top of page

7 สัญญาณเตือนที่บอกว่า สภาพจิตใจลูกทีมกำลังไม่ไหว แต่หัวหน้ามักมองข้าม


iSTRONG 7 สัญญาณเตือนที่บอกว่า สภาพจิตใจลูกทีมกำลังไม่ไหว แต่หัวหน้ามักมองข้าม

พนักงานที่กำลังเครียดหนักหรือภายในกำลังจะแตกสลาย ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือเสมอไป และในโลกการทำงานจริง หลายครั้งคนที่ดูเหมือนยังไหวที่สุด อาจเป็นคนที่กำลังฝืนที่สุดเช่นกัน


หัวหน้าจำนวนมากไม่ได้เพิกเฉยเพราะไม่ใส่ใจ แต่เพราะไม่แน่ใจว่าอะไรคือสัญญาณที่ควรสังเกต อะไรเป็นเพียงช่วงเหนื่อยล้าชั่วคราว และอะไรคือจุดที่ควรเริ่มพูดคุยหรือยื่นมือเข้าไปช่วยอย่างเหมาะสม ผลลัพธ์คือองค์กรจำนวนไม่น้อยปล่อยให้ปัญหาสุขภาพใจค่อยๆ สะสมเงียบๆ จนกระทบทั้งคน ผลงาน ทีมเวิร์ก และวัฒนธรรมการทำงานโดยรวม


ประเด็นสำคัญคือ ภาวะไม่ไหวทางใจไม่ได้แสดงออกมาในรูปของคำพูดตรงๆ เสมอไป ไม่มีใครติดป้ายบอกว่าตอนนี้ฉันกำลังหมดแรงทางใจ หลายคนยังมาประชุม ยังส่งงาน ยังยิ้ม ยังตอบแชต แต่ภายในกำลังใช้พลังงานทั้งหมดที่มีไปกับการประคองตัวเองให้อยู่รอดในแต่ละวัน


สำหรับ HR และผู้บริหาร การสังเกตสัญญาณตั้งแต่ระยะต้นจึงไม่ใช่เรื่องของความอ่อนไหวเกินเหตุ แต่คือทักษะสำคัญของผู้นำยุคใหม่ เพราะยิ่งเห็นเร็ว ยิ่งช่วยได้เร็ว ยิ่งลดโอกาสที่เรื่องเล็กจะลุกลามเป็นภาวะที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน ทั้งต่อพนักงานและต่อธุรกิจ


บทความนี้จะพาคุณดู 7 สัญญาณเตือนที่พบบ่อย ว่าลูกทีมอาจกำลังไม่ไหวทางใจ แต่หัวหน้ามักมองข้าม พร้อม checklist ที่ HR และผู้บริหารสามารถนำไปใช้สังเกตได้จริง โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยใคร แต่เพื่อช่วยให้ผู้นำมองเห็นอย่างไม่ตีความเกินจริง และตอบสนองได้อย่างเหมาะสมในแต่ละระดับของความเสี่ยง


ทำไมหัวหน้าจำนวนมากจึงมองไม่เห็นสัญญาณ

ก่อนเข้าสู่ 7 สัญญาณ เราต้องเข้าใจธรรมชาติของปัญหานี้ก่อนว่า เหตุใดคนเป็นหัวหน้าจึงพลาดได้ง่าย


  • เหตุผลแรก คือ เรามักคุ้นกับการประเมินคนจากผลงานมากกว่าสภาวะภายใน หากคนคนหนึ่งยังมาส่งงาน ยังเข้าประชุม ยังตอบสนองต่อหน้าที่ หัวหน้ามักสรุปโดยอัตโนมัติว่ายังโอเค แต่ในความจริง บางคนใช้แรงใจจำนวนมหาศาลเพื่อคงภาพว่าโอเคเอาไว้

  • เหตุผลที่สอง คือ อาการทางใจมักซ้อนทับกับพฤติกรรมการทำงานทั่วไป เช่น มาสายอาจถูกตีความว่าไม่มีวินัย เงียบลงอาจถูกมองว่าไม่ engage งานประสิทธิภาพลดอาจถูกสรุปว่าไม่ทุ่มเท ทั้งที่เบื้องหลังอาจเป็นความเครียดสะสม ภาวะหมดไฟ วิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพใจอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกพูดถึง

  • เหตุผลที่สาม คือ หัวหน้าหลายคนกลัวการก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัว หรือคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ จึงเลือกไม่ถามเลย ทั้งที่การถามอย่างเหมาะสมไม่ใช่การละเมิด แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของ psychological safety หรือความปลอดภัยทางใจในที่ทำงาน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของทีมที่ดี


ดังนั้น หลักคิดสำคัญคือ ผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นนักบำบัด แต่ควรมี Mental Health Literacy หรือความเข้าใจพื้นฐานด้านสุขภาพใจมากพอที่จะสังเกต พูดคุย และส่งต่อได้ถูกจังหวะ


7 สัญญาณเตือนที่หัวหน้ามักมองข้าม

1) พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากปกติเดิม

สัญญาณแรกที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่พฤติกรรมแปลกในตัวมันเอง แต่คือการเปลี่ยนไปจาก baseline หรือรูปแบบปกติของคนนั้น เช่น

  • คนที่เคยกระตือรือร้นอาจกลายเป็นคนเฉยชา

  • คนที่เคยคุยเก่งอาจเงียบลง

  • คนที่เคยละเอียดอาจเริ่มหลุดบ่อย

  • คนที่เคยใจเย็นอาจตอบสนองแรงขึ้นโดยไม่มีเหตุชัดเจน


การสังเกตแบบนี้มีพลังมาก เพราะช่วยให้หัวหน้าไม่ใช้มาตรฐานเดียวตัดสินทุกคน บางคนเป็นคนเงียบอยู่แล้ว บางคนพูดน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหา สิ่งที่ควรจับตาคือ ความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องและต่างจากตัวเขาเอง


สิ่งที่ HR และผู้บริหารควรถามตัวเองคือ 

  • ช่วง 2–4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนคนนี้เปลี่ยนจากเดิมหรือไม่

  • การเปลี่ยนแปลงนั้นกระทบงาน ความสัมพันธ์ หรือพลังในการทำงานหรือไม่

  • มันเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว หรือเริ่มกลายเป็น pattern


เมื่อผู้นำมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมได้เร็ว จะช่วยให้เริ่มบทสนทนาได้ก่อนที่ปัญหาจะหนักขึ้น


2) ผลงานตกลงแบบผิดปกติ ทั้งที่ศักยภาพเดิมไม่ได้เป็นแบบนั้น

ทุกคนมีช่วงขึ้นลงของ performance แต่สิ่งที่น่ากังวลคือผลงานที่ตกลงอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของคนนั้น โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นต่อเนื่องและไม่มีเหตุผลทางเทคนิคที่อธิบายได้ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น

  • งานที่เคยรอบคอบเริ่มผิดพลาดซ้ำๆ

  • ตัดสินใจช้าลงมาก

  • ต้องให้ตามงานบ่อยทั้งที่ปกติไม่เคย

  • จัดลำดับความสำคัญไม่ได้

  • ตอบโจทย์งานไม่ตรงเหมือนเดิม


ในมุมจิตวิทยาการทำงาน เมื่อคนอยู่ในภาวะเครียดเรื้อรัง สมองจะใช้พลังไปกับการจัดการอารมณ์ ความกังวล และการเอาตัวรอดภายใน ทำให้ทรัพยากรด้านสมาธิ ความจำระยะสั้น การคิดเชิงวิเคราะห์ และการควบคุมตนเองลดลงตามไปด้วย ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นผลงานที่ตก ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะระบบภายในกำลังล้า


สิ่งที่หัวหน้าควรระวังคือ อย่ารีบแปลความว่าไม่รับผิดชอบหรือไม่มืออาชีพ เพราะการตีตราเร็วเกินไปจะยิ่งทำให้พนักงานปิดตัวเองมากขึ้น และไม่กล้าขอความช่วยเหลือในอนาคต


3) ขาดงาน ลาป่วย หรือมาสายบ่อยขึ้นกว่าปกติ

นี่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ถูกตีความผิดบ่อยที่สุด หลายองค์กรเห็นการลาป่วยหรือมาสายเป็นประเด็นวินัยก่อนเสมอ ทั้งที่บางครั้งมันคือสัญญาณเตือนด้านสุขภาพใจ


เมื่อคนกำลังเครียดหนัก นอนหลับยาก เหนื่อยล้าสะสม หรือมีภาวะวิตกกังวล เขาอาจเริ่มตื่นยาก หมดแรงจะมาออฟฟิศ หรือรู้สึกว่าการต้องเข้าสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นภาระทางใจอย่างมาก พฤติกรรมอย่างการลางานถี่ขึ้น อ้างอิงอาการทางกายบ่อยขึ้น หรือมาสายซ้ำๆ จึงอาจสะท้อนบางอย่างมากกว่าที่เห็น


จุดสำคัญคืออย่าดูแค่ครั้งเดียว แต่ให้ดูแนวโน้ม หากก่อนหน้านี้คนคนนี้มีวินัยดีมาตลอด แล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง นั่นคือข้อมูลที่ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง


แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกการมาสายจะเกี่ยวกับสุขภาพใจ แต่การตั้งต้นด้วยความเข้าใจจะช่วยให้ผู้นำไม่หลุดไปสู่การตำหนิทันที และเปิดพื้นที่ให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น


4) Withdrawal หรือเงียบผิดปกติ แยกตัวจากทีมมากขึ้น

คนที่กำลังไม่ไหวทางใจไม่ได้แสดงออกด้วยการร้องไห้ต่อหน้าทีมเสมอไป หลายคนเลือกตอบสนองในหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • พวกเขาอาจยังทำงาน แต่ไม่ค่อยร่วมวงสนทนา

  • ปิดกล้องมากขึ้นโดยไม่มีคำอธิบาย

  • ไม่เสนอความคิดเห็นเหมือนเดิม

  • ไม่เข้าร่วมกิจกรรมที่เคย participate

  • ตอบสั้นลง หายไปจาก social dynamics ของทีม

  • ดูเหมือนใช้พลังหรือความพยายามให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น


Withdrawal เป็นกลไกธรรมดาของมนุษย์เมื่อพลังใจลดลง เพราะการมีปฏิสัมพันธ์ต้องใช้พลังงานทางอารมณ์จำนวนมาก สำหรับคนที่กำลังอ่อนล้า แม้แต่การ small talk การ brainstorm หรือการตอบสนองในประชุมก็อาจรู้สึกหนักเกินไป


สิ่งที่ต้องระวังคือ หัวหน้าบางคนตีความว่าคนแบบนี้ไม่มีใจให้ทีม ไม่ committed หรือทัศนคติไม่ดี แต่ในหลายกรณี เขาอาจไม่ได้ไม่อยากมีส่วนร่วม เขาแค่ไม่เหลือพลังพอจะทำแบบเดิม


ผู้นำที่ดีจึงควรมอง withdrawal เป็นข้อมูล ไม่ใช่คำตัดสิน


5) ฉุนเฉียวง่ายขึ้น อดทนน้อยลง หรือสมาธิลดลงอย่างชัดเจน

อีกสัญญาณหนึ่งที่พบได้มากแต่ไม่ค่อยถูกโยงกับสุขภาพใจ คืออารมณ์ที่เปลี่ยนไปและสมาธิที่ลดลง เช่น

