ทำไมบางคนมาปรึกษาคุณเสมอ ทั้งที่คุณไม่ได้เป็นนักจิตวิทยา
- iStrong team
- 1 day ago
- 1 min read

คุณเคยเป็น “คนที่ทุกคนมาหาเวลามีปัญหา” ไหม ลองสังเกตดูว่าในกลุ่มเพื่อน ในทีม หรือในครอบครัว มักจะมีคนประเภทหนึ่งที่คนอื่น “เลือกมาคุยด้วยเสมอ” เวลามีเรื่องเครียด เวลามีปัญหาความสัมพันธ์ เวลาต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต คนเหล่านี้มักจะถูกทักมาว่า “ขอปรึกษาหน่อยได้ไหม”
บางคนถึงกับพูดติดตลกว่า “ฉันไม่ได้เป็นนักจิตวิทยา แต่ทำไมทุกคนมาระบายกับฉันตลอด” สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่ถูกเลือกให้เป็นที่ปรึกษาแบบนี้ มักไม่ได้มีตำแหน่งพิเศษอะไรเลย ไม่ใช่ HR ไม่ใช่โค้ช ไม่ใช่นักบำบัด แต่กลับเป็นคนที่คนอื่นรู้สึกว่า “คุยด้วยแล้วสบายใจ” บางคนจึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ทำไมคนถึงเลือกมาคุยกับฉัน
ฉันควรพูดอะไรดีเวลาคนมาปรึกษา
หรือบางครั้งก็รู้สึกกลัวว่า ถ้าพูดผิดไป จะทำให้เขาแย่กว่าเดิมไหม
ความจริงคือ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันมีคำอธิบายในทางจิตวิทยาอยู่ค่ะ
คนบางคนมี “พื้นที่ปลอดภัย” โดยธรรมชาติ
ในจิตวิทยาการให้คำปรึกษา มีแนวคิดหนึ่งที่สำคัญมากเรียกว่า Psychological Safety Presence หรือพูดง่าย ๆ คือ “การที่ใครบางคนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูดความจริงออกมาได้” มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณในการรับรู้ว่า ใครเป็นคนที่
ฟังโดยไม่ตัดสิน
ไม่รีบสรุป
ไม่เอาเรื่องเราไปเล่าต่อ
ไม่พยายามควบคุมชีวิตเรา
คนที่มีลักษณะนี้ มักจะกลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” โดยธรรมชาติ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม บางคนจึงกลายเป็นคนที่เพื่อนร่วมงาน ลูกทีม หรือแม้แต่คนในครอบครัว เลือกมาปรึกษาเสมอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเป็น “พื้นที่ปลอดภัยของคนอื่น” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าเราไม่มีทักษะที่เหมาะสม การฟังปัญหาของคนอื่นตลอดเวลา อาจทำให้เรา
รู้สึกกดดัน
กลัวพูดผิด
เริ่มแบกอารมณ์ของคนอื่นไว้มากเกินไป
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม คนที่อยากช่วยเหลือผู้อื่นอย่างแท้จริง จึงต้องเรียนรู้และเข้าใจ ทักษะการให้คำปรึกษาอย่างถูกต้อง
ถ้าคุณเป็นคนที่มาปรึกษาบ่อย ลองใช้ 4 เทคนิคนี้
ฟังก่อนที่จะคิดหาคำตอบ
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ ไม่ใช่คำแนะนำทันที แต่คือการรู้สึกว่า มีใครสักคน “เข้าใจเขาจริง ๆ” ลองฝึกฟังโดยไม่รีบสรุป และไม่รีบคิดคำตอบในหัว เพียงแค่ตั้งใจฟังอย่างจริงใจ ก็ช่วยลดความตึงเครียดในใจอีกฝ่ายได้มากแล้ว
สะท้อนความรู้สึกแทนการตัดสิน
แทนที่จะพูดว่า “ทำไมไม่ลองทำแบบนี้ล่ะ” ลองพูดว่า “ฟังดูเหมือนเรื่องนี้ทำให้คุณหนักใจมากเลยนะ” การสะท้อนความรู้สึกแบบนี้ ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวกับปัญหา
ถามคำถามที่ช่วยให้เขาคิด
นักให้คำปรึกษามักใช้คำถามแบบเปิด เช่น “ตอนนี้สิ่งที่คุณกังวลที่สุดคืออะไร” “ถ้ามองไปข้างหน้า คุณอยากให้สถานการณ์นี้เปลี่ยนไปแบบไหน” คำถามแบบนี้ช่วยให้คนที่กำลังสับสน ค่อย ๆ มองเห็นทางเลือกของตัวเอง
ไม่ต้องรีบแก้ปัญหาให้ทุกอย่าง
บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ ไม่ใช่การหาคำตอบ แต่คือการอยู่ตรงนั้นและรับฟังเขาอย่างจริงใจ เพราะหลายครั้ง คำตอบที่แท้จริงอยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว
Case Study คนที่กลายเป็น “ที่ปรึกษาประจำทีม” โดยไม่ตั้งใจ
คุณเอ เป็นหัวหน้าทีมในบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง แม้เธอจะไม่ได้ทำงาน HR แต่ลูกทีมหลายคนมักจะเดินมาคุยกับเธอเวลามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็น
ความเครียดจากงาน
ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมทีม
หรือปัญหาส่วนตัวบางอย่าง
ในช่วงแรก เธอพยายามให้คำแนะนำทุกครั้ง เพราะคิดว่าการช่วยเหลือคือการ “บอกทางออก” แต่ผลลัพธ์กลับไม่ดีอย่างที่คิดบางครั้งลูกทีมกลับเงียบลง บางครั้งดูเหมือนจะไม่ทำตามคำแนะนำเลย
จนเธอเริ่มเรียนรู้ทักษะการฟังแบบนักให้คำปรึกษา เธอเริ่มเปลี่ยนวิธีคุย เช่น จากเดิมที่รีบเสนอวิธีแก้ กลายเป็นตั้งใจฟังมากขึ้น จากเดิมที่พูดเยอะ กลายเป็นถามคำถามที่ช่วยให้ลูกทีมคิด
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ลูกทีมเริ่มเปิดใจมากขึ้น ปัญหาหลายอย่างคลี่คลายได้เร็วขึ้น และบรรยากาศในทีมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอจึงค้นพบว่า การช่วยเหลือคนอื่น ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเสมอไป แต่ต้องมี “ทักษะในการฟังและเข้าใจ”
การช่วยเหลือคนอื่น คือทักษะที่เรียนรู้ได้
คนที่กลายเป็น “ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม” มักเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจโดยธรรมชาติ แต่ความตั้งใจดีเพียงอย่างเดียว อาจไม่พอสำหรับการช่วยเหลือคนอื่นในระยะยาว เพราะการฟังปัญหาของผู้คน ต้องอาศัยทั้ง
ความเข้าใจด้านจิตวิทยา
วิธีตั้งคำถามที่เหมาะสม
การดูแลขอบเขตทางอารมณ์ของตัวเอง
ทักษะเหล่านี้ คือสิ่งที่นักให้คำปรึกษาเรียนรู้และฝึกฝนอย่างจริงจัง และข่าวดีคือ มันไม่ใช่ทักษะเฉพาะของนักจิตวิทยาเท่านั้น แต่เป็นทักษะที่ "คนทั่วไป" ก็สามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะในโลกของชีวิตการทำงานและความสัมพันธ์ บางครั้งสิ่งที่ผู้คนต้องการที่สุด ไม่ใช่คำตอบ แต่คือ “ใครสักคนที่ฟังเขาอย่างเข้าใจจริง ๆ”
ทักษะการฟังและการให้คำปรึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึก
ทักษะการฟังและการให้คำปรึกษาแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึก แต่เป็นทักษะที่มีโครงสร้างและสามารถฝึกฝนได้จริง ซึ่งในหลักสูตรทักษะจิตวิทยาการให้คำปรึกษา จาก iSTRONG ผู้เรียนจะได้เรียนรู้
โครงสร้าง 6 ขั้นตอน 7 ทักษะของการให้คำปรึกษา
วิธีฟังอย่างลึกซึ้งและสะท้อนความรู้สึกอย่างเหมาะสม
เทคนิคการตั้งคำถามที่ช่วยให้ผู้คนค้นหาคำตอบของตัวเอง
วิธีรับมือกับอารมณ์และสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนในการสนทนา
พร้อมการฝึกปฏิบัติผ่านกรณีศึกษาจริง เพื่อให้ทักษะเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในงาน การเป็นผู้นำ และความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน
สำหรับองค์กรหรือผู้นำที่ต้องการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร การรับฟัง และความเข้าใจผู้คนในทีม ทาง iSTRONG ยังมีบริการ In-house Training เพื่อพัฒนาทักษะด้านจิตวิทยา
ซึ่งสามารถออกแบบเนื้อหาและ Workshop ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กรได้โดยเฉพาะ เพราะเมื่อคนในทีมมีทักษะในการเข้าใจตัวเองและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น บรรยากาศการทำงาน ความร่วมมือ และการแก้ปัญหาในองค์กรก็จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
หากคุณสนใจพัฒนาทักษะนี้ให้กับตัวเอง หรืออยากนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ในทีมและองค์กร สามารถดูรายละเอียดคอร์ส หรือสอบถามเรื่องการจัด Training สำหรับองค์กรเพิ่มเติมได้ผ่าน In-house Training เพื่อพัฒนาทักษะด้านจิตวิทยา ค่ะ
iSTRONG Mental Health
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร
บริการของเรา
บุคคลทั่วไป
บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5
คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U
องค์กร
บริการดูแลสุขภาพใจพนักงาน : https://cutt.ly/KtkKwjXg
ติดต่อ
โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong
