จากคู่รักสู่การเป็นพ่อแม่ : 5 เทคนิคจิตวิทยาในการจัดการความท้าทายในความสัมพันธ์หลังมีลูก
- Chanthama Changsalak
- Apr 22
- 2 min read

จากข้อมูลของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีคู่รักจดทะเบียนหย่าร้างจำนวน 147,621 คู่ และเมื่อพิจารณาข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ระบุว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 ถึงเมษายน 2563 มีผู้กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวจำนวน 141 ราย
แบ่งเป็นความรุนแรงทางร่างกายร้อยละ 87 ทางเพศร้อยละ 9 และทางจิตใจร้อยละ 4 นั่นจึงส่งผลให้ประเทศไทยยังคงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกในด้านสถิติความรุนแรงในครอบครัวและต่อสตรี
ถึงแม้ว่าจะมีผลงานวิจัยทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความสัมพันธ์หลังมีลูกไม่มากนัก แต่การให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์หลังมีลูกและการบำบัดครอบครัวกลับได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตามทฤษฎีจิตวิทยาได้ยืนยันว่าความสัมพันธ์หลังมีลูกของคู่รักมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปในทางลบจริง โดยสามารถอธิบายได้ ดังนี้
ตามทฤษฎีความเครียดในชีวิตคู่ (Stress Model of Relationship Functioning)
อธิบายว่า การมีลูกนำมาซึ่งความเครียดที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และการเงิน ซึ่งส่งผลต่อความพึงพอใจในความสัมพันธ์หลังมีลูก
ทฤษฎีบทบาททางสังคม (Social Role Theory)
กล่าวว่า เมื่อคู่รักกลายเป็นพ่อแม่ บทบาทของแต่ละคนเปลี่ยนไปจากคู่รักเป็นผู้ดูแล ส่งผลต่อการแบ่งหน้าที่ ความคาดหวัง และระดับความใกล้ชิดทางอารมณ์
ทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory)
อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์อาจเกิดจากรูปแบบความผูกพันที่แตกต่างกันระหว่างคู่รัก ซึ่งเมื่อมีลูกแล้ว อาจทำให้บางคนรู้สึกไม่มั่นคง ส่งผลต่อความสัมพันธ์หลังมีลูก
ทฤษฎีการลงทุนในความสัมพันธ์ (Investment Model of Commitment)
ให้หตุผลว่า เมื่อมีลูก ทรัพยากรที่ลงทุนในความสัมพันธ์จะถูกจัดสรรไปให้กับลูกมากขึ้น ทำให้เวลาสำหรับคู่รักลดลง ซึ่งอาจลดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ได้
ด้วยเหตุนี้เพื่อสนับสนุนในการพัฒนาความสัมพันธ์หลังมีลูกของคู่รักให้สดใส ราบรื่น และยืนยาว iSTRONG จึงขอนำเสนอ 5 เทคนิคจิตวิทยาในการจัดการความท้าทายในความสัมพันธ์หลังมีลูก มาฝากกัน ดังนี้ค่ะ
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication)
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสัมพันธ์ของคู่รัก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับความท้าทายหลังจากมีลูก โดยการใช้ “I-Statements” แทน “You-Statements” กล่าวคือ ให้ใช้ประโยชคที่แสดงความรู้สึกของตนเองโดยไม่ทำให้คู่รักรู้สึกถูกโจมตี เช่น จากที่เคยพูดว่า “คุณไม่เคยช่วยฉันดูแลลูกเลย” เปลี่ยนเป็น “ฉันรู้สึกเหนื่อยกับการเลี้ยงลูกมากเลยและต้องการความช่วยเหลือจากคุณในการช่วยดูแลลูก” เป็นต้น นอกจากนี้คู่รักควรฝึกฟังอย่างตั้งใจ โดยฟังอีกฝ่ายโดยไม่มีอคติ ไม่ขัดจังหวะ และพยายามเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน มีการสร้าง “Map of Love” หรือแผนที่แห่งความรัก คือ รู้ว่าคู่รักชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เข้าใจว่าเขาเครียดอะไร รู้ว่าจะต้องเข้าหาอย่างไร เป็นต้น อย่าลืมชื่นชมและแสดงความรักอยู่เสมอ และห้ามแสดงพฤติกรรมที่ทำลายความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด โดยพฤติกรรมดังกล่าว ได้แก่ การวิจารณ์ การดูถูกเหยียดหยาม การปกป้องตนเองจนเกินไป และการปิดใจไม่รับฟังค่ะ
การเสริมสร้างความสนิทสนม (Maintaining Intimacy)
แม้ว่าจะมีลูกแล้ว คู่รักควรหาเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน หรือมีช่วงเวลาที่ได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความสัมพันธ์หลังมีลูก โดยการจัดเวลาให้คู่รัก เนื่องจากหลังจากมีลูก เวลาส่วนใหญ่มักถูกใช้ไปกับการดูแลลูก ส่งผลให้เวลาที่มีให้กันลดลง ดังนั้นคู่รักจึงควรหาเวลาเพียงลำพัง เช่น การออกเดต การเดินเล่น หรือการนั่งพูดคุยกันในช่วงค่ำ เพื่อสานความสัมพันธ์ให้แข็งแรง ต้องมีการรักษาความใกล้ชิดทางกาย เช่น การกอด การจูบ หรือการจับมือ ซึ่งเป็นวิธีเสริมสร้างความผูกพันระหว่างคู่รัก อย่าลืมการให้คุณค่าของกันและกัน ผ่านการชื่นชม ขอบคุณ และแสดงออกถึงความรักและความซาบซึ้ง และควรทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกสนุกในความสัมพันธ์และเสริมสร้างความใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังช่วยสร้างความทรงจำดี ๆ และลดความเครียดจากบทบาทพ่อแม่ได้อีกด้วย
การบริหารความเครียดร่วมกัน (Co-regulation of Stress)
การเปลี่ยนผ่านจากคู่รักสู่การเป็นพ่อแม่มักมาพร้อมกับความเครียดที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก การปรับตัวต่อบทบาทใหม่ หรือปัญหาทางการเงิน ด้วยเหตุนี้คู่รักสามารถใช้เทคนิคการบริหารความเครียด เพื่อช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มความเข้าใจกันได้ โดยการการฝึกสติ (Mindfulness) เพื่อลดปฏิกิริยาทางอารมณ์ ฝึกการหายใจเพื่อควบคุมอารมณ์ (Breath Awareness & Deep Breathing) โดยหายใจเข้าลึก ๆ นับ 1 – 4 กลั้นหายใจไว้สักครู่ หายใจออกช้า ๆ นับ 1 – 4 หรือมีการใช้ “เวลาพักร่วมกัน” เพื่อลดความเครียด เช่น นั่งเงียบ ๆ ด้วยกัน 5 นาทีโดยไม่แตะโทรศัพท์ ฟังเพลงที่ช่วยให้รู้สึกสงบ เดินเล่นในสวนขณะฝึกสังเกตสิ่งรอบตัว เป็นต้น ฝึกแสดงความเห็นอกเห็นใจ เมื่อคู่รักมีความเครียดสูง และทำกิจกรรมฝึกสติร่วมกัน เช่น การฝึกโยคะหรือสมาธิด้วยกัน การนวดผ่อนคลายให้กัน เป็นต้น
การสร้างความยืดหยุ่นในบทบาทพ่อแม่ (Parental Role Flexibility)
ความยืดหยุ่นในบทบาทพ่อแม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คู่รักสามารถปรับตัวและรักษาความสัมพันธ์หลังมีลูกให้อยู่ในเชิงบวกได้ โดยการแบ่งหน้าที่อย่างยืดหยุ่น เช่น สลับกันเลี้ยงลูกเพื่อให้อีกฝ่ายได้พักผ่อน หรือควรมีการแลกเปลี่ยนบทบาทเมื่อจำเป็น เช่น พ่อสามารถดูแลลูกในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อให้แม่ได้มีเวลาส่วนตัว จะช่วยลดความเหนื่อยล้าของทั้งสองฝ่าย ต้องมีการลดทัศนคติแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับบทบาทพ่อแม่ คือ พ่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แม่เลี้ยงลูก เป็นแม่บ้าน ปรับเป็นการเป็นพ่อแม่แบบทีม (Co-parenting Model) ซึ่งช่วยให้แต่ละฝ่ายสามารถแบ่งปันภาระงานได้อย่างเท่าเทียม ควรเปิดใจรับความเปลี่ยนแปลง ทั้งบทบาทหน้าที่ของตนเองและคู่รักที่เปลี่ยนไป รวมถึงพัฒนาการตามวัยของลูกด้วย และต้องมีการสื่อสารและประเมินบทบาทพ่อแม่เป็นระยะ ผ่าน “การประชุมครอบครัว” เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของแต่ละฝ่ายและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและสร้างความเข้าใจกันมากขึ้น
การขอรับคำปรึกษาหรือบำบัดคู่รัก (Couples Therapy or Counseling)