  • คนที่เคยรับมือกับความกดดันได้ดี อาจเริ่มหงุดหงิดกับเรื่องเล็ก

  • ตอบกลับแรงขึ้น

  • มี emotional reactivity สูงขึ้น

  • ลืมสิ่งที่เพิ่งคุยกัน

  • หลุดโฟกัสง่าย

  • ต้องถามซ้ำ

  • ทำหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้เหมือนเดิม


นี่ไม่ใช่เรื่องของนิสัยเสียเสมอไป แต่บ่อยครั้งเป็นผลจากภาวะ overload ของระบบประสาทและสมอง เมื่อความเครียดสะสมสูง สมองจะอยู่ในสภาวะพร้อมรับภัยมากกว่าพร้อมคิดเชิงซับซ้อน ทำให้ความอดทนลดลงและการจดจ่อแย่ลง


ในฐานะหัวหน้า สิ่งสำคัญคือแยกให้ออกระหว่างปัญหาพฤติกรรมที่ต้อง feedback กับสัญญาณที่บอกว่าคนคนนั้นอาจต้องการการสนับสนุน เพราะถ้าใช้มาตรการควบคุมอย่างเดียวกับคนที่กำลังล้า อาจยิ่งกระตุ้นให้เขาถอยห่างและย่ำแย่กว่าเดิม


6) Perfectionism หรือ overwork มากผิดปกติ

หลายองค์กรยังชมคนทำงานหนักเกินไปว่าเป็นดาวเด่น ทั้งที่ในความจริง พฤติกรรมแบบ perfectionism และ overwork บางครั้งไม่ใช่สัญญาณของความพร้อม แต่คือสัญญาณของความไม่ปลอดภัยภายใน

  • คนที่กำลังไม่ไหวบางคนไม่ได้ช้าลง แต่กลับเร่งตัวเองหนักกว่าเดิม

  • ทำงานดึกตลอด

  • ไม่ยอมพัก

  • เช็กงานซ้ำจนเกินจำเป็น

  • ไม่กล้าปล่อยงาน

  • กังวลความผิดพลาดมากผิดปกติ

  • รับทุกอย่างไว้เอง

  • รู้สึกผิดทุกครั้งที่พัก


พฤติกรรมเหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็น dedication แต่ในเชิงจิตวิทยา มันอาจเป็นกลไกชดเชยจากความกลัวว่าจะไม่ดีพอ กลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง หรือพยายามควบคุมโลกภายนอกในช่วงที่โลกภายในเริ่มสั่นคลอน


หัวหน้าจึงไม่ควรประเมินสุขภาพใจจากปริมาณชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว คนที่ดู productive มาก อาจกำลังอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างผลงานดี กับภาวะหมดไฟที่กำลังจะตามมา


คำถามสำคัญคือ เขากำลังทำมากเพราะมีพลัง หรือทำมากเพราะไม่กล้าหยุด


7) สัญญาณทางกาย เช่น อ่อนล้า นอนไม่พอ ปวดหัว ป่วยง่าย

สุขภาพใจและสุขภาพกายไม่เคยแยกจากกันจริง คนที่เครียดสะสมหรือกำลังเผชิญภาวะทางอารมณ์มักมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น

  • ดูอ่อนเพลียชัดเจน

  • บ่นว่านอนไม่พอ

  • ปวดหัวบ่อย

  • ปวดท้องหรือไม่สบายตัวบ่อย

  • พลังงานตก

  • ป่วยง่าย

  • น้ำหนักเปลี่ยน

  • มีลักษณะเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นประจำ


หลายองค์กรยังมองอาการเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่หากเกิดร่วมกับสัญญาณด้านพฤติกรรมและผลงานที่เปลี่ยนไป ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจสะท้อนว่าระบบกายใจของพนักงานกำลังรับภาระมากเกินไปแล้ว


การสังเกตสัญญาณทางกายไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าจะต้องไปวิเคราะห์โรค แต่ควรตระหนักว่าเมื่อสุขภาพกายเริ่มส่งเสียง นั่นอาจเป็นปลายทางของความเครียดที่สะสมมาระยะหนึ่งแล้ว


