน้อยการสังเกตพฤติกรรมของลูกก็ช่วยให้เราสนับสนุนลูกในทุกด้านได้อย่างถูกจุด และยังช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดแก่ลูกได้อย่างทันท่วงที
หากคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง เช่น เศร้าผิดปกติ หงุดหงิดง่าย แยกตัวจากคนรอบข้าง ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ หรือเริ่มมีปัญหาในการเรียนและการใช้ชีวิต อย่ารอให้ทุกอย่างรุนแรงขึ้นก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ
การพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้เข้าใจสาเหตุของปัญหา ประเมินอาการได้อย่างเหมาะสม และวางแนวทางดูแลที่สอดคล้องกับเด็กแต่ละคน เพราะยิ่งได้รับการช่วยเหลือเร็ว โอกาสในการฟื้นฟูสุขภาพใจก็ยิ่งดีขึ้น โดยทาง iSTRONG มี บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ที่พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันดูแลสุขภาพใจของลูกอย่างเข้าใจ และช่วยให้ครอบครัวก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน 💙
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
บทความแนะนำ
อ้างอิง
Dyer, W. J., Kaufman, R., & Fagan, J. (2017).
Father–child closeness and conflict: Validating measures for nonresident fathers.
Journal of Family Psychology, 31(8), 1074–1080.
Lavner, J. A., Karney, B. R., & Bradbury, T. N. (2012).
Do cold feet warn of trouble ahead? Premarital uncertainty and four-year marital outcomes. Journal of Family Psychology, 26(6), 1012-1017.
The Gottman Institute. (2025).
Solving relationship communication problems: How couples overcome issues in relationships.
The Gottman Institute.
ธิรดา สุวัณณะศรี, ครรชิต แสนอุบล, อุทัยวรรณ สารพัฒนะ, และเพ็ญนภา กุลนภาดล. (2560).
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสุขในชีวิตสมรสในเขตกรุงเทพมหานคร.
วารสารเวอร์ริเดียน มหาวิทยาลัยศิลปากร (Veridian E-Journal, Silpakorn University), 10(2), 2662–2676.
สุมัทนา สินสวัสดิ์ และพนมพร พุ่มจันทร์. (2557).
ครอบครัว: การจัดการความขัดแย้งของคู่สมรสเพื่อการครองรักอย่างยั่งยืน.
วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 40(2), 184–195.
ประวัติผู้เขียน
จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้
