ทำไมบางคนถึงเป็น "ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม" เข้าใจจิตวิทยาที่ทำให้คน ไว้ใจเปิดใจปรึกษา
- iStrong Mental Health
- 19 minutes ago
- 1 min read

คุณอาจเป็นคนที่เพื่อนมาปรึกษาเสมอ ในทุกกลุ่มมักจะมีคนแบบหนึ่งอยู่เสมอ เป็นคนที่เพื่อนหรือคนรอบตัวเลือกจะมาคุยด้วยเวลามีปัญหาเวลามีเรื่องเครียด เพื่อนมักจะทักมาหาเวลามีปัญหาความสัมพันธ์ เพื่อนมักอยากเล่าให้ฟังเวลาต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต หลายคนก็มักจะมาถามความคิดเห็น บางคนพูดเล่น ๆ ว่า “ฉันไม่ได้เป็นนักจิตวิทยา แต่ทำไมทุกคนมาปรึกษาฉัน”
แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนที่เป็น “ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม” มักเริ่มรู้สึกสองอย่างพร้อมกัน คือดีใจที่คนไว้ใจ แต่ก็เริ่มรู้สึกกดดันว่าควรพูดอะไรดี หลายครั้งเรากลัวว่าถ้าพูดผิดไปอาจทำให้คนที่มาปรึกษาแย่กว่าเดิมหรือบางครั้งเราก็รู้สึกเหนื่อย เพราะมีคนมาระบายกับเราตลอดเวลา คำถามสำคัญคือ ทำไมคนบางคนจึงกลายเป็น “คนที่คนอื่นไว้ใจให้เล่าเรื่องชีวิต” อยู่เสมอ
คนที่คนอื่นไว้ใจ มักมี “พื้นที่ปลอดภัย” โดยธรรมชาติ
ในทางจิตวิทยา มีแนวคิดสำคัญที่เรียกว่า Psychological Safety หรือความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ เมื่อมนุษย์รู้สึกว่าบทสนทนาหนึ่งปลอดภัย เขาจะกล้าพูดความจริง กล้าเล่าความรู้สึก และกล้าเปิดเผยความเปราะบางของตัวเอง
คนที่มักกลายเป็น “ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม” มักมีลักษณะบางอย่างที่ทำให้คนอื่นรู้สึกปลอดภัย เช่น
• ฟังโดยไม่รีบตัดสิน
• ไม่รีบสรุปหรือวิจารณ์
• ไม่เอาเรื่องของคนอื่นไปเล่าต่อ
• แสดงความเข้าใจมากกว่าการสั่งสอน
แม้คนเหล่านี้จะไม่ได้ตั้งใจทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา แต่ท่าทีแบบนี้ทำให้คนอื่นรู้สึกว่า การคุยกับเขาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตามการเป็นพื้นที่ปลอดภัยของคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเราต้องแบกรับปัญหาของทุกคนไว้คนเดียว แต่หมายถึงการมีทักษะในการฟังและเข้าใจผู้คนอย่างเหมาะสม
4 เทคนิคจิตวิทยา ที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยเวลาเล่าเรื่องกับคุณ
ให้พื้นที่ในการเล่า โดยไม่รีบกำหนดทิศทางบทสนทนา
เวลาคนกำลังเล่าเรื่องสำคัญ หลายครั้งเรามักเผลอพาบทสนทนาไปในทิศทางที่เราคิด เช่น รีบถามคำถามเพื่อหาสาเหตุ หรือพยายามหาทางออกเร็วเกินไป แต่ในกระบวนการให้คำปรึกษา สิ่งสำคัญคือการให้พื้นที่ผู้พูดได้เล่าเรื่องในจังหวะของตัวเอง การปล่อยให้เขาเล่าจนจบ โดยไม่รีบควบคุมบทสนทนา จะช่วยให้เรื่องราวที่สำคัญค่อย ๆ ปรากฏออกมา
สังเกตอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในคำพูด
หลายครั้งสิ่งที่คนพูดออกมาอาจเป็นเพียง “เรื่องราว” แต่เบื้องหลังเรื่องราวนั้นมักมี “อารมณ์” ซ่อนอยู่ ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจเล่าว่า “ช่วงนี้งานเยอะมาก” แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในอาจเป็น
• ความกดดัน
• ความรู้สึกโดดเดี่ยว
• ความกลัวว่าจะทำงานไม่ดีพอ
การฝึกสังเกตอารมณ์ที่อยู่ใต้คำพูด จะช่วยให้บทสนทนาเข้าไปถึงแก่นของปัญหาได้มากขึ้น
แยกการฟังออกจากการตัดสิน
มนุษย์มีแนวโน้มที่จะประเมินสิ่งที่ได้ยินทันที เช่น
“เขาคิดมากเกินไปหรือเปล่า”
“เรื่องแค่นี้เอง”
แต่ในบทสนทนาที่ลึกซึ้งการฟังอย่างเปิดใจโดยไม่รีบประเมินถูกผิด จะช่วยให้ผู้พูดรู้สึกว่าเขาสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย
สะท้อนภาพรวมของสิ่งที่ได้ยิน
อีกหนึ่งเทคนิคสำคัญคือการสรุปสิ่งที่ได้ยินเป็นภาพรวม เช่น “ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เหมือนคุณกำลังรู้สึกกดดันจากทั้งงานและความคาดหวังของทีมใช่ไหม” การสะท้อนภาพรวมแบบนี้ช่วยให้ผู้พูดรู้สึกว่าเรื่องราวของเขาถูกเข้าใจจริง ๆ และยังช่วยให้เขามองเห็นสถานการณ์ของตัวเองชัดขึ้น
