top of page

เด็กก็เป็นโรคซึมเศร้าได้ 4 เหตุผลที่พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด


iSTRONG เด็กก็เป็นโรคซึมเศร้าได้ 4 เหตุผลที่พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด

โรคซึมเศร้าในเด็ก เป็นภาวะทางอารมณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความคิด และพฤติกรรมของเด็ก ทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า หดหู่ และสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่เคยสนุกสนาน อาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว รวมถึงพัฒนาการทางสังคม ทั้งนี้โรคซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญในประเทศไทย โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตระหว่างปี พ.ศ. 2565 - 2567 พบว่า เด็กและวัยรุ่นไทย จำนวนมากถึง 51,789 ราย มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และจำนวน 87,718 ราย มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง และจากการศึกษาความชุกของโรคซึมเศร้าในเด็ก พบว่า ในเขตกรุงเทพมหานคร มีอัตราความชุกอยู่ที่ 3 - 5% ของประชากรเด็กทั้งหมด ทั้งนี้ข้อมูลจากงานวิจัยทางจิตวิทยา ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าในเด็กของประเทศไทยมีหลายประการ รวมถึงความเปราะบางของสถาบันครอบครัว โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าแนวโน้มการอยู่ร่วมกันของพ่อแม่และลูกในครัวเรือนไทยลดลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่นของไทยได้ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า การรักษาโรคซึมเศร้านั้นยาก ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งยากต่อการรักษา เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง มีการสังเกตบุตรหลานแต่เนิ่น ๆ ว่ามีอาการของโรคซึมเศร้าในเด็กหรือไม่ ก็จะช่วยให้พบอาการเจ็บป่วยทางใจได้เร็ว และจะเป็นผลดีต่อการรักษาเยียวยาต่อไป ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้กล่าวถึง 4 เหตุผลที่พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมลูกอย่างใกล้ชิด มาอธิบาย ดังนี้ค่ะ


  1. เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น

    การสังเกตพฤติกรรมลูก ทั้งการแสดงออกทางอารมณ์ ร่องรอยบาดแผล หรือพฤติกรรมที่ลูกแสดงออก ต่างสามารถช่วยระบุความผิดปกติที่เกิดแก่ลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงโรคซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นด้วย ซึ่งโรคซึมเศร้าในเด็กมักเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น อารมณ์เศร้า การถอนตัวจากสังคม หรือพฤติกรรมก้าวร้าว หากคุณพ่อ คุณแม่สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เร็ว จะช่วยให้เด็กได้รับการช่วยเหลือทางจิตวิทยาได้ทันท่วงที 


  2. เพื่อให้ครอบครัวเป็น Safe Zone ของลูกอย่างแท้จริง 

    การสังเกตพฤติกรรมลูก เป็นการดูแลเอาใจใส่ในรูปแบบหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกอึดอัด หรือเกิดความรู้สึกว่าเรากำลังคุกคามลูก ซึ่งการสังเกตพฤติกรรมลูกที่เหมาะสมจะช่วยสนับสนุนทางอารมณ์ให้ลูกมีความกล้าที่จะสื่อสารความรู้สึกของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเก็บกดอารมณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคซึมเศร้าในเด็ก


  3. จัดการปัจจัยเสี่ยงของโรคซึมเศร้าในเด็ก

    การสังเกตพฤติกรรมลูก สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าในเด็กได้ โดยการสังเกตว่าสิ่งใดที่กระตุ้นให้ลูกรู้สึกเครียด หรือมีความรู้สึกทางลบ หรือมีความเก็บกดทางอารมณ์ เช่น การลงโทษของพ่อ แม่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว เสียงดังของพ่อ แม่ หรือการกลั่นแกล้งในโรงเรียน ต่างก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าในเด็ก  ด้วยเหตุนี้ หากพ่อ แม่ตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้และเข้ามาช่วยเหลือลูก ลูกก็จะสามารถรับมือกับความเครียดได้ดียิ่งขึ้น


  4. เป็นการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่ลูก

    การสังเกตพฤติกรรมลูก สามารถช่วยให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่ลูกได้อย่างเหมาะสม เช่น การออกกำลังกาย การทำกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ร่วมกันนอกบ้าน การไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว การเล่นกับเพื่อน เป็นต้น โดยการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกให้แก่ลูกจะช่วยลดความเครียด และส่งเสริมความสัมพันธ์ของลูกกับคนรอบตัว ซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าในเด็กได้

