top of page

ข้อสังเกตจิตวิทยา ในการทำนายความสัมพันธ์ว่าจะ “รักต่อ” หรือ “พอแค่นี้”


iSTRONG ข้อสังเกตจิตวิทยา ในการทำนายความสัมพันธ์ว่าจะ “รักต่อ” หรือ “พอแค่นี้”

เมื่อความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก แต่ขาดความชัดเจน เดินทางมาถึงจุดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามว่า “ควรไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้” เพราะหลายคู่ไม่สามารถทำนายความสัมพันธ์ได้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์แบบ “ไม่เลิกรัก แต่กั๊กจังเลยตัวเอง”


เช่น ปากบอกพี่น้อง แต่ไปรับไปส่ง ไปหา ทานข้าวด้วยทุกวัน หลายคู่ก็อยากจะข้าม Friendzone แต่ก็กลัวจะเสียเพื่อนแล้วไม่ได้แฟน หลายคู่เจอกันในแอปหาคู่ แต่ก็ไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ หรือหลายคู่รัก รัก ๆ เลิก ๆ จนตัดสินใจในความสัมพันธ์ไม่ได้ บทความนี้จิตวิทยามีคำตอบค่ะ


ในทางจิตวิทยา ความสงสัยในความสัมพันธ์ว่าจะ “รักต่อ” หรือ “พอแค่นี้” มักถูกอธิบายด้วยแนวคิดจิตวิทยา “ความไม่แน่ใจในความสัมพันธ์” (Relationship Uncertainty) และ “ทฤษฎีการลงทุนในความสัมพันธ์” (Investment Model of Commitment) โดยแนวคิดความไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ (Relationship Uncertainty) ของ Knobloch และ Solomon ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาชื่อดัง ได้อธิบายไว้ว่า 


ความไม่แน่ใจในความสัมพันธ์เกิดจากการไม่มั่นใจเกี่ยวกับตนเอง (Self-uncertainty) ความไม่มั่นใจในคู่รัก (Partner uncertainty) และความไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ (Relationship uncertainty) ซึ่งความไม่แน่ใจนี้อาจทำให้บุคคลไม่สามารถทำนายความสัมพันธ์ได้ จึงเกิดความลังเลว่าจะดำเนินความสัมพันธ์ต่อหรือพอแค่นี้ดี 


ทางด้านทฤษฎีการลงทุนในความสัมพันธ์ (Investment Model of Commitment) เป็นทฤษฎีจิตวิทยาของ Rusbult อธิบายว่า การตัดสินใจอยู่ต่อหรือยุติความสัมพันธ์ขึ้นกับความพึงพอใจ (Satisfaction) ระดับความสุขและการเติมเต็มที่ได้รับคุณค่าทางเลือก (Quality of Alternatives)


การมองเห็นทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการลงทุนในความสัมพันธ์ (Investment) กล่าวคือ หากบุคคลประเมินว่าสิ่งที่ได้ลงแรง ลงเวลา หรือเสียสละไปแล้วในความสัมพันธ์ แต่ไม่สามารถสร้างความพึงพอใจ หรือมีความพึงพอใจในความสัมพันธ์ที่ลดลง แล้วเห็นว่ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า บุคคลก็มีแนวโน้มตัดสินใจ “พอแค่นี้”


บทความจิตวิทยานี้ จึงได้รวบรวมข้อสังเกตจิตวิทยา ในการทำนายความสัมพันธ์ว่าจะ “รักต่อ” หรือ “พอแค่นี้” มาฝากกันเพื่อประกอบการตัดสินใจในความสัมพันธ์ ดังนี้ค่ะ


  1. ระดับความพึงพอใจ (Relationship Satisfaction)

    หากคุณอยู่ในความสัมพันธ์ใด ๆ แล้วรู้สึกว่าใจเป็นสุข และรู้สึกว่าความสัมพันธ์นั้นตอบสนองความต้องการทางอารมณ์และจิตใจ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาแนะนำว่า คุณควร “ไปต่อ” ในความสัมพันธ์ ในทางตรงกันข้าม หากคุณอึดอัดในความสัมพันธ์ รู้สึกว่าความสัมพันธ์ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจอย่างที่คุณต้องการ หรือยิ่งคบกันไปยิ่งหงุดหงิด ยิ่งมีความคิดลบ อารมณ์ขุ่นมัว ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาก็ได้แนะนำว่า “พอแค่นี้” ดีกว่าค่ะ เพราะสามารถทำนายความสัมพันธ์ได้ว่า ยิ่งคบจะยิ่งแย่ 