Case Study เมื่อการฟังทำให้คนค้นพบคำตอบของตัวเอง
คุณฟ้าเป็น HR ในองค์กรขนาดกลาง เธอมักเป็นคนที่พนักงานเข้ามาคุยด้วยเวลามีปัญหาเรื่องงานหรือความสัมพันธ์ในทีม
วันหนึ่งพนักงานคนหนึ่งเข้ามาคุยด้วย เขาบอกว่าเริ่มรู้สึกหมดไฟกับงาน และกำลังคิดว่าจะย้ายทีมดีหรือไม่ ในตอนแรกคุณฟ้าเกือบจะถามทันทีว่า “ทำไมถึงอยากย้ายทีม”
แต่เธอเลือกฟังต่อก่อน พนักงานคนนั้นเริ่มเล่าถึงความกดดันจากโปรเจกต์ใหญ่ ความคาดหวังจากหัวหน้า และความรู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่มีพลังเหมือนเดิม คุณฟ้าเพียงตอบว่า “ฟังดูเหมือนช่วงนี้คุณต้องรับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกันเลยนะ” ประโยคสั้น ๆ นี้ทำให้เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า “จริง ๆ ผมไม่ได้อยากย้ายทีม แต่ผมแค่รู้สึกว่าผมกำลังเหนื่อยเกินไป”
หลังจากบทสนทนานั้น พนักงานคนนั้นเริ่มเห็นชัดขึ้นว่าปัญหาหลักไม่ใช่ทีม แต่เป็นภาระงานที่สะสมมากเกินไป สิ่งที่ช่วยให้เขาเห็นคำตอบของตัวเอง ไม่ใช่คำแนะนำของ HR แต่คือการที่มีคนฟังเขาอย่างตั้งใจ
การเป็นคนที่คนอื่นไว้ใจ คือทักษะที่พัฒนาได้
บางคนอาจมีความสามารถในการฟังและเข้าใจผู้คนโดยธรรมชาติ แต่ความจริงคือ ทักษะเหล่านี้สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ การฟังอย่างลึกซึ้ง การเข้าใจอารมณ์ของผู้คน และการตั้งคำถามที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนบทสนทนาธรรมดาให้กลายเป็นบทสนทนาที่ช่วยให้ใครบางคนมองเห็นทางออกของชีวิตตัวเองและในโลกที่เต็มไปด้วยความเครียดจากงานและความสัมพันธ์ การมีคนที่ฟังอย่างเข้าใจ อาจเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าที่เราคิด
ทักษะที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยในการพูดคุย ไม่ได้เกิดจากบุคลิกเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ผ่านศาสตร์ของ จิตวิทยาการให้คำปรึกษา (Counseling Psychology)
ในหลักสูตรทักษะจิตวิทยาการให้คำปรึกษา จาก iSTRONG ผู้เรียนจะได้ฝึกทักษะสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจผู้คนได้ลึกขึ้น เช่น
การเรียนรู้กระบวนการให้คำปรึกษาแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเปิดบทสนทนาไปจนถึงการสรุปการสนทนา
การฝึกการฟังเชิงลึกและการสะท้อนความรู้สึก เพื่อให้ผู้พูดรู้สึกปลอดภัยในการเปิดใจ
การทำความเข้าใจอารมณ์ความต้องการและแรงจูงใจของผู้คน ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม
การเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาและการฝึกบทสนทนาในสถานการณ์จริง
การพัฒนาทักษะการสนทนาที่สามารถนำไปใช้ได้กับทั้งการทำงาน การดูแลทีม และความสัมพันธ์ในชีวิต
ผู้เรียนจำนวนมากพบว่า ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เขาเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น แต่ยังช่วยให้เข้าใจตัวเองและรับมือกับบทสนทนาที่ยากในชีวิตได้ดีขึ้นด้วย
นอกจากการเรียนในรูปแบบคอร์สสำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว iSTRONG ยังมีบริการ In-house Training เพื่อพัฒนาทักษะด้านจิตวิทยากับการทำงานกับผู้คน สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาทักษะการฟัง การสื่อสาร และการทำงานร่วมกันในทีม โดยสามารถออกแบบเนื้อหาให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กรได้
เพราะเมื่อคนในองค์กรมีทักษะในการเข้าใจผู้คนมากขึ้น บทสนทนาในที่ทำงานก็สามารถเปลี่ยนจากความตึงเครียด ไปสู่ความร่วมมือที่สร้างคุณค่าให้กับทั้งคนและองค์กร
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