Checklist สำหรับ HR และผู้บริหาร 

ใช้สังเกตอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ใช้อารมณ์ตัดสิน เพื่อให้บทความนี้นำไปใช้ได้จริง ต่อไปนี้คือ checklist เบื้องต้นที่ช่วยประเมินว่า ลูกทีมคนหนึ่งอาจกำลังอยู่ในจุดที่ควรได้รับความสนใจมากขึ้นหรือไม่


A) เช็กความเปลี่ยนแปลงจากปกติเดิม

  • เขาเปลี่ยนไปจาก baseline เดิมชัดเจนหรือไม่

  • การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์หรือไม่

  • มีมากกว่า 1 สัญญาณเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่


B) เช็กผลกระทบต่อการทำงาน

  • คุณภาพงานตกลงผิดปกติหรือไม่

  • ความเร็วในการคิด ตัดสินใจ หรือประสานงานเปลี่ยนไปหรือไม่

  • ต้องตามงานหรือ support มากขึ้นอย่างผิดสังเกตหรือไม่


C) เช็กพฤติกรรมการมาทำงาน

  • มาสาย ลา หรือหายไปจากระบบบ่อยขึ้นหรือไม่

  • หลีกเลี่ยงการประชุมหรือกิจกรรมทีมมากขึ้นหรือไม่

  • ดูเหมือนกำลังประคองตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ผ่านวันทำงานไปหรือไม่


D) เช็กสัญญาณด้านอารมณ์และพลังงาน

  • หงุดหงิดง่ายขึ้นหรือไม่

  • ดูเหนื่อย อ่อนล้า หรือสมาธิสั้นลงหรือไม่

  • เงียบ ถอนตัว หรือปิดตัวจากทีมมากขึ้นหรือไม่


E) เช็ก risk pattern ไม่ใช่ incident เดียว

  • ป็น pattern ต่อเนื่องหรือเป็นเพียงเหตุการณ์ครั้งเดียว

  • เกิดพร้อมกับช่วงงานหนัก การเปลี่ยนแปลงองค์กร หรือปัจจัยกดดันอื่นหรือไม่

  • มีแนวโน้มแย่ลงหรือไม่


Checklist นี้มีประโยชน์มากเมื่อใช้เพื่อสังเกตและเตรียมบทสนทนา แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือสรุปว่าใครมีปัญหาสุขภาพจิตแน่นอน เพราะหน้าที่ของหัวหน้าไม่ใช่การวินิจฉัย หน้าที่คือการมองเห็นอย่างแม่นยำพอที่จะไม่ปล่อยผ่าน


แล้วหัวหน้าควรรับมืออย่างไร โดยไม่ตีความเกินจริง

หลักสำคัญมี 3 ข้อ


  1. สังเกตจาก pattern ไม่ใช่จากอารมณ์ส่วนตัว

    อย่าเพิ่งสรุปเพราะรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไป แต่ให้ดูจากข้อเท็จจริงที่สังเกตได้ เช่น ช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาเงียบลง งานส่งช้าลง และลาป่วย 2 ครั้ง แบบนี้คือข้อมูล ไม่ใช่การตีความ


  2. คุยจากความห่วงใย ไม่ใช่จากการจับผิด

     วิธีเปิดบทสนทนาที่ดี เช่น ช่วงนี้ผมสังเกตว่าคุณดูเหนื่อยกว่าปกติและเงียบลงนิดหน่อย เลยอยากเช็กว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรที่ทีมช่วย support ได้ไหม ประโยคแบบนี้ต่างจาก ทำไมช่วงนี้ผลงานตก มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะแบบแรกเปิดพื้นที่ แต่แบบหลังสร้างการป้องกันตัว


