top of page

จากคู่รักสู่การเป็นพ่อแม่ : 5 เทคนิคจิตวิทยาในการจัดการความท้าทายในความสัมพันธ์หลังมีลูก


iSTRONG จากคู่รักสู่การเป็นพ่อแม่ : 5 เทคนิคจิตวิทยาในการจัดการความท้าทายในความสัมพันธ์หลังมีลูก

จากข้อมูลของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีคู่รักจดทะเบียนหย่าร้างจำนวน 147,621 คู่ และเมื่อพิจารณาข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ระบุว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 ถึงเมษายน 2563 มีผู้กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวจำนวน 141 ราย


แบ่งเป็นความรุนแรงทางร่างกายร้อยละ 87 ทางเพศร้อยละ 9 และทางจิตใจร้อยละ 4 นั่นจึงส่งผลให้ประเทศไทยยังคงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกในด้านสถิติความรุนแรงในครอบครัวและต่อสตรี


ถึงแม้ว่าจะมีผลงานวิจัยทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์หลังมีลูกไม่มากนัก แต่การให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์หลังมีลูกและการบำบัดครอบครัวกลับได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตามทฤษฎีจิตวิทยาได้ยืนยันว่าความสัมพันธ์หลังมีลูกของคู่รักมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปในทางลบจริง โดยสามารถอธิบายได้ ดังนี้


  1. ตามทฤษฎีความเครียดในชีวิตคู่ (Stress Model of Relationship Functioning)

    อธิบายว่า การมีลูกนำมาซึ่งความเครียดที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และการเงิน ซึ่งส่งผลต่อความพึงพอใจในความสัมพันธ์หลังมีลูก 

  2. ทฤษฎีบทบาททางสังคม (Social Role Theory)

    กล่าวว่า เมื่อคู่รักกลายเป็นพ่อแม่ บทบาทของแต่ละคนเปลี่ยนไปจากคู่รักเป็นผู้ดูแล ส่งผลต่อการแบ่งหน้าที่ ความคาดหวัง และระดับความใกล้ชิดทางอารมณ์ 

  3. ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory)

    อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์อาจเกิดจากรูปแบบความผูกพันที่แตกต่างกันระหว่างคู่รัก ซึ่งเมื่อมีลูกแล้ว อาจทำให้บางคนรู้สึกไม่มั่นคง ส่งผลต่อความสัมพันธ์หลังมีลูก

  4. ทฤษฎีการลงทุนในความสัมพันธ์ (Investment Model of Commitment)

    ให้หตุผลว่า เมื่อมีลูก ทรัพยากรที่ลงทุนในความสัมพันธ์จะถูกจัดสรรไปให้กับลูกมากขึ้น ทำให้เวลาสำหรับคู่รักลดลง ซึ่งอาจลดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ได้ 

ด้วยเหตุนี้เพื่อสนับสนุนในการพัฒนาความสัมพันธ์หลังมีลูกของคู่รักให้สดใส ราบรื่น และยืนยาว  iSTRONG จึงขอนำเสนอ 5 เทคนิคจิตวิทยาในการจัดการความท้าทายในความสัมพันธ์หลังมีลูก มาฝากกัน ดังนี้ค่ะ

  1. การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication)

    การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ของคู่รัก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับความท้าทายหลังจากมีลูก โดยการใช้ “I-Statements” แทน “You-Statements” กล่าวคือ ให้ใช้ประโยชคที่แสดงความรู้สึกของตนเองโดยไม่ทำให้คู่รักรู้สึกถูกโจมตี เช่น จากที่เคยพูดว่า “คุณไม่เคยช่วยฉันดูแลลูกเลย” เปลี่ยนเป็น “ฉันรู้สึกเหนื่อยกับการเลี้ยงลูกมากเลยและต้องการความช่วยเหลือจากคุณในการช่วยดูแลลูก” เป็นต้น นอกจากนี้คู่รักควรฝึกฟังอย่างตั้งใจ โดยฟังอีกฝ่ายโดยไม่มีอคติ ไม่ขัดจังหวะ และพยายามเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน มีการสร้าง “Map of Love” หรือแผนที่แห่งความรัก คือ รู้ว่าคู่รักชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เข้าใจว่าเขาเครียดอะไร รู้ว่าจะต้องเข้าหาอย่างไร เป็นต้น อย่าลืมชื่นชมและแสดงความรักอยู่เสมอ และห้ามแสดงพฤติกรรมที่ทำลายความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด โดยพฤติกรรมดังกล่าว ได้แก่ การวิจารณ์ การดูถูกเหยียดหยาม การปกป้องตนเองจนเกินไป และการปิดใจไม่รับฟังค่ะ 

