ทะเลาะกันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ทำไม? 5 วิธีจัดการกับวงจรความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ
- Chanthama Changsalak
- 3 hours ago
- 2 min read

จากการศึกษาข้อมูลเชิงสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2558–2568) พบว่า สถานการณ์ความขัดแย้งของคู่รักในประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้จัดการความขัดแย้งได้ยากมากขึ้น อันนำไปสู่การหย่าร้างหรือการเลิกรากันมากขึ้น
โดยข้อมูลจากสำนักทะเบียนราษฎร์ระบุว่า อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 30 – 40 ปี และที่น่าตกใจอย่างมาก คือ โดยส่วนใหญ่ของคู่หย่าร้าง หย่าร้างกันหลังจากแต่งงานได้ 5 ปี เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุของการหย่าร้าง ก็พบว่าสาเหตุหลักมาจากการทะเลาะกันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ในประเด็นปัญหาทางการเงิน ความไม่เข้าใจกัน ความไม่ไว้วางใจในความสัมพันธ์ และการนอกใจ
ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว นอกจากนี้ผลการศึกษาเรื่องการจัดการความขัดแย้งในคู่รัก พบว่า คู่รัก Gen Z มีแนวโน้มมีความสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็วแต่ก็จบความสัมพันธ์ลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน เนื่องจากมีอิสระในการใช้ชีวิตมากกว่า Gen อื่น และได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย
ทางด้านคู่รัก LGBTQ+ แม้มีความเปิดกว้างมากขึ้น แต่ยังประสบกับแรงกดดันจากครอบครัวและสังคม ส่งผลให้เกิดความเครียดในความสัมพันธ์มากกว่าเพศอื่น ๆ ทฤษฎีจิตวิทยาหลากหลายทฤษฎีได้อธิบายสาเหตุของการทะเลาะกับเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ของคู่รักจนนำไปสู่ปัญหาการจัดการความขัดแย้งเอาไว้ ดังนี้ค่ะ
ความผูกพันไม่สอดคล้องกัน
ตามทฤษฎีรูปแบบการยึดเหนี่ยว (Attachment Theory) โดย John Bowlby และ Mary Ainsworth ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา อธิบายว่า คู่รักแต่ละคนมักมีรูปแบบความผูกพันในวัยเด็กที่ติดตัวมาสู่ความสัมพันธ์เมื่อโตขึ้นแตกต่างกัน บางคนเป็นแบบยึดเหนี่ยวปลอดภัย (secure)
โดยคนกลุ่มนี้มักสื่อสารตรงไปตรงมาและเข้าใจตนเองกับผู้อื่น สำหรับบางคนเป็นแบบวิตกกังวล (anxious) ก็จะมีความอ่อนไหวสูง ขาดความมั่นใจ มีแนวโน้มพึ่งพิงคนรักสูง และคนที่เป็นแบบหลีกเลี่ยง (avoidant) จะมีแนวโน้มปิดกั้นอารมณ์และหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นแล้วหากคู่รักมีรูปแบบการยึดเหนี่ยวที่ไม่สอดคล้องกัน ก็จะเป็นเหตุให้ทะเลาะกันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ได้
มีพฤติกรรมบั่นทอนความสัมพันธ์
ตามทฤษฎีรูปแบบการสื่อสาร (Communication Patterns Theory) โดย John Gottman ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา อธิบายว่า คู่รักมักจะมี 4 พฤติกรรมที่ทำลายความสัมพันธ์ ประกอบด้วย
การวิจารณ์ (Criticism)
โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมักจะมีการโจมตีตัวตนอีกฝ่ายให้เกิดการบั่นทอนความรู้สึกโดยเจตนา เช่น คุณเห็นแก่ตัว คุณไม่มีระเบียบ คุณไม่ขยัน เป็นต้น
การดูหมิ่น (Contempt)
ซึ่งแสดงออกในรูปของการประชดประชัน เสียดสี ดูแคลน เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่
ตั้งกำแพง (Stonewalling)
เช่น เฉยชา ไม่พูด ไม่ตอบสนอง ไม่สนใจอีกฝ่าย ส่งผลให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกเมิน ไร้ตัวตน และ
การโต้กลับทันที (Defensiveness)
เป็นการปิดกั้นการสื่อสารในคู่รักที่มีอารมณ์ทางลบต่อกัน กล่าวคือไม่รับฟังกัน และตอบโต้กลับโดยทันที
การติดลูปวงจรความขัดแย้ง
Bernard Mayer ผู้เชี่ยวชาญด้านการไกล่เกลี่ย ได้อธิบายผ่านทฤษฎีวงจรความขัดแย้ง (Conflict Cycle Theory) ว่า ความขัดแย้งจะเกิดเป็น “วงจร” (Loop) เมื่อคู่รักตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยอารมณ์มากกว่าความเข้าใจ ไม่มีการสะท้อนความรู้สึก หรือปรับพฤติกรรมหลังจากทะเลาะกัน
