top of page

เข้าใจวัยรุ่นในมุมมองจิตวิทยา : ทำไมการสื่อสารกับลูกวัยรุ่นจึงเป็นเรื่องยาก?


iSTRONG เข้าใจวัยรุ่นในมุมมองจิตวิทยา: ทำไมการสื่อสารกับลูกวัยรุ่นจึงเป็นเรื่องยาก?

 หน้าที่พ่อแม่เป็นหน้าที่ที่มีความยากและท้าทายตลอดเวลา เพราะในทุกช่วงวัยของลูกจะวัยทารก วัยเด็กน้อยวัยเด็กก็มีความยากลำบากในการดูแลลูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่น


จากรายงานสถิติข้อมูลและสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชน ประจำปี 2567 โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างลูกวัยรุ่นกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองในประเทศไทยเป็นประเด็นที่พบได้บ่อยและทวีความซับซ้อนขึ้นตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


โดยเฉพาะเมื่อวัยรุ่นเริ่มมีการพัฒนาทางด้านความคิด ความเป็นอิสระและตัวตน ขณะที่พ่อแม่ยังคงคาดหวังให้ลูกปฏิบัติตามกรอบหรือค่านิยมดั้งเดิม อันนำไปสู่คำถามที่ว่า “ทำไมการสื่อสารกับลูกวัยรุ่นจึงเป็นเรื่องยาก?” ซึ่งปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่นมักก่อให้เกิดความไม่เข้าใจและนำไปสู่ความขัดแย้งระยะยาวที่ฝังลึกยากแก้ไข


John Ng ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา โดยเฉพาะด้านในด้านการจัดการความขัดแย้ง ของ Eagles Mediation and Counseling Center ประเทศสิงคโปร์ ได้อธิบายถึงสาเหตุของปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่น เอาไว้ 4 สาเหตุ ดังนี้

  1. ความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงของพ่อแม่ 

    ตามทฤษฎีของ Albert Bandura ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาได้อธิบายว่า  พ่อแม่มีแบบแผนความคิด (schema) เกี่ยวกับ “ลูกที่ดี” ซึ่งอาจมาจากประสบการณ์ของตัวเองหรือค่านิยมในสังคม เช่น ต้องเรียนเก่ง ว่านอนสอนง่าย หรือไม่เถียงผู้ใหญ่ ดังนั้นเมื่อลูกวัยรุ่นมีพฤติกรรมไม่ตรงกับความคาดหวังของพ่อแม่ จึงถูกประเมินคุณค่าจากพ่อแม่ว่าลูกไม่เชื่อฟัง  หรือ ลูกนิสัยไม่ดี ส่งผลให้พ่อแม่ใช้การสื่อสารเชิงลบ เช่น ดุ ตำหนิ หรือเปรียบเทียบทำให้ลูกปิดกั้นการสื่อสาร ไม่กล้าพูดหรือแสดงความรู้สึก ส่งผลให้เกิด “วงจรความไม่เข้าใจ”  ที่นำไปสู่ปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่น

  2. ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) 

    โดยทั่วไปแล้วพ่อ แม่ ที่มีลูกวัยรุ่นมักจะอยู่ในช่วง Gen X คือมีอายุระหว่าง 45 – 60 ปี และลูกวัยรุ่นจะอยู่ในช่วง Gen Z คือมีอายุระหว่าง 13 – 24 ปี ซึ่งทั้งสอง Generation นี้ จะมีความขัดแย้งกันเป็นปกติอยู่แล้ว ด้วยช่องว่างระหว่างวัย หรือ Generation Gap


    เนื่องจากพ่อแม่ที่มีอยู่ใน Gen X เติบโตมาในยุคที่พ่อแม่เริ่มทำงานนอกบ้านมากขึ้น จึงคุ้นชินกับการจัดการตนเอง พึ่งพาตนเองได้มีความขยันอดทนและให้ความสำคัญกับความมั่นคงในชีวิต ในขณะที่ลูกวัยรุ่น Gen Z เติบโตมากับสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียและเป็นวัยที่ใช้เทคโนโลยีในการเรียน การทำงาน สร้างตัวตนทางสังคม


    มีความกล้าคิดกล้าแสดงออกและยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเป็น มีความรักอิสระและมองหาโอกาสใหม่ จึงไม่ยึดติดกับการทำงานประจำแบบเดิม ๆ ด้วยทัศนคติของการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันนี่เองที่ส่งผลให้พ่อ แม่ Gen X เกิดปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่น Gen Z