  2. การเสริมสร้างความสนิทสนม (Maintaining Intimacy)

    แม้ว่าจะมีลูกแล้ว คู่รักควรหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน หรือมีช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความสัมพันธ์หลังมีลูก โดยการจัดเวลาให้คู่รัก เนื่องจากหลังจากมีลูก เวลาส่วนใหญ่มักถูกใช้ไปกับการดูแลลูก ส่งผลให้เวลาที่มีให้กันลดลง ดังนั้นคู่รักจึงควรหาเวลาเพียงลำพัง เช่น การออกเดต การเดินเล่น หรือการนั่งพูดคุยกันในช่วงค่ำ เพื่อสานความสัมพันธ์ให้แข็งแรง ต้องมีการรักษาความใกล้ชิดทางกาย เช่น การกอด การจูบ หรือการจับมือ ซึ่งเป็นวิธีเสริมสร้างความผูกพันระหว่างคู่รัก  อย่าลืมการให้คุณค่าของกันและกัน ผ่านการชื่นชม ขอบคุณ และแสดงออกถึงความรักและความซาบซึ้ง และควรทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกสนุกในความสัมพันธ์และเสริมสร้างความใกล้ชิดกัน  อีกทั้งยังช่วยสร้างความทรงจำดี ๆ และลดความเครียดจากบทบาทพ่อแม่ได้อีกด้วย 

  3. การบริหารความเครียดร่วมกัน (Co-regulation of Stress)

    การเปลี่ยนผ่านจากคู่รักสู่การเป็นพ่อแม่มักมาพร้อมกับความเครียดที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก การปรับตัวต่อบทบาทใหม่ หรือปัญหาทางการเงิน ด้วยเหตุนี้คู่รักสามารถใช้เทคนิคการบริหารความเครียด เพื่อช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มความเข้าใจกันได้ โดยการการฝึกสติ (Mindfulness) เพื่อลดปฏิกิริยาทางอารมณ์ ฝึกการหายใจเพื่อควบคุมอารมณ์ (Breath Awareness & Deep Breathing) โดยหายใจเข้าลึก ๆ นับ 1 – 4 กลั้นหายใจไว้สักครู่ หายใจออกช้า ๆ นับ 1 – 4 หรือมีการใช้ “เวลาพักร่วมกัน” เพื่อลดความเครียด เช่น นั่งเงียบ ๆ ด้วยกัน 5 นาทีโดยไม่แตะโทรศัพท์ ฟังเพลงที่ช่วยให้รู้สึกสงบ เดินเล่นในสวนขณะฝึกสังเกตสิ่งรอบตัว เป็นต้น ฝึกแสดงความเห็นอกเห็นใจ เมื่อคู่รักมีความเครียดสูง และทำกิจกรรมฝึกสติร่วมกัน เช่น การฝึกโยคะหรือสมาธิด้วยกัน การนวดผ่อนคลายให้กัน เป็นต้น

  4. การสร้างความยืดหยุ่นในบทบาทพ่อแม่ (Parental Role Flexibility)

    ความยืดหยุ่นในบทบาทพ่อแม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คู่รักสามารถปรับตัวและรักษาความสัมพันธ์หลังมีลูกให้อยู่ในเชิงบวกได้ โดยการแบ่งหน้าที่อย่างยืดหยุ่น เช่น สลับกันเลี้ยงลูกเพื่อให้อีกฝ่ายได้พักผ่อน หรือควรมีการแลกเปลี่ยนบทบาทเมื่อจำเป็น เช่น พ่อสามารถดูแลลูกในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อให้แม่ได้มีเวลาส่วนตัว จะช่วยลดความเหนื่อยล้าของทั้งสองฝ่าย ต้องมีการลดทัศนคติแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับบทบาทพ่อแม่ คือ พ่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แม่เลี้ยงลูก เป็นแม่บ้าน ปรับเป็นการเป็นพ่อแม่แบบทีม (Co-parenting Model) ซึ่งช่วยให้แต่ละฝ่ายสามารถแบ่งปันภาระงานได้อย่างเท่าเทียม ควรเปิดใจรับความเปลี่ยนแปลง ทั้งบทบาทหน้าที่ของตนเองและคู่รักที่เปลี่ยนไป รวมถึงพัฒนาการตามวัยของลูกด้วย และต้องมีการสื่อสารและประเมินบทบาทพ่อแม่เป็นระยะ ผ่าน “การประชุมครอบครัว” เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของแต่ละฝ่ายและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและสร้างความเข้าใจกันมากขึ้น

