5 สัญญาณที่บอกว่า “แม้ความรักจะหมดไฟ แต่ความสัมพันธ์ยังซ่อมได้” ถ้าเปิดใจคุยกัน
- Chanthama Changsalak
- May 28
- 2 min read

“เรายังรักกันอยู่ไหม?”
คำถามง่าย ๆ ที่แสนปวดใจในคู่รัก เพราะเมื่อคู่รักเดินทางมาถึงจุดที่เกิดคำถามว่า “เรายังรักกันอยู่หรือไม่?” นั่นเป็นสัญญาณบอกว่าคู่รักกำลังเกิดความลังเลในความรัก ต้องมีการซ่อมแซมความสัมพันธ์โดยเร่งด่วนก่อนที่จะสายเกินไปค่ะ
จากการศึกษางานวิจัยทางจิตวิทยาคู่รักทั้งในและต่างประเทศ พบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คู่รักเกิดความร้าวฉานในความสัมพันธ์ มีสาเหตุมาจาก “ภาวะหมดไฟในคู่รัก” (Relationship Burnout) โดยเฉพาะในคู่รักที่เป็นพ่อแม่มือใหม่ มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟในคู่รักมากที่สุด ถึง 77.65%
ภาวะหมดไฟในคู่รักเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อความรัก ความใกล้ชิด หรือแรงจูงใจในการดูแลความสัมพันธ์ของคู่รักเริ่มลดลงจากเดิม แต่ภาวะหมดไฟในคู่รัก ก็ยังเป็นความสัมพันธ์ที่สามารถซ่อมแซมความสัมพันธ์ได้ ยังไปไม่ถึงขั้น “การเลิกรัก” โดยทั่วไป ภาวะหมดไฟในคู่รักมักแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากคุยกัน หรือหลีกเลี่ยงการใช้เวลาร่วมกัน เย็นชา เฉยเมยต่อกัน
ไม่แสดงความรักต่อกันเหมือนตอนที่ความรักยังร้อนแรง มีความรู้สึก “เบื่อ” ต่อคนรัก ความรู้สึก “เหนื่อย” ที่ต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์ จนนำไปสู่ความสับสน ลังเล ว่า “เรายังรักกันอยู่ไหม?”
ภาวะหมดไฟในคู่รัก นอกจากจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความสัมพันธ์ของคู่รักเองแล้ว ยังส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของคนรักแต่ละคนด้วย เนื่องจากภาวะหมดไฟในคู่รักส่งผลให้คู่รักเกิดความเครียด จนอาจทำให้นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท เบื่ออาหาร มีการรับประทานอาหารผิดปกติ เหนื่อยง่าย หมดแรง หมดใจ หมดไฟในความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะหมดไฟในคู่รักจะทำให้คู่รักเกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ แต่ยังไม่ถึงการเลิกราในความสัมพันธ์ ยังสามารถซ่อมแซมความสัมพันธ์ได้อยู่ เพียงแต่ต้องสังเกต 5 สัญญาณที่บอกว่า “แม้ความรักจะหมดไฟ แต่ความสัมพันธ์ยังซ่อมได้” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาในความสัมพันธ์ ดังนี้ค่ะ
ยังสนใจว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร?