  3. การสื่อสารที่ไม่เปิดกว้าง 

    ตามทฤษฎีจิตวิทยา Family Communication Patterns Theory โดย McLeod & Chaffee อธิบายว่า การสื่อสารในครอบครัว สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Conversation Orientation เป็นการสื่อสารที่เปิดโอกาสให้สมาชิกครอบครัวได้พูดคุย แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นได้อย่างอิสระ และ Conformity Orientation เป็นการสื่อสารที่เน้นการเชื่อฟังอยู่ในกฎระเบียบและค่านิยมของครอบครัว ทั้งนี้หากครอบครัวมีการสื่อสารแบบ Conformity Orientation อย่างเดียว จะส่งผลให้พ่อแม่มีความคาดหวังให้ลูกเชื่อฟังโดยไม่ตั้งคำถาม เป็นผลให้ลูกวัยรุ่นเกิดความรู้สึกอึดอัดรู้สึกไม่มีใครเข้าใจ ไม่กล้าเปิดเผยความคิดหรือปัญหา นำมาสู่ปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่นในที่สุด

  4. ภาวะสุขภาพจิตของคนในครอบครัว

    Murray Bowen ได้อธิบายผ่านทฤษฎีจิตวิทยา Family Systems Theory ว่า ครอบครัว คือ “ระบบหนึ่งเดียว” ที่สมาชิกแต่ละคนมีผลต่อกันอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นหากพ่อแม่มีภาวะเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า ก็จะส่งผลให้มีมีพฤติกรรมในทางลบ เช่น หงุดหงิดง่าย เงียบเฉยหรือควบคุมมากเกินไป


    ส่งผลให้ลูกวัยรุ่นรู้สึกว่าตนเป็นภาระหรือถูกมองข้าม เมื่อความรู้สึกนี้สะสมเพิ่มขึ้นทุกวันจึงอาจเป็นผลให้ลูกวัยรุ่นเลือกที่จะไม่สื่อสารกับพ่อแม่นำมาสู่ปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่น และยังอาจส่งผลให้ลูกวัยรุ่นต่อต้านพ่อแม่ไปเลย

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาก็ได้เสนอแนวทางในการประสานรอยร้างระหว่างพ่อแม่และลูกวัยรุ่น เพื่อลดปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่นและสร้างความสุขในการอยู่ร่วมกันในครอบครัว จำนวน 4 แนวทางด้วยกัน ดังนี้ค่ะ

  1. สร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่ปลอดภัย 

    ตามทฤษฎีจิตวิทยา Attachment Theory กล่าวว่า การสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่ปลอดภัย (secure attachment) เป็นพื้นฐานของการสื่อสารที่มีคุณภาพ โดยพ่อ แม่ควรตอบสนองต่อความรู้สึกของลูกอย่างสม่ำเสมอและอบอุ่น  แสดงให้ลูกเห็นว่า “เขาได้รับการรับฟัง” และ “เป็นที่ยอมรับ” แม้ความคิดเห็นจะแตกต่าง เพื่อให้ลูกรู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงความคิดเห็นและกล้าที่จะเล่าปัญหาหรือปรึกษาปัญหา ซึ่งจะส่งผลทางบวกให้ครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น มีความผูกพันทางอารมณ์ต่อกัน

  2. สร้างความเชื่อมโยงระหว่างกัน

    ตามทฤษฎีจิตวิทยา Family Systems Theory กล่าวไว้ว่า ครอบครัวเป็นระบบที่เชื่อมโยงกัน สมาชิกแต่ละคนส่งผลต่อกัน ด้วยเหตุนี้พ่อแม่จึงควรแยกแยะอารมณ์ของตนจากลูก (emotional differentiation) เพื่อไม่ให้การสนทนาเต็มไปด้วยอารมณ์ลบ และเน้นใช้การสื่อสารแบบเปิด (open communication) เพื่อกระตุ้นให้ลูกมีการแสดงความคิดเห็น มีคส่วนร่วมในการสนทนาและลดการใช้คำสั่งหรือการควบคุม เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าตนมีอิสระในการพูดในการแสดงออกและรู้สึกว่าครอบครัวเป็น Safe Zone ของเขา

