top of page

Employee Burnout Is a Business Risk เมื่อความเหนื่อยล้าของคนทำงานกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจ


iSTRONG Employee Burnout Is a Business Risk เมื่อความเหนื่อยล้าของคนทำงานกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจ

องค์กรส่วนใหญ่มักมองว่าคนทำงานเครียดเป็นเรื่องธรรมดา หมดไฟบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา หรือแม้กระทั่งเห็นคนระเบิดอารมณ์ใส่กันกลางที่ทำงาน ก็ยังมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่สิ่งเหล่านี้สร้าง ผลกระทบมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องทางการเงิน หรือผลผลิตในงาน แต่ยังรวมถึงการค่อย ๆ บ่อนทำลายวัฒนธรรมการทำงานที่ดีลงช้า ๆ


หลายครั้งเราไม่เคยสังเกตด้วยซ้ำว่ารอบตัวเรานั้น มีทีมที่เคยมีไฟเริ่มเงียบลง คนเก่งเริ่มไม่เสนอไอเดีย พนักงานที่เคยรับผิดชอบสูงเริ่มส่งงานช้า ประชุมมากขึ้นแต่ตัดสินใจได้น้อยลง มีพนักงานลาออกบ่อย ๆ


Burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักหรือทัศนคติของพนักงานเพียงด้านเดียว แต่เกิดจากการทำงานหนักต่อเนื่องหรือเจอปัญหาซ้ำ ๆ โดยขาดทรัพยากรสนับสนุน ขาดการฟื้นตัว ขาดความชัดเจน ขาดความยุติธรรม หรือรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่มีความหมาย เมื่อสิ่งเหล่านี้สะสม พนักงานจะไม่ได้แค่เหนื่อย แต่จะเริ่มถอยห่างทางใจจากงาน สูญเสียพลังภายใน และลดความสามารถในการทำงานลงอย่างชัดเจน


ในระดับบุคคล Burnout ทำให้เกิดความอ่อนล้าทางอารมณ์ ความคิดลบต่อองค์กร และความรู้สึกว่าตนเองไม่มีประสิทธิภาพ แต่ในระดับองค์กร สิ่งนี้แปลเป็นตัวเลขทางธุรกิจได้ทันที เช่น productivity ลดลง คุณภาพงานตก ความผิดพลาดเพิ่ม การบริการลูกค้าแย่ลง absenteeism สูงขึ้น presenteeism เพิ่มขึ้น และ turnover สูงขึ้น


พูดง่าย ๆ คือ พนักงานที่หมดไฟอาจยังพาตัวมาทำงาน แต่พวกเขาไม่ได้พาพลัง ความกระตือรือร้น สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นมาด้วยอีกแล้ว แม้องค์กรจะบอกว่า จ่ายค่าตอบแทนให้สูงแค่ไหน ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นได้อยู่ดี


Burnout คือปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่ความอ่อนแอส่วนบุคคล

หนึ่งในทฤษฎีที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีคือ Job Demands-Resources Model ซึ่งมองว่างานทุกงานมีสองด้าน คือ demands หรือภาระความต้องการของงาน เช่น deadline ที่กระชั้น งานเร่งด่วน ความคลุมเครือ ความขัดแย้ง ความกดดันจากลูกค้า และ resources หรือทรัพยากรสนับสนุน เช่น autonomy (การสามารถคิดและตัดสินใจในงานด้วยตัวเอง) การสนับสนุนจากหัวหน้า ความชัดเจนของบทบาท feedback ที่มีคุณภาพ เครื่องมือที่เพียงพอ และความปลอดภัยทางใจ


เมื่อภาระงาน (demands) สูงแต่ทรัพยากร (resources) ต่ำ ร่างกายและจิตใจของพนักงานจะถูกใช้งานเกินสมดุลอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาวะหมดไฟในที่สุด อีกแนวคิดหนึ่งที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญคือ Psychological Safety หรือความปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน


หากพนักงานไม่กล้าพูดว่า workload เกินกำลัง ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ไม่กล้าบอกว่าระบบงานมีปัญหา หรือไม่กล้ายอมรับว่าตนเองกำลังเครียด องค์กรจะสูญเสียข้อมูลสำคัญที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง


ดังนั้น การดูแล mental health ในองค์กรไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมผ่อนคลายปีละครั้ง หรือส่งข้อความให้กำลังใจในวันสำคัญ แต่คือการออกแบบระบบงาน วัฒนธรรมผู้นำ กระบวนการบริหารคน และกลยุทธ์การบริหารความเครียด ที่ลดความเสี่ยงต่อการหมดไฟอย่างจริงจัง


ทำไม Employee Burnout เป็น Business Risk

ประการแรก Burnout ทำให้ต้นทุนเรื่องคนสูงขึ้น

การลาออกของพนักงานหนึ่งคนไม่ได้มีแค่ค่าใช้จ่ายในการสรรหา แต่รวมถึงเวลาของหัวหน้าในการสัมภาษณ์ เวลาในการฝึกคนใหม่ ความรู้ที่ออกไปพร้อมพนักงาน ความต่อเนื่องของงานที่สะดุด และขวัญกำลังใจของทีมที่เหลืออยู่


ประการที่สอง Burnout ลดคุณภาพการตัดสินใจ

พนักงานที่เครียดเรื้อรังจะเอาสมาธิที่ไหนมาทำงานได้ดีเหมือนเคย เพราะลำพังอาการปวดหัวไมเกรน โรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง หรือโรคภูมิแพ้ก็ดึงสมาธิไปหมดแล้ว แถมยังมองปัญหาแคบลง หลีกเลี่ยงความเสี่ยง หรือในบางกรณีตัดสินใจเร็วเกินไปเพื่อให้ปัญหาจบ ๆ ไป สิ่งนี้อันตรายมากในธุรกิจที่ต้องอาศัยความแม่นยำ ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน


ประการที่สาม Burnout ทำลายวัฒนธรรมองค์กรแบบเงียบ ๆ

เมื่อคนเริ่มรู้สึกว่าองค์กรใช้คนจนหมดแล้วค่อยหาคนใหม่ ความไว้วางใจจะลดลง ความร่วมมือจะอ่อนแอ ความรักองค์กรจะลดลง และคนเก่งจะเริ่มตั้งคำถามว่าควรอยู่หรือไป


ประการที่สี่ Burnout กระทบประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง

พนักงานที่หมดไฟมักมาพร้อมกับความคิดที่เป็นลบมากขึ้นต่องาน อาจไม่เหลือใจและพลังพอจะรับฟังลูกค้าอย่างเข้าใจ เริ่มเกิดความไม่แยแสต่อปัญหา หรือไม่แคร์ที่จะรักษามาตรฐานบริการอีกแล้ว ซึ่งคุณคงจะจินตนาการออกว่า หากปล่อยให้พนักงานหมดไฟหมดใจออกไปสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า จะเป็นอย่างไร


องค์กรจะป้องกัน Burnout ในคนทำงานอย่างไร


  1. วัดความเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤต

    อย่ารอให้พนักงานลาออกหรือป่วยแล้วค่อยเริ่มสำรวจ องค์กรควรมี pulse survey สั้น ๆ เพื่อวัด workload, stress level, psychological safety, manager support หรือแม้กระทั่งแนวโน้มปัญหาทางใจ เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่เกินพอดี อย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นจุดเสี่ยงก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่


  2. ฝึกหัวหน้าให้เป็นคนแรก ๆ ของการดูแล mental health

    หัวหน้าไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยา แต่ควรรู้วิธีสังเกตสัญญาณหมดไฟ รับฟังโดยไม่ตัดสิน ตั้งคำถามที่ช่วยให้พนักงานเปิดใจ และรู้ว่าควรส่งต่อความช่วยเหลือเมื่อไหร่ เพราะในชีวิตการทำงาน หัวหน้าคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนอยากอยู่หรืออยากออก