เมื่อเรารู้สึกว่า “ความรักหมดไฟ” ไม่ตื่นเต้นในความรักแล้ว แต่ยังคงสนใจว่า “เขาเจ็บปวดหรือเปล่า?” “เขาเสียใจหรือเปล่า?” ในทางจิตวิทยาคู่รักนี่เป็นสัญญาณที่บอกว่า ความสัมพันธ์นี้ “ยังซ่อมได้” นั่นเพราะการใส่ใจคือร่องรอยของความผูกพัน (Emotional Bond) หากเราไม่รักกันแล้ว เราจะไม่สนใจเลยว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร ต่างคนต่างอยู่ หน้ายังไม่อยากมอง แต่ถ้ายังอยากรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกยังไง แปลว่ายังมีสายใยทางอารมณ์อยู่ ซึ่งสายใยทางอารมณ์นี่เองที่เป็นต้นทุนสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ทั้งนี้จากงานวิจัยทางจิตวิทยาคู่รักของ Gottman และ Silver พบว่า คู่รักที่อยู่ในภาวะหมดไฟในคู่รัก ที่มีสายใยทางอารมณ์ สามารถซ่อมแซมความสัมพันธ์ได้มากถึง 80% เลยทีเดียว
มีความรู้สึกผิดเมื่อทะเลาะกัน
การที่คนรักทะเลาะกันแล้วเกิดความรู้สึกผิด (Guilt) สะท้อนให้เห็นว่า คู่รักมีความตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำของตนเองต่ออีกฝ่าย จากงานวิจัยทางจิตวิทยาคู่รักของ Fincham พบว่า ในคู่รักที่มีความขัดแย้ง หากฝ่ายหนึ่งรู้สึกผิดและมีแนวโน้มขอโทษ จะช่วยลดการป้องกันตัว (Defensiveness) และเพิ่มระดับการให้อภัย ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นในระยะยาว ดังนั้นแล้ว แม้ว่าจะมีภาวะหมดไฟในคู่รัก แต่หากยังมีความรู้สึกผิดหลังการทะเลาะ แสดงว่าคู่รักยังมีความผูกพันเชิงอารมณ์ และยังมี “พลังใจในการซ่อมแซมความสัมพันธ์” อยู่ค่ะ
ยังสามารถรับฟังความคิดเห็นของคู่รักได้ แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม
ถึงแม้จะทะเลาะกัน แต่ถ้าคู่รักยังสามารถรับฟังความคิดเห็นของกันและกันได้ แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม เป็นหนึ่งในสัญญาณทางจิตวิทยาคู่รักที่สำคัญว่าความสัมพันธ์นั้นยังมี “ศักยภาพในการซ่อมแซม” (Relationship repair potential) แม้ความรู้สึกโรแมนติกหรือความตื่นเต้นในความรักจะลดลงก็ตาม เพราะคู่รักที่แม้จะอยู่ในภาวะหมดไฟในคู่รัก แต่ก็ยังสามารถรับฟังกันได้ ยังมีความเคารพ (Respect) และความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อกันและกันอยู่ ซึ่งงานวิจัยทางจิตวิทยาคู่รักของ Gottman พบว่า “การรับฟังอย่างตั้งใจ” (Active listening) และ “การยอมรับมุมมองของอีกฝ่าย” เป็นหนึ่งในเทคนิคทางจิตวิทยาที่ช่วยให้คู่รักผ่านช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งไปได้
อยากซ่อมแซมความสัมพันธ์
แม้ “ไฟรัก” จะมอดลง แต่หากยังอยากซ่อมแซมความสัมพันธ์ หมายถึงยังมี emotional investment หรือ “การให้คุณค่าทางใจ” ต่ออีกฝ่าย ในทางจิตวิทยาคู่รัก ถือว่าเป็นกระบวนการเริ่มต้นของ “การให้อภัย” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดความตึงเครียด และเพิ่มโอกาสในการกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีอีกครั้ง โดยงานวิจัยทางจิตวิทยาคู่รัก พบว่า การที่คู่รักยังอยากรักษาความสัมพันธ์ไว้ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการซ่อมแซมความสัมพันธ์ ที่เกิดจากการ “ลงทุนทางอารมณ์” (Emotional investment) และ “การเห็นคุณค่าของสิ่งที่สร้างมาร่วมกัน”
ยังอยากเป็นคนรักกันต่อไป
ภาวะหมดไฟในคู่รัก เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามวงจรธรรมชาติของความสัมพันธ์ระยะยาว แต่ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของความรักเสมอไป การแสดงออกของคู่รักว่า “ยังอยากเป็นคนรักกันต่อไป” แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการคงความสัมพันธ์ แม้ความหลงใหล (Passion) และความสนิทสนม (Intimacy) จะลดลง โดยงานวิจัยทางจิตวิทยาคู่รัก พบว่า ความเต็มใจในการแก้ปัญหาและการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เป็นสัญญาณที่ชี้ว่าความสัมพันธ์ยังมีศักยภาพในการซ่อมแซมและพัฒนาได้
ดังนั้นแล้วหากคู่รักที่กำลังรู้สึกเบื่อหน่ายต่อกัน หมดไฟในความรักที่มีต่อกัน แต่ก็ยังมีความปรารถนาที่จะซ่อมแซมความสัมพันธ์ให้คืนกลับมา ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาคู่รัก ก็ได้แนะนำเทคนิคทางจิตวิทยาในการซ่อมแซมความสัมพันธ์ ดังนี้ค่ะ