แต่ถ้าหากความสัมพันธ์หลังมีลูกค่อนขางวิกฤต และหนักหนาเกินที่คู่รักจะแบกรับ อาจพิจารณาการเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ไขปัญหาและการสื่อสาร ซึ่งการบำบัดทางจิตวิทยาที่นิยมใช้ในการรักษาความสัมพันธ์หลังมีลูก ได้แก่ การบำบัดด้วยการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ (Constructive Communication Therapy) การบำบัดด้วยแนวทางเชิงพฤติกรรม (Behavioral Couples Therapy: BCT) โดยคู่รักจะได้รับการฝึกให้แสดงพฤติกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ เช่น การแสดงความขอบคุณต่อกันทุกวัน การหาเวลาสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน การพูดชมเชยกัน เป็นต้น การบำบัดด้วยแนวทางอารมณ์ (Emotionally Focused Therapy: EFT) โดยเน้นที่การระบุ “ความต้องการทางอารมณ์” ของแต่ละฝ่าย และการบำบัดแนวทางเชิงระบบครอบครัว (Systemic Family Therapy) เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงลูกและการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติที่เข้ามามีบทบาทในการดูแลเด็กทั้งระบบ
5 เทคนิคจิตวิทยาในการจัดการความท้าทายในความสัมพันธ์หลังมีลูกข้างต้น เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลังจากมีลูก ผ่านการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมสร้างความสนิทสนม การบริหารความเครียดร่วมกัน การสร้างความยืดหยุ่นในบทบาทพ่อแม่ และการขอรับคำปรึกษาหรือบำบัดคู่รัก เพื่อปรับปรุงการสื่อสาร ลดความเครียด และเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคู่รักหลังการมีลูกให้ดีมากยิ่งขึ้น
แม้จะรู้เทคนิค แต่หลายคู่รักพบว่า “ทำจริง” ไม่ง่าย เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิธี แต่อยู่ที่รูปแบบความสัมพันธ์ที่สะสมมานาน บริการให้คำปรึกษาสำหรับครอบครัว Family Counseling ของ iSTRONG อาจะเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้คุณมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับนักจิตวิทยา เพื่อเข้าใจความต้องการของกันและกัน และเรียนรู้วิธีสื่อสารที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นอย่างแท้จริง เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่แค่พยายามให้มากขึ้นแต่ต้อง “เข้าใจให้ถูกวิธี”
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
สำหรับบุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
สำหรับองค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
บทความแนะนำ
อ้างอิง
Cowan, C. P., & Cowan, P. A. (1992).
When partners become parents: The big life change for couples.
Lawrence Erlbaum Associates.
Gottman, J. M., & Silver, N. (2015).
The seven principles for making marriage work: A practical guide from the country's foremost relationship expert.
Harmony.
Rusbult, C. E. (1983).
A longitudinal test of the investment model: The development (and deterioration) of satisfaction and commitment in heterosexual involvements.
Journal of Personality and Social Psychology, 45(1), 101–117.
กรมสุขภาพจิต. (2563).
ห่วงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว.
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2568, 1 กุมภาพันธ์).
คนมันหมดใจ! คนไทยหมดรักหมดใจพุ่ง ทุบยอดจดทะเบียนต่ำ ดันยอดหย่าร้างสูง คาดอีก 50-60 ปีหน้า เหลือคนไทยแค่ 33 ล้าน วูบหายครึ่งหนึ่งของปัจจุบัน.
ประวัติผู้เขียน
จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้