เมื่อทราบถึงเหตุผลที่พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมลูกแล้ว ในการนี้เพื่อความสะดวกในการเฝ้าระวังโรคซึมเศร้าในเด็ก จึงขอนำเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าในเด็กมาฝากกันค่ะ โดยตามเกณฑ์การวินิจฉัยใน คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ฉบับที่ 5 (DSM-5) ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) อาการของโรคซึมเศร้าในเด็ก (Major Depressive Disorder) ต้องมีอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 5 อาการ โดยต้องมีอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ และอาการเหล่านี้ต้องปรากฏเกือบทุกวัน เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์

  • อารมณ์เศร้าหรือหงุดหงิด โดยในเด็กอาจแสดงออกด้วยความหงุดหงิดมากกว่าอารมณ์เศร้า

  • ความสนใจหรือความเพลิดเพลินลดลง ในกิจกรรมที่เคยสนใจ เช่น ไม่อยากเล่นเกมที่เคยเล่น ไม่อยากดูการ์ตูนที่เคยชอบ ไม่อยากอ่านหนังสือเล่มโปรด เป็นต้น

  • น้ำหนักลดลงหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือเบื่ออาหารหรือกินมากเกินไป

  • นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป (Insomnia หรือ Hypersomnia) หรือมีปัญหาในการนอน นอนยาก ฝันร้าย นอนละเมอ 

  • กระสับกระส่ายหรือเชื่องช้าลง (Psychomotor Agitation or Retardation) ดูกระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ หรือเหม่อลอย

  • รู้สึกเหนื่อยหรือไม่มีพลังงานตลอดเวลา

  • รู้สึกไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสม มักจะโทษตัวเองอยู่เสมอ ดูไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต

  • สมาธิลดลง หรือตัดสินใจลำบาก

  • มีความคิดเกี่ยวกับความตายหรือการฆ่าตัวตาย ซ้ำ ๆ รวมถึงมีแนวโน้มทำร้ายตนเอง


โดยอาการเหล่านี้ต้องส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น และไม่ควรเกิดจากผลของสารเสพติดหรือภาวะทางการแพทย์อื่น ๆ 

ทั้งนี้ การสังเกตพฤติกรรมลูก ไม่ใช่การจับผิดลูก แต่เป็นการเฝ้าระวังและให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของลูก หากเราพบความผิดปกติของลูก หรือลูกไม่มีความผิดปกติก็ตาม อย่างน้อยการสังเกตพฤติกรรมของลูกก็ช่วยให้เราสนับสนุนลูกในทุกด้านได้อย่างถูกจุด และยังช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดแก่ลูกได้อย่างทันท่วงที


หากคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง เช่น เศร้าผิดปกติ หงุดหงิดง่าย แยกตัวจากคนรอบข้าง ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ หรือเริ่มมีปัญหาในการเรียนและการใช้ชีวิต อย่ารอให้ทุกอย่างรุนแรงขึ้นก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ


การพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้เข้าใจสาเหตุของปัญหา ประเมินอาการได้อย่างเหมาะสม และวางแนวทางดูแลที่สอดคล้องกับเด็กแต่ละคน เพราะยิ่งได้รับการช่วยเหลือเร็ว โอกาสในการฟื้นฟูสุขภาพใจก็ยิ่งดีขึ้น โดยทาง iSTRONG มี บริการปรึกษาสุขภาพจิตโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา  ที่พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันดูแลสุขภาพใจของลูกอย่างเข้าใจ และช่วยให้ครอบครัวก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน 💙

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

  • โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความแนะนำ

อ้างอิง

Dyer, W. J., Kaufman, R., & Fagan, J. (2017).

Father–child closeness and conflict: Validating measures for nonresident fathers.

Journal of Family Psychology, 31(8), 1074–1080.


Lavner, J. A., Karney, B. R., & Bradbury, T. N. (2012).

Do cold feet warn of trouble ahead? Premarital uncertainty and four-year marital outcomes. Journal of Family Psychology, 26(6), 1012-1017.


The Gottman Institute. (2025).

Solving relationship communication problems: How couples overcome issues in relationships.

The Gottman Institute.


ธิรดา สุวัณณะศรี, ครรชิต แสนอุบล, อุทัยวรรณ สารพัฒนะ, และเพ็ญนภา กุลนภาดล. (2560).

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสุขในชีวิตสมรสในเขตกรุงเทพมหานคร.

วารสารเวอร์ริเดียน มหาวิทยาลัยศิลปากร (Veridian E-Journal, Silpakorn University), 10(2), 2662–2676.


สุมัทนา สินสวัสดิ์ และพนมพร พุ่มจันทร์. (2557).

ครอบครัว: การจัดการความขัดแย้งของคู่สมรสเพื่อการครองรักอย่างยั่งยืน.

วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 40(2), 184–195.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page