  3. จัดการ workload อย่างเป็นระบบ

    การบอกให้พนักงานพักผ่อนมากขึ้นจะไม่มีประโยชน์เลย หากปริมาณงานยังถาโถมเกินกำลังตลอดเวลา หัวหน้างานต้องเข้ามาช่วยดูว่า งานอะไรควรหยุด งานอะไรควรลด งานอะไรควร automate และ deadline ใดไม่สมเหตุสมผล


  4. สร้างวัฒนธรรมที่การพักไม่ใช่ความผิด

    องค์กรที่ยกย่องคนทำงานดึก ตอบแชตตลอดเวลา และไม่เคยลาพัก จะค่อย ๆ สร้างมาตรฐานที่ทำลายสุขภาพจิตของพนักงาน ผู้นำต้องทำให้การพัก การลางาน และการฟื้นตัวเป็นส่วนหนึ่งของ performance ที่ยั่งยืน และเน้นย้ำการพักผ่อนที่มีคุณภาพด้วย


  5. วางระบบสนับสนุนด้าน mental health

    เช่น ให้สวัสดิการให้คำปรึกษาผ่าน Employee Assistance Program, counseling service, workshop ด้านการจัดการอารมณ์และความเครียด, resilience, emotional regulation และ manager coaching แต่สิ่งสำคัญคือสวัสดิการเหล่านี้ต้องเข้าถึงง่าย เป็นความลับ และไม่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าคนที่ขอความช่วยเหลือคือคนตัวปัญหา ถูกเพ่งเล็ง หรือจะกระทบกับการประเมินผลงาน


  6. เชื่อมโยง mental health เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ

    อย่าทำให้สุขภาพจิตเป็นแค่โครงการของ HR แต่ควรเป็นวาระของผู้บริหาร เพราะสุขภาพใจของคนทำงานเชื่อมโยงกับ productivity (ผลการทำงาน), innovation (นวัตกรรมหรือแนวคิดใหม่ ๆ), retention (การอยากอยู่ทำงานกับองค์กรต่อ), customer experience (ประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าที่มาจากพนักงานสุขภาพใจดี) และ employer brand (การเป็นองค์กรที่คนอยากทำงาน) โดยตรง


องค์กรที่ดูแลใจคน คือองค์กรที่ป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ

ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็ว การแข่งขันสูง สเกลเร็ว องค์กรอาจให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี กลยุทธ์ ต้นทุน และยอดขาย แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนเบื้องหลังยังคงเป็นมนุษย์ หากคนในองค์กรเหนื่อยล้า หมดพลัง และหมดใจ ต่อให้กลยุทธ์ดีแค่ไหน องค์กรก็จะสูญเสียศักยภาพจากภายใน


Employee Burnout จึงไม่ใช่ประเด็นที่มีไว้พูดใน Health Day เท่านั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนทางธุรกิจที่ผู้บริหารต้องวางแผนอย่างจริงจัง การลงทุนด้าน mental health ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ทำเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือการลงทุนเพื่อรักษาคนเก่ง ลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างองค์กรที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน


องค์กรที่ชนะในระยะยาว ไม่ใช่องค์กรที่รีดผลงานจากคนได้โหดที่สุด แต่คือองค์กรที่ทำให้คนมีพลังดี ๆ มากพอจะสร้างผลงานที่ดีที่สุดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางการจัดการเรื่องสุขภาพใจในองค์กรนี้ ท่านสามารถพูดคุยกับทีมงานของ iSTRONG เพื่อวาง Roadmap การดูแลสุขภาพใจของพนักงาน พร้อมการวัดผล หรือหารือเกี่ยวกับกิจกรรมการดูแลสุขภาพใจของพนักงาน ได้ที่นี่ บริการดูแลสุขภาพใจพนักงานในองค์กร

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร


ติดต่อ

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong



iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page