  3. รู้ขอบเขตบทบาทของตัวเอง

    หัวหน้าไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างได้ แต่ต้องรู้ว่าควรฟังเมื่อไร ปรับงานเมื่อไร ติดตามเมื่อไร และส่งต่อไปยัง HR, EAP, ผู้เชี่ยวชาญ หรือระบบสนับสนุนอื่นเมื่อไร


กรอบคิดง่ายๆ: healthy, at risk, concerned

หนึ่งในทักษะที่สำคัญมากสำหรับผู้นำคือ การแยกแยะระดับของสัญญาณเพื่อให้ตอบสนองเหมาะสม ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป


  1. Healthy

    คือมีความเครียดตามปกติของงาน แต่ยังทำหน้าที่ได้ดี พฤติกรรมโดยรวมคงที่ ฟื้นตัวได้ และไม่มี pattern น่ากังวล

สิ่งที่หัวหน้าควรทำ

  • รักษาบรรยากาศที่ปลอดภัยในการพูดคุย

  • เช็กอินสม่ำเสมอ

  • สนับสนุนการพักและการจัดสมดุลงาน


  1. At Risk

    เริ่มมีหลายสัญญาณร่วมกัน เช่น เงียบลง ผลงานตกเล็กน้อย มาสายบ่อยขึ้น หรือดูอ่อนล้าต่อเนื่อง แต่ยังพอทำงานได้

สิ่งที่หัวหน้าควรทำ

  • เริ่ม one-on-one conversation อย่างจริงจัง

  • สำรวจ workload และปัจจัยกดดัน

  • ช่วยจัดลำดับงาน ปรับเป้าหมายบางส่วน

  • ติดตามใกล้ขึ้นในระยะสั้น


  1. Concerned

    สัญญาณชัดและต่อเนื่อง กระทบงานมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมที่บ่งชี้ว่ากำลังอยู่ในภาวะเปราะบางมาก เช่น ถอยห่างอย่างชัดเจน พังง่ายมาก ทำงานผิดปกติหนัก หรือมีอาการทางกายและอารมณ์เด่นร่วมกัน

สิ่งที่หัวหน้าควรทำ

  • รีบเรียกคุย ไม่ปล่อยให้รับมือคนเดียว

  • ประสาน HR, ระบบ EAP ขอองค์กร หรือช่องทางช่วยเหลือที่องค์กรมี

  • ติดตามอย่างมีโครงสร้าง เหมาะสมตามหลักการ

  • ใช้การส่งต่ออย่างเหมาะสมและรวดเร็ว


กรอบคิดนี้ช่วยให้หัวหน้าไม่ตื่นตระหนกเกินเหตุ แต่ก็ไม่ละเลยสัญญาณสำคัญ เป็นจุดกึ่งกลางที่จำเป็นมากในโลกการทำงานปัจจุบัน


ตัวอย่างสถานการณ์จริงในองค์กร

ลองนึกถึงหัวหน้าทีมคนหนึ่งที่มีลูกทีมชื่อเมย์ ซึ่งปกติเป็นคนละเอียดและรับผิดชอบสูง ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เมย์ยังมาทำงานทุกวัน แต่เริ่มส่งงานช้ากว่าปกติ ตอบแชตสั้นลง ไม่ค่อยเปิดกล้องในประชุม และดูเหนื่อยตลอดเวลา หัวหน้าคิดในตอนแรกว่าเมย์คงแค่งานเยอะ จึงยังไม่ได้พูดอะไร


ผ่านไปอีก 3 สัปดาห์ เมย์ลาป่วย 2 ครั้ง งานเริ่มมีข้อผิดพลาด และในประชุมหนึ่งเมย์ตอบกลับเพื่อนร่วมงานแรงกว่าปกติ หัวหน้าจึงเริ่มเรียกคุย แต่ใช้วิธีถามจาก performance อย่างเดียวว่า ทำไมช่วงนี้พลาดบ่อยมาก เมย์ตอบเพียงว่าขอโทษค่ะ แล้วก็ยิ่งเงียบลง