  3. เป็นแบบอย่างที่ดีด้านการสื่อสารทางบวกให้แก่ลูก

    Albert Bandura บิดาแห่งจิตวิทยาสังคม กล่าวว่า เด็กเรียนรู้ผ่านการสังเกตต้นแบบที่ใกล้ชิด คือ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้แล้วพ่อแม่จึงควรเป็นแบบอย่างที่ดีของการสื่อสารเชิงบวกให้แก่ลูกตั้งแต่เด็ก ๆ เช่น การฟังอย่างตั้งใจ การใช้คำพูดสุภาพ การควบคุมอารมณ์ รวมถึงการสนับสนุนให้ลูกแสดงออกโดยไม่กลัวว่าจะถูกตัดสิน เพราะสิ่งที่เราสอนลูกหรือเป็นต้นแบบให้ลูกนี้จะช่วยหล่อหลอมบุคลิกภาพของลูก ทัศนคติของลูกและสามารถส่งเสริมให้ลูกกลายเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตได้

  4. ฟังด้วยความเข้าใจและพูดด้วยความเห็นอกเห็นใจ

    ตามแนวคิด Nonviolent Communication เสนอว่า การฟังด้วยความเข้าใจและพูดด้วยความเห็นอกเห็นใจ เป็นหัวใจของการเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารลูกวัยรุ่น โดยพ่อแม่ต้องฟังความรู้สึกและความต้องการที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของลูก โดยไม่รีบตัดสิน เช่น เมื่อลูกกลับดึกเราก็เปลี่ยนจากการดุลูกต่อว่าหรือลงโทษลูก เป็นการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงและจุดประสงค์ของการสื่อสาร ดังเช่น “แม่รู้สึกห่วงเมื่อเห็นลูกกลับดึกโดยไม่ได้บอก” หรือ “ที่แม่ต้องถามเวลากลับบ่อย ๆ เพราะแม่เป็นห่วงลูกนะ” เป็นต้น

การสื่อสารเป็นจุดเริ่มต้นของทุกความสัมพันธ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างพ่อแม่และลูก หากพบว่าในครอบครัวเกิดปัญหาในการสื่อสารลูกวัยรุ่นลองพิจารณาถึงสาเหตุตามข้อมูลข้างต้น และทดลองนำ 4 เทคนิคจิตวิทยาที่ได้แนะนำไปปรับใช้ดูนะคะ เชื่อว่าจะช่วยสานความสัมพันธ์ในครอบครัวให้กลับมาแข็งแรงแน่นอนค่ะ


แม้การสื่อสารกับลูกวัยรุ่นจะเป็นเรื่องท้าทาย แต่ในทุกความไม่เข้าใจยังมีโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกและแข็งแรงขึ้นเสมอ บริการให้คำปรึกษาสำหรับครอบครัว Family Counseling ของ iSTRONG เป็นตัวเลือกที่จะช่วยให้พ่อแม่และลูกได้มีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับนักจิตวิทยา เพื่อค่อย ๆ เปิดใจ รับฟัง และเรียนรู้กันและกันในมุมที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก แต่สามารถ “ค่อย ๆ เติบโตและเข้าใจกันมากขึ้น” ได้เสมอ

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร


ติดต่อ

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความแนะนำ

อ้างอิง

Bandura, A. (1986).

Social foundations of thought and action: A social cognitive theory.

Prentice-Hall.


Bowen, M. (1978).

Family therapy in clinical practice.

Jason Aronson.


Bowlby, J. (1988).

A secure base: Parent-child attachment and healthy human development.

Basic Books.


McLeod, J. M., & Chaffee, S. H. (1972).

The construction of social reality.

In J. Tedeschi (Ed.), The social influence processes (pp. 50–99).

Aldine-Atherton.


Rosenberg, M. B. (2003).

Nonviolent communication: A language of life (2nd ed.).

PuddleDancer Press.


กอข้าว เพิ่มตระกูล.

ความแตกต่างของ Generation ของแต่ละช่วงวัย.

กรุงเทพมหานคร: ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และฟื้นฟูผู้ป่วยวินเนสต์.


กองส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองเด็ก. (2567).

สถิติข้อมูลและสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชน ประจำปี 2567.

กรุงเทพมหานคร: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.


เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์. (2563).

การจัดการความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่น.

กรุงเทพมหานคร:คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page