ใช้ “I-message”
I-message เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่ช่วยซ่อมแซมความสัมพันธ์ในคู่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก I-message ช่วยทำให้การสื่อสารมีความอ่อนโยน ชัดเจน และไม่กล่าวโทษอีกฝ่าย เช่น “ฉันรู้สึกเสียใจเมื่อคุณไม่ตอบข้อความ” แทน “คุณไม่เคยสนใจฉันเลย” ผู้ฟังจะรู้สึกปลอดภัยและเปิดใจรับฟังมากขึ้น เพราะไม่รู้สึกถูกกล่าวโทษ ส่วนผู้พูดก็ได้แสดงความรู้สึกอย่างรับผิดชอบ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น และความสัมพันธ์ค่อย ๆ ฟื้นคืนความอบอุ่นอีกครั้ง
ใช้เทคนิค Reflective Listening
เทคนิค Reflective Listening หรือ “การฟังสะท้อนความรู้สึก” เป็นเทคนิคสำคัญทางจิตวิทยาคู่รัก ที่ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า “ตนได้รับการเข้าใจอย่างแท้จริง” ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการ ซ่อมแซมและเยียวยาความสัมพันธ์ที่เกิดความห่างเหิน ความเข้าใจผิด หรือความขัดแย้ง โดยการฟังสะท้อนความรู้สึกช่วยให้ผู้พูดรู้สึกว่าความรู้สึกของตนได้รับการยอมรับและเข้าใจ โดยผู้ฟังจะทวนหรือสะท้อนสิ่งที่ได้ยิน เช่น “คุณรู้สึกเสียใจเพราะรู้สึกไม่ได้รับความสำคัญใช่ไหม” ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มความไว้วางใจ ดังนั้นแล้วเมื่อคู่สนทนาไม่ถูกขัดหรือถูกตัดสิน เขาจะกล้าเปิดใจมากขึ้น นำไปสู่การสื่อสารที่จริงใจและสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน
การที่คนเราจะรักกันจนตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ สร้างครอบครัวร่วมกัน ต้องผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านทุกข์ ผ่านสุข ผ่านระยะเวลามาร่วมกัน แต่เมื่อวันหนึ่งที่ระยะเวลาทำให้ความรักที่มีจืดจางห่างเหินลงไป ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่ความรักที่ร่วมบ่มเพาะกันมาจะจบสิ้นลง
เพราะบางครั้ง “ความรักไม่ได้หายไป” แต่ความเหนื่อย ความห่างเหิน และความไม่เข้าใจกัน ค่อย ๆ เข้ามาบดบังความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกัน และในหลายความสัมพันธ์ คู่รักจำนวนมากไม่ได้ต้องการ “เลิกกัน” แต่กำลังไม่รู้ว่าจะกลับมาเข้าใจกันยังไง หลังจากผ่านความผิดหวัง ความเงียบ หรือความเหนื่อยสะสมมานาน
หากคุณและคนรักกำลังอยู่ในช่วงที่ความสัมพันธ์เริ่มหมดไฟ ห่างเหิน หรือสื่อสารกันยากขึ้น iSTRONG มีบริการดูแลสุขภาพใจคู่รักและความสัมพันธ์ (Couples & Relationship Counseling) โดยนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้กลับมารับฟัง เข้าใจกัน และซ่อมแซมความสัมพันธ์อย่างปลอดภัยอีกครั้ง
เพราะบางความสัมพันธ์ ถ้ายังมี “ความพยายาม” และ “ความใส่ใจ” หลงเหลืออยู่ ความรักนั้นอาจยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง 💜
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
บทความแนะนำ
อ้างอิง
Acevedo, B. P., Aron, A., Fisher, H. E., & Brown, L. L. (2012).
Neural correlates of long-term intense romantic love.
Social Cognitive and Affective Neuroscience, 7(2), 145–159.
Fincham, F. D. (2000).
The kiss of the porcupines: From attributing responsibility to forgiving.
Personal Relationships, 7(1), 1–23.
Gottman, J. M., & Silver, N. (2015).
The seven principles for making marriage work: A practical guide from the country's foremost relationship expert.
Harmony Books.
Tangney, J. P., Stuewig, J., & Mashek, D. J. (2007).
Moral emotions and moral behavior.
Annual Review of Psychology, 58(1), 345–372.
กมลชนก เขตต์วัง บังอร ศุภวิทิตพัฒนา และนงลักษณ์ เฉลิมสุข. (2019).
สัมพันธภาพระหว่างคู่สมรส ความเหนื่อยล้า และความเครียดในการเลี้ยงดูบุตรในผู้เป็นบิดาครั้งแรก [Marital relationship, fatigue, and parenting stress among first-time fathers].
Journal of Nursing and Therapeutic Care, 37(3), 79–88.
ประวัติผู้เขียน
จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้