ส่งผลให้ยังคงทะเลาะกันเรื่องเดิม ๆ เช่น เรื่องเงิน ความหึงหวง หรือหน้าที่ในบ้าน แล้วอาจนำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว หรือการเลิกรากันในที่สุด
ความคาดหวังไม่ตรงกับความเป็นจริง
ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectation Theory) โดย Holmes และ Murray อธิบายว่า คู่รักแต่ละคนมีความคาดหวังต่อความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเอาใจใส่เสมอ แต่อีกฝ่ายคาดหวังว่าคนรักรักเราเพราะเราเป็นเรา
จึงเป็นตัวของตัวเองจนลืมแบ่งพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น หากความคาดหวังไม่ได้รับการตอบสนอง และขาดการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา ความขัดแย้งจะสะสม จนปะทุขึ้นซ้ำ ๆ และระเบิดออกมาในรูปของการทะเลาะกันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ และเลิกลากันอย่างเจ็บช้ำทั้งสองฝ่าย
และเพื่อการประสานรอบร้าว แก้ไขปัญหาการทะเลาะกันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ของคู่รัก ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาจึงได้แนะนำแนวทางการจัดการความขัดแย้งเอาไว้ 5 เทคนิคจิตวิทยา ดังนี้ค่ะ
สำรวจรูปแบบความผูกพัน
หากความผูกพันที่ไม่สอดคล้องกันของคู่รักส่งผลให้เกิดรอบร้าวในความสัมพันธ์ John Bowlby และ Mary Ainsworth จึงได้แนะนำให้คู่รักทำการสำรวจรูปแบบความผูกพันของตนเองและคู่รักเสียก่อนว่ามีผูกพันในรูปแบบใด
ไม่ว่าจะเป็น วิตกกังวล หลีกเลี่ยง หรือปลอดภัย เพื่อเรียนรู้ตนเองและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วจึงปรับจูนให้สอดคล้องกันเพื่อสานสัมพันธ์ต่อไป หรือตัดสินใจร่วมกันว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปในทิศทางใดจึงจะมีความสุขกันทั้งสองฝ่าย
เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารให้เหมาะสม
จากแนวคิดของ John Gottman ที่อธิบายว่า 4 พฤติกรรมที่เป็นรูปแบบการสื่อสารที่ก่อให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ได้แก่ การวิจารณ์ การดูหมิ่น การตั้งกำแพง และการโต้กลับทันที สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารให้เหมาะสม
โดยมีแนวทางสำคัญ คือ แทนที่จะ “วิจารณ์” คนรัก ให้เปลี่ยนเป็น I message เช่น เปลี่ยนจาก “คุณเห็นแก่ตัว” เป็น “ฉันอยากให้คุณใส่ใจฉันมากขึ้น” หรือเปลี่ยนจาก “คุณไม่มีระเบียบ” เป็น “ฉันจะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นถ้าบ้านของเราเป็นระเบียบ” เป็นต้น
รวมถึงต้องมีการฝึกฟังโดยไม่ขัดจังหวะ และสะท้อนกลับสิ่งที่ได้ยิน เพื่อหลีกเลี่ยงการประชดหรือทำร้ายจิตใจกัน
สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์
Sue Johnson ได้อธิบายผ่านทฤษฎี Emotional Focused Therapy (EFT) ว่า ความขัดแย้งของคู่รักโดยส่วนใหญ่มาจาก “ความกลัวที่จะสูญเสียความรักหรือการยอมรับ” ดังนั้นจึงควรจัดการความขัดแย้งโดยการพูดถึงความเปราะบางในจิตใจให้อีกฝ่ายรับรู้
เช่น “ฉันกลัวว่าคุณไม่ต้องการฉันแล้ว” แทนการโกรธหรือประชด และหมั่นสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ คือ การรับฟังกันอย่างตั้งใจ โดยไม่ตัดสิน ไม่พูดแทรก ไม่แสดงอารมณ์ทางลบใส่กัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความรู้สึก ได้พูดถึงปัญหา โดยไม่ต้องกังวลว่าคู่รักจะโกรธ
ตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อหยุดพฤติกรรมทางลบ
จากสาเหตุการติดลูปวงจรความขัดแย้งของ Bernard Mayer ที่กล่าวว่า ความขัดแย้งของคู่รักจะวนซ้ำไม่รู้จบเมื่อเราตอบสนองโดยอัตโนมัติ เช่น ขึ้นเสียง หลบหน้า หรือพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมซ้ำ ๆ