  5. การขอรับคำปรึกษาหรือบำบัดคู่รัก (Couples Therapy or Counseling)

    แต่ถ้าหากความสัมพันธ์หลังมีลูกค่อนขางวิกฤต และหนักหนาเกินที่คู่รักจะแบกรับ อาจพิจารณาการเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ไขปัญหาและการสื่อสาร ซึ่งการบำบัดทางจิตวิทยาที่นิยมใช้ในการรักษาความสัมพันธ์หลังมีลูก  ได้แก่ การบำบัดด้วยการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Communication Therapy) การบำบัดด้วยแนวทางเชิงพฤติกรรม (Behavioral Couples Therapy: BCT) โดยคู่รักจะได้รับการฝึกให้แสดงพฤติกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ เช่น การแสดงความขอบคุณต่อกันทุกวัน การหาเวลาสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน การพูดชมเชยกัน เป็นต้น การบำบัดด้วยแนวทางอารมณ์ (Emotionally Focused Therapy: EFT) โดยเน้นที่การระบุ “ความต้องการทางอารมณ์” ของแต่ละฝ่าย และการบำบัดแนวทางเชิงระบบครอบครัว (Systemic Family Therapy) เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกและการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติที่เข้ามามีบทบาทในการดูแลเด็กทั้งระบบ

5 เทคนิคจิตวิทยาในการจัดการความท้าทายในความสัมพันธ์หลังมีลูกข้างต้น เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังจากมีลูก ผ่านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างความสนิทสนม การบริหารความเครียดร่วมกัน การสร้างความยืดหยุ่นในบทบาทพ่อแม่ และการขอรับคำปรึกษาหรือบำบัดคู่รัก เพื่อปรับปรุงการสื่อสาร ลดความเครียด และเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคู่รักหลังการมีลูกให้ดีมากยิ่งขึ้น


แม้จะรู้เทคนิค แต่หลายคู่รักพบว่า “ทำจริง” ไม่ง่าย เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิธี แต่อยู่ที่รูปแบบความสัมพันธ์ที่สะสมมานาน บริการให้คำปรึกษาสำหรับครอบครัว Family Counseling ของ iSTRONG อาจะเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้คุณมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับนักจิตวิทยา เพื่อเข้าใจความต้องการของกันและกัน และเรียนรู้วิธีสื่อสารที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นอย่างแท้จริง เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่แค่พยายามให้มากขึ้นแต่ต้อง “เข้าใจให้ถูกวิธี”

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

สำหรับบุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

สำหรับองค์กร

โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความแนะนำ

อ้างอิง

Cowan, C. P., & Cowan, P. A. (1992).

When partners become parents: The big life change for couples.

Lawrence Erlbaum Associates.


Gottman, J. M., & Silver, N. (2015).

The seven principles for making marriage work: A practical guide from the country's foremost relationship expert.

Harmony.


Rusbult, C. E. (1983).

A longitudinal test of the investment model: The development (and deterioration) of satisfaction and commitment in heterosexual involvements.

Journal of Personality and Social Psychology, 45(1), 101–117.


กรมสุขภาพจิต. (2563).

ห่วงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว.


สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2568, 1 กุมภาพันธ์).

คนมันหมดใจ! คนไทยหมดรักหมดใจพุ่ง ทุบยอดจดทะเบียนต่ำ ดันยอดหย่าร้างสูง คาดอีก 50-60 ปีหน้า เหลือคนไทยแค่ 33 ล้าน วูบหายครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page