top of page
GDN 980 x 120 psychiatrist.jpg

3 วิธี Move on จากอาการอกหักได้เร็ว


คุณเป็นคนหนึ่งไหมคะ ที่เวลาอกหักเลิกกับแฟนไปแล้ว คุณมักจะกลายเป็นคนที่ดูสิ้นไร้ไม้ตอก (desperate) อยู่คนเดียวไม่ได้ต้องตัวติดกับคนอื่นเสมอ (needy) หรือคอยแอบส่องแอบตามแฟนเก่าอยู่เรื่อย ๆ (Stalky) รวมไปถึงรู้สึกว่าเองช่างไร้ค่าไปในทันทีเมื่อต้องกลายเป็นคนไร้คู่ ดูเผิน ๆ อาการอกหักที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้คุณเชื่อไปว่า “เพราะฉันรักแฟนเก่ามากมายเหลือเกิน” แต่อันที่จริงแล้ว มันเป็นเพราะคุณต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงและยังปรับตัวกับการไม่มีเขาไม่ได้ต่างหาก เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอกหักมีพฤติกรรมแบบนั้น Kevin Thompson ผู้มีประสบการณ์กว่า 11 ปีในการช่วยเหลือผู้คนให้ฟืนตัวจากอาการอกหักและกลายเป็นคนที่สามารถสร้างความสัมพันธ์แบบ “healthy relationship” ได้กล่าวว่ามันมีความสัมพันธ์กับความไม่มั่นคง (Insecure) และความภาคภูมิในในตน (Self-esteem) ของแต่ละคนด้วยเหมือนกัน


บทความนี้ จึงอยากชวนให้ทุกคนมีเครื่องมือเอาไว้สำหรับรับมือกับ “อาการอกหัก” เพื่อที่จะได้สามารถดูแลใจตัวเองได้ในวันที่ฤดูอกหักมาถึง โดยเครื่องมือที่จะพูดถึงในบทความนี้ก็คือ “Self-esteem” ที่เป็นสิ่งสำคัญมากในการช่วยให้คุณสามารถมูฟออนจากอาการอกหักได้และปรับเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเหล้า สารเสพติด หรือเซ็กส์มาหลอกล่อตัวเองให้ลืมความทุกข์จากการอกหักที่ผ่านมา ซึ่งการใช้สิ่งเหล่านั้นมันอาจจะช่วยเป็นยาชาให้คุณไม่รู้สึกเจ็บปวดได้ชั่วคราว แต่ในระยะยาวมันจะกลายเป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์เพิ่มให้กับคุณ


มาดูกันค่ะมีแนวทางอะไรบ้างในการเพิ่ม Self-esteem ให้กับตัวเอง


1. ค้นหาสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเอง

หากเป็นกรณีอกหัก แน่นอนว่าการเลิกรากับแฟนเก่าไปน่าจะเป็นสาเหตุหลักและสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเอง แต่มันก็อาจจะกว้างเกินไปที่จะรู้อย่างแน่ชัดว่าเพราะอะไรคุณถึงรู้สึกแย่ขนาดนั้น หากทบทวนอย่างผิวเผิน คุณอาจจะตอบตัวเองว่า “ก็เพราะฉันรักเขามาก ๆ ไง” แต่หากทบทวนให้ลึกลงไปอีก มันอาจจะไม่ได้เป็นเพียงแค่นั้นก็ได้ ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่าเพราะอะไรการเลิกรากับแฟนเก่าถึงสร้างความเจ็บปวดร้าวรานให้กับคุณมากขนาดนั้น เช่น

- “ฉันมองว่าการมีแฟนเป็นสัญลักษณ์ของการถูกเลือก และการถูกเลือกเป็นสัญลักษณ์ว่าฉันดีพอ มีค่าพอ หรือเปล่า?”

- “ผลกระทบที่ต้องเผชิญหลังจากเลิกรากันไปคืออะไรบ้าง” เช่น ปัญหาการเงิน ขาดที่ปรึกษา ต้องย้ายบ้าน ฯลฯ


2. ถอยออกมาจากความคิดตัวเอง


หลายครั้งที่คนเราจมกับความคิดซะจนเหมือนกับว่าตัวเองคือความคิดนั้น เช่น คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ก็เลยเชื่อว่าตัวคุณเป็นคนที่ไม่ดีพอ แต่หากถอยออกมาจากความคิดตัวเองให้เหมือนกับเป็นบุคคลที่สามของตัวเองที่มองเข้ามาจากภายนอก คุณจะเห็นได้กว้างกว่าและจะมองเห็นว่ามันเป็นเพียงความคิด ซึ่งไม่ใช่ตัวคุณ วิธีการถอยออกมาจากความคิดตัวเอง อาจทำได้โดยการพูดความคิดของคุณออกมาซ้ำ ๆ เช่น “ฉันคิดว่าฉันไร้ค่า” ซ้ำ ๆ หรือเขียนมันลงในกระดาษหลาย ๆ รอบด้วยมือข้างที่คุณไม่ถนัด จนกว่าความคิดที่คุณพูดหรือเขียนออกมามันเริ่มดูแปลกไปจากเดิม ซึ่งขอแนะนำให้คุณลองทำเลยเพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรง เพราะการคิดถึงวิธีการแต่ยังไม่ลงมือทำจะไม่ช่วยให้คุณเกิดประสบการณ์ใหม่ขึ้นมา และคุณก็อาจจะมีคำถามว่า “แล้วยังไงต่อ?” เพราะคุณไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

3. ยอมรับความคิดของคุณ


เวลาอาจไม่สามารถรักษาได้ทุกสิ่ง แต่การยอมรับความจริงจะสามารถรักษาได้ทุกอย่าง ในทางจิตวิทยา นอกจากการมีสติตื่นรู้แล้ว ยังมี “การยอมรับ (Acceptance)” ที่เป็นเครื่องมือในการดูแลใจตัวเองที่สำคัญไม่แพ้กัน หลายคนอาจจะเข้าใจว่าความคิดลบนั้นเป็นความคิดที่ไม่ควรเกิดขึ้น จึงพยายามที่จะไปควบคุมมัน แต่ความคิดเป็นสิ่งประหลาด ยิ่งพยายามหยุดคิดมันกลับยิ่งคิด เหมือนกับแบบฝึกหัดทางจิตวิทยาที่ให้นึกภาพช้างสีชมพู แล้วต่อก็ให้ทำยังไงก็ได้ที่จะไม่คิดถึงช้างสีชมพู ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่ทำแบบฝึกหัดนี้ ไม่มีสักคนเดียวที่จะสามารถหยุดคิดถึงช้างสีชมพูได้ ในทางกลับกัน การอยู่กับความคิดโดยไม่พยายามไปผลักไสหรือหยุดมัน กลับกลายเป็นหนทางที่จะช่วยให้สามารถจัดการกับมันได้ คุณอาจจะเกิดความคิดว่า “ฉันเลิกกับเขาไป ตอนนี้ฉันไร้ค่า” จากเดิมที่คุณอาจจะพยายามบอกตัวเองว่า “ไม่! ฉันต้องไม่คิดแบบนั้น” ก็เปลี่ยนเป็น “ตอนนี้ฉันกำลังเกิดความคิดว่าฉันไร้ค่า” ซึ่งมันจะทำให้คุณเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาในหัวของคุณนั้นมันเป็นแค่ความคิด


แม้ว่าวิธีการเหล่านี้อาจจะดูแปลกหรือทำแล้วมันฝืน ๆ ไปสักหน่อยในช่วงแรก แต่หากคุณได้ลองทำไปสักระยะแล้ว ก็จะพบว่ามันเป็นวิธีการที่จะช่วยให้คุณค่อย ๆ ฟื้นฟู Self-esteem ของตัวเองขึ้นมาได้เรื่อย ๆ จนคุณสามารถตระหนักและสัมผัสกับความจริงได้ว่า “คุณเองก็มีคุณค่า และการที่คุณเลิกราไปกับใครสักคน ไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของคุณมันลดลงหรือหายไปเลย”


อย่างไรก็ตาม Self-esteem นั้น ส่วนหนึ่งต้องอาศัยรากฐานมาจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างอบอุ่นและมั่นคง หากคุณพบว่ามันยากเกินไปที่จะมูฟออนออกจากความรู้สึกอกหักและไม่สามารถดูแลใจตัวเองได้ ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมกับ ISTRONG ซึ่งจะมีคอร์สเสริมสร้างทักษะให้กับคุณเพื่อที่จะได้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่มีความมั่นใจมากขึ้นค่ะ


สำหรับใครที่กำลังเครียด กังวล คิดมาก ทั้งเรื่องของปัญหา Burn Out จากการทำงาน ปัญหาความสัมพันธ์ต่างๆ ในครอบครัว คนรัก ไปจนถึงภาวะต่างๆ เช่น ซึมเศร้า ทุกปํญหาสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเราเสมอ


iSTRONG ยินดีให้บริการ ปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ดูรายละเอียดได้ที่นี่


 

iSTRONG Mental Health

ผู้ดูแลสุขภาพใจให้กับบุคคล ครอบครัว และองค์กร


บริการของเรา

สำหรับบุคคลทั่วไป

• บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : http://bit.ly/3lmThUa

• คอร์สฝึกอบรม การเป็นนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา : http://bit.ly/3RQfQwS


สำหรับองค์กร

• EAP โปรแกรมสำหรับองค์กร : http://bit.ly/3RLI8Z8


โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

 

อ้างอิง

[1] Why People Become So Desperate And Needy After Breakup. Retrieved from https://exbackpermanently.com/why-people-become-so-desperate-and-needy-after-breakup/


[2] Self-esteem: Take steps to feel better about yourself. Retrieved from https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/adult-health/in-depth/self-esteem/art-20045374

บทความที่เกี่ยวข้อง

[1] อกหักต้องทำอย่างไร ? นักจิตวิทยาแนะนำ 4 วิธีจัดการเมื่อเราอกหัก https://www.istrong.co/single-post/4ways-to-copewhen-we-are-heartbroken

 

ประวัติผู้เขียน

นางสาวนิลุบล สุขวณิช (เฟิร์น) ปริญญาโทสาขาจิตวิทยาการปรึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปริญญาตรีสาขาจิตวิทยา (คลินิก) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจุบันเป็น นักจิตวิทยาการปรึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ประสบการณ์การทำงาน 8 ปี)

และเป็นนักเขียนของ istrong


Σχόλια


facebook album post - square (1).png
1.พวกหลีกเลี่ยงความผูกพัน (2).png
บทความล่าสุด