ทั้งนี้ Mayer เสนอแนวทางการจัดการความขัดแย้งเอาไว้ว่า คู่รักต้องหยุดวงจรด้วยการพักชั่วคราว (Time-out) เมื่อเริ่มหัวร้อน โดยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันต้องการอะไรจากคนรักของฉัน?” หรือ “ฉันตอบสนองแบบนี้เพราะอะไร?” รวมถึงการวางเป้าหมายว่าสื่อสารเพื่อเข้าใจกัน ไม่ใช่เพื่อเอาชนะกัน
ปรับความคาดหวังให้ตรงกัน
ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectation Theory) ได้พูดถึงสาเหตุของการทะเลาะกันเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ว่า เพราะคู่รักแต่ละฝ่ายมีความคาดหวังที่ไม่เคยบอกกัน และไม่สอดคล้องกัน
ดังนั้นจึงควรจัดการความขัดแย้งด้วยการแบ่งปันความต้องการจากความสัมพันธ์ หรือความคาดหวังในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก เพื่อเปรียบเทียบและปรับจูนเข้าหากัน รวมถึงหมั่นทำการรีเซตความคาดหวังเป็นระยะ เพื่อปรับตามสภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วยนะคะ
คู่รักทุกคู่เมื่อเริ่มความสัมพันธ์แล้วย่อมคาดหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ยืนยาว แต่เมื่อต้องมาเจอเข้ากับสถานการณ์ทะเลาะกันเรื่องเดิมไม่จบไม่สิ้น ก็จะเริ่มบั่นทอนความรัก ความผูกพัน จนทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน ด้วยเหตุนี้การรู้เท่าทันการจัดการความขัดแย้งของคู่รัก และเรียนรู้วิธีสื่อสารอย่างเข้าอกเข้าใจ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ความสัมพันธ์เติบโตและมั่นคงอย่างยั่งยืน
แม้คู่รักจะเข้าใจสาเหตุและมีวิธีจัดการความขัดแย้ง แต่ในสถานการณ์จริง หลายครั้งความรู้สึกที่สะสมมานานทำให้ “การสื่อสาร” ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ ทางเราก็มีบริการปรึกษาเรื่องคู่รัก ความสัมพันธ์ (Couple Counseling) ที่จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้มีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับนักจิตวิทยา เพื่อค่อย ๆ คลี่คลายความเข้าใจผิด มองเห็นกันในมุมใหม่ และเรียนรู้วิธีสื่อสารที่ทำให้ความสัมพันธ์กลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้ง
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
สำหรับบุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
สำหรับองค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
บทความแนะนำ
อ้างอิง
กรมการปกครอง. (2566).
สถิติการจดทะเบียนสมรสและการหย่า ปี 2566. กระทรวงมหาดไทย. https://stat.bora.dopa.go.th/
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2564).
รายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวในประเทศไทย ปี 2564. กรุงเทพมหานคร: กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
UN Women. (2021).
Measuring the shadow pandemic: Violence against women during COVID-19. https://www.unwomen.org/
Ainsworth, M. D. S., & Bowlby, J. (1991).
An ethological approach to personality development. American Psychologist, 46(4), 333–341. https://doi.org/10.1037/0003-066X.46.4.333
Gottman, J. M., & Silver, N. (2015).
The seven principles for making marriage work: A practical guide from the country's foremost relationship expert (2nd ed.). Harmony Books.
Mayer, B. (2012).
The dynamics of conflict: A guide to engagement and intervention (2nd ed.). Jossey-Bass.
Holmes, J. G., & Murray, S. L. (1996).
Conflict in close relationships: The role of negative expectations. In E. T. Higgins & A. W. Kruglanski (Eds.), Social psychology: Handbook of basic principles (pp. 622–654). Guilford Press.
Johnson, S. M. (2019).
Attachment theory in practice: Emotionally focused therapy (EFT) with individuals, couples, and families. The Guilford Press.
ประวัติผู้เขียน
จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้