ต่อมาหัวหน้าได้รับคำแนะนำจาก HR ให้เปลี่ยนวิธีคุย รอบถัดมาเขาพูดว่า ช่วงนี้ผมสังเกตว่าคุณดูเหนื่อยมากขึ้น งานบางอย่างก็ยากขึ้นกว่าปกติ เลยอยากเช็กว่าคุณโอเคไหม และมีอะไรที่เรา support ได้บ้าง เมย์จึงเริ่มเล่าว่าเธอนอนไม่หลับมาหลายสัปดาห์ มีภาระดูแลคนในครอบครัว และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีแรงรับทุกอย่างเหมือนเดิม


สิ่งที่ทีมทำไม่ใช่การบำบัด แต่เป็นการช่วยที่เหมาะกับบทบาท เช่น ปรับลำดับความสำคัญงาน ลดงานที่ไม่จำเป็นชั่วคราว นัดเช็กอินสั้นๆ ทุกสัปดาห์ และแนะนำช่องทางช่วยเหลือขององค์กร (EAP)


หลังจากนั้นเมย์ค่อยๆ กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น กรณีแบบนี้สะท้อนชัดว่า ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่หัวหน้ารักลูกทีมหรือไม่ แต่อยู่ที่หัวหน้ามีทักษะในการสังเกตและสนทนาได้ดีพอหรือเปล่า


สิ่งที่องค์กรควรถามตัวเองอย่างจริงจัง

หลังจากนั้นเมย์ค่อยๆ กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น กรณีแบบนี้สะท้อนชัดว่า ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่หัวหน้ารักลูกทีมหรือไม่ แต่อยู่ที่หัวหน้ามีทักษะในการสังเกตและสนทนาได้ดีพอหรือเปล่า


  • องค์กรของคุณมี checklist สำหรับหัวหน้าหรือยัง

  • มีคู่มือและหลักการในการแยก healthy, at risk, concerned หรือยัง

  • หัวหน้างานแต่ละคนรู้และมีทักษะหรือยังว่าเมื่อเห็นสัญญาณควรพูดอย่างไร ควรติดตามต่อแบบไหน และควรส่งต่อเมื่อไร


หากคำตอบยังไม่ชัด นี่คือช่องว่างสำคัญของการพัฒนาผู้นำในยุคนี้ เพราะต่อให้มีนโยบาย Well-lbeing ที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าหัวหน้าหน้างานมองไม่เห็นสัญญาณหรือไม่รู้วิธีรับมือ นโยบายเหล่านั้นก็อาจไม่ลงไปถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ


นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้นำยุคใหม่ไม่ควรมีแค่ทักษะบริหารงาน แต่ควรมีทักษะด้าน Mental Health First-aid ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้สังเกตได้อย่างไม่ตีความเกินจริง แยกระดับความเสี่ยงได้ และตอบสนองได้ตรงกับสถานการณ์


เครื่องมือและแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้นำทีม

ทักษะการดูแลสุขภาพใจ ถือเป็นทักษะของผู้นำยุคใหม่ องค์กรสามารถช่วยสร้างพัฒนาทักษะเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านหลักสูตร Mental Health First-aid for Leaders Workshop ซึ่งหลักสูตรนี้ ออกแบบและสอนโดยจิตแพทย์ที่เข้าใจบริบทการทำงานในองค์กร เข้าใจบทบาทหัวหน้างาน และมีประสบการณ์พร้อมกรณีศึกษาในองค์กรธุรกิจมากมาย


พร้อมเครื่องมือที่ผู้นำสามารถนำไปใช้ได้ทันที และเน้นย้ำด้วยการฝึกปฏิบัติเพื่อให้แน่ใจว่าทำเป็นและเห็นภาพจริง หลักสูตร Mental Health First-aid for Leaders Workshop ระยะเวลา 1 วัน จาก iSTRONG Mental Health หลักสูตรที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศมากมาย

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร


ติดต่อ

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong



iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2025 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page