  2. การสื่อสารและการจัดการความขัดแย้ง (Communication & Conflict Management)

    ความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนไปด้วยการสื่อสารเชิงบวก เมื่อมีผู้พูด อีกฝ่ายก็ฟังอย่างตั้งใจ และเมื่อเกิดปัญหา คู่รัก หรือผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์ก็ร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยไม่โจมตีว่าเป็นความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง สามารถทำนายความสัมพันธ์ได้ว่า

    ความสัมพันธ์เชิงบวกเช่นนี้มีแนวโน้มเติบโตและยั่งยืนค่ะ แต่ถ้าความสัมพันธ์ใดเต็มไปด้วยการสื่อสารเชิงลบ เช่น วิจารณ์อีกฝ่ายเสีย ๆ หาย ๆ ดูหมิ่น ด้อยค่า ไม่รับฟังกันและกัน หรือมีกำแพงใจต่อกันสูง หากคุณอยู่ในความสัมพันธ์เช่นนี้ “การพอแค่นี้” น่าจะดีต่อสุขภาพจิตในระยะยาวมากกว่า 

  3. ความผูกพันและการลงทุนในความสัมพันธ์ (Commitment & Investment)

    หากคนรัก หรือผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์มีความผูกพันต่อกันสูงและมีการลงทุนด้วยแรงกาย แรงใจ เวลา และทรัพยากร และความสัมพันธ์นั้นก็ตอบสนองต่อความพึงพอใจ สามารถทำนายความสัมพันธ์ได้ว่า มีแนวโน้มที่จะพัฒนาได้อย่างแน่นอน และงานวิจัยทางจิตวิทยายังพบว่า ในคู่รัก หรือในความสัมพันธ์ที่มีการลงทุนสูง คือ ทุ่มเวลา ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ทุ่มเงินทองไปมากแล้ว แม้ในระยะยาวความพึงพอใจในคู่รักจะลดลง แต่ความสัมพันธ์มีแนวโน้มสูงที่จะดำเนินต่อไป เพราะได้ลงทุนไปมากแล้วนั่นเอง แต่ในคู่รัก หรือในความสัมพันธ์ที่มีการลงทุนน้อย ความผูกพันก็จะน้อยตามไปด้วย เพราะต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าไม่ได้รับความใส่ใจมากเท่าที่ควร จึงมีแนวโน้มที่ความสัมพันธ์จะไม่ได้ไปต่อสูง

  4. คุณค่าของทางเลือกอื่น (Quality of Alternatives)

    ทฤษฎีการลงทุนในความสัมพันธ์ (Investment Model of Commitment) อธิบายว่า หากบุคคลประเมินว่าความสัมพันธ์ไม่สามารถสร้างความพึงพอใจ หรือมีความพึงพอใจลดลง แล้วเห็นว่ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า เช่น เป็นโสดแล้วมีความสุขกว่า อยู่คนเดียวแล้วเลี้ยงแมวดีกว่า หรือมีคนใหม่เข้ามาในชีวิตที่ทำให้มีความสุขมากกกว่า ก็มีแนวโน้มสูงที่จะยุติความสัมพันธ์ แต่ถ้าคนรัก หรือผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์ยังคงประเมินแล้วเห็นว่าคนที่ตัวเองมีใจมีคุณค่า และยังสามารถสร้างความสุข ความพึงพอใจ ความสัมพันธ์ก็ยังคงดำเนินต่อไปได้

  5. ความไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ (Relationship Uncertainty)

    ความสัมพันธ์ที่กั๊ก ๆ จะไปต่อก็ไม่สุด แต่ก็ยังขยันมาหยอด มาจีบ มาทำให้ใจเต้นแรง แต่ก็ไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นคนรักแบบเต็มขั้น ก็จะทำให้ผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์ลักลั่นนี้เกิดความไม่มั่นใจในความรู้สึกของตนเอง ไม่มั่นใจในอนาคตของความสัมพันธ์ ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่า จะทำให้ความสัมพันธ์ยุติลง แต่สำหรับความสัมพันธ์ที่จริงใจ รัก็แสดงออกว่ารัก ห่วงใยก็ใส่เต็มร้อย จะสร้างความมั่นใจในความสัมพันธ์ และสามารถทำนายความสัมพันธ์ได้ว่า มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อย่างแน่นอน

  6. ปัจจัยภายนอกและแรงกดดันทางสังคม (External & Social Factors)

    ในความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก หรือในการที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่คนรักกัน นอกจากจะเป็นเรื่องของคนสองคนแล้ว ยังเป็นเรื่องของครอบครัว กลุ่มเพื่อน สังคม และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังที่เราได้เห็นในซีรีบ่อย ๆ ว่า พระเอก นางเอก ที่มีฐานะแตกต่างกัน สังคมแตกต่างกัน มักจะไปกันไม่รอด นั่นก็เพราะในทุกความสัมพันธ์ต้องอาศัยปัจจัยทั้งภายใน คือ ผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์เอง และปัจจัยภายนอก เช่น ครอบครัว เพื่อน หรือสังคม ช่วยพัฒนาให้ความสัมพันธ์ยั่งยืนนั่นเองค่ะ


การที่เราสามารถทำนายความสัมพันธ์ว่าจะ “รักต่อ” หรือ “พอแค่นี้” มีประโยชน์ในการช่วยให้เราเกิดความตระหนักในความสัมพันธ์และเข้าใจตนเองมากขึ้นว่าเรามีความสุขกับความสัมพันธ์หรือไม่ อีกทั้งยังสามารถป้องกันปัญหาความสัมพันธ์ล่วงหน้าจากสัญญาณเตือนต่าง ๆ (Warning signs) เช่น การสื่อสารเชิงลบ หรือความไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ ก็สามารถใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจในความสัมพันธ์อย่างมีเหตุผล เพื่อแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาความสัมพันธ์ไปในทางที่เหมาะสมต่อไปในอนาคตค่ะ


เมื่อความสัมพันธ์อยู่ในจุดที่ “ไม่ชัดเจน” หลายครั้งสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจไม่ได้ไม่ใช่เพราะเรารักหรือไม่รัก แต่เป็นเพราะเรายัง “ไม่เข้าใจความต้องการของตัวเองและอีกฝ่ายอย่างแท้จริง” การมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยจึงช่วยให้ความรู้สึกที่สับสนค่อย ๆ ชัดขึ้น


บริการปรึกษาเรื่องคู่รัก ความสัมพันธ์ (Couple Counseling) ของ iSTRONG อาจช่วยให้คุณได้สำรวจความรู้สึก ความคาดหวัง และรูปแบบความสัมพันธ์เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่าจะ “ไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้” ในแบบที่ไม่ทิ้งรอยแผลไว้กับตัวเอง เพราะบางครั้งคำตอบของความสัมพันธ์ไม่ได้อยู่ที่อีกฝ่าย แต่อยู่ที่ “ความชัดเจนในใจของเราเอง”

iSTRONG Mental Health

ผู้ดูแลสุขภาพใจให้กับบุคคล ครอบครัว และองค์กร


บริการของเรา

สำหรับบุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : http://bit.ly/3lmThUa  

  • คอร์สฝึกอบรมทักษะด้านจิตวิทยา : http://bit.ly/3RQfQwS 

สำหรับองค์กร

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความแนะนำ

อ้างอิง

Gottman, J. M., & Levenson, R. W. (1992).

Marital processes predictive of later dissolution: Behavior, physiology, and health.

Journal of Personality and Social Psychology, 63(2), 221–233.

Knobloch, L. K., & Solomon, D. H. (1999).

Measuring the sources and content of relational uncertainty.

Communication Studies, 50(4), 261–278.

Rusbult, C. E. (1980).

Commitment and satisfaction in romantic associations: A test of the investment model.

Journal of Experimental Social Psychology, 16(2), 172–186.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page