top of page

โกรธกันทีไรเงียบใส่ทุกที เข้าใจกลไก “Withdrawal Behavior” และวิธีแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ในคู่รัก


iSTRONG โกรธกันทีไรเงียบใส่ทุกที: 
เข้าใจกลไก “Withdrawal Behavior” และวิธีแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ในคู่รัก

“โกรธกันทีไร เงียบใส่ทุกที”


เป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในคู่รักหลาย ๆ คู่ ที่เมื่อไม่พอใจกัน อีกฝ่ายหนึ่งจะเงียบใส่ ไม่ยอมพูดคุย จนทำให้เกิดบรรยากาศตึงเครียด ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่า “Withdrawal Behavior” ค่ะ


จากงานวิจัยด้านจิตวิทยาทั้งภายในและต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า “Withdrawal Behavior” เป็นสัญญาณของปัญหาความสัมพันธ์และเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งนำไปสู่การเลิกลากันในที่สุด


ทั้งนี้ Withdrawal Behavior ในคู่รัก หรือ พฤติกรรมถอนตัวทางอารมณ์หรือทางสังคมในคู่รัก ในทางจิตวิทยาหมายถึง การหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร หรือการเผชิญหน้ากับปัญหาทางอารมณ์และความขัดแย้งในคู่รัก โดยมักเลือก “ถอยออก” จากสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจในความสัมพันธ์


โดย Withdrawal Behavior ในคู่รักมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางอารมณ์ บุคลิกภาพ และประสบการณ์ในอดีต ซึ่งส่งผลให้คู่รักรู้สึกว่าการ “ถอยออก” เป็นวิธีปลอดภัยกว่าการเผชิญหน้าความขัดแย้งโดยตรง


ทั้งนี้ Withdrawal Behavior ในคู่รักทำงานผ่านกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “กลไกการป้องกันตนเอง” (Defensive mechanisms) และ การควบคุมอารมณ์ (emotion regulation) ของคู่รักเพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกเจ็บปวดหรือความขัดแย้งทางอารมณ์ โดยมีกลไกของ Withdrawal Behavior  ดังนี้


  1. กลไกการหลีกเลี่ยง (Avoidance coping)

    เมื่อคนรักคนใดคนหนึ่งเกิดความรู้สึกไม่พอใจอีกฝ่าย จะใช้การถอนตัวจากความสัมพันธ์เพื่อจัดการความเครียด และหลีกหนีสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์ เช่น ความโกรธ ความเศร้า หรือความรู้สึกผิด 

  2. การปิดกั้นทางอารมณ์ (Emotional suppression):

    เมื่อคนรักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอนตัวออกมาจากความสัมพันธ์แล้ว จะพยายามกดอารมณ์ไม่ให้แสดงออก โดยหวังว่าจะลดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ เช่น แยกกันอยู่ แยกห้องนอน หลีกเลี่ยงการพูดคุย ซึ่งในระยะยาวจะยิ่งเพิ่มความห่างเหินในความสัมพันธ์

  3. วงจร Demand – Withdraw Pattern

    หลังจากที่ความรักเกิดปัญหา แล้วฝ่ายหนึ่งมี Withdrawal Behavior  คือ ถอนตัวจากความสัมพันธ์โดยหลีกเลี่ยงการพบเจอ และปิดกั้นอารมณ์ของตนเอง จะเข้าสู่วงจรที่ในทางจิตวิทยาเรียกว่า “Demand – Withdraw Pattern” คือ ฝ่ายหนึ่งพยายามพูดคุยแก้ไขปัญหา (Demand) ในขณะที่อีกฝ่ายเลือกจะหลบเลี่ยงหรือเงียบ (Withdraw) เพื่อลดความตึงเครียดชั่วคราว ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในอีกฝ่ายสะสมไปเรื่อย ๆ และเกิดความร้าวฉายในความสัมพันธ์ ที่อาจนำไปสู่การเลิกลาในที่สุด 

ทั้งนี้ ตามแนวคิดทางจิตวิทยาและงานวิจัยทางจิตวิทยา ได้กล่าวถึงลักษณะเด่นของ Withdrawal Behavior เอาไว้ ดังนี้ค่ะ


  1. การเงียบ (Silent treatment) 

    การเงียบใน  Withdrawal Behavior คือ พฤติกรรมที่คนรักฝ่ายหนึ่งปฏิเสธที่จะสื่อสารหรือตอบสนองทางอารมณ์กับคู่รักเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อแสดงความไม่พอใจ หรือเพื่อควบคุมสถานการณ์ หรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตนเองจากความรู้สึกถูกคุกคามทางอารมณ์ โดยจะมีลักษณะเด่น คือ การปิดการสื่อสารโดยจงใจ (Intentional non-communication) ไม่พูด ไม่ตอบข้อความ หรือไม่สบตา เพื่อแสดงการต่อต้านหรือลงโทษอีกฝ่าย

  2. การถอยทางอารมณ์ (Emotional disengagement) 

    การถอยทางอารมณ์ จะมีลักษณะเด่น คือ แม้จะอยู่ใกล้กัน แต่ไม่แสดงอารมณ์ ไม่แสดงความสนใจอีกฝ่ายโดยตั้งใจ เพื่อลดการมีส่วนร่วมทางอารมณ์กับคู่รัก โดยไม่ตอบสนองต่อความรู้สึก ความต้องการ หรือประสบการณ์ร่วมเหมือนเดิม


    แม้จะยังอยู่ในความสัมพันธ์ก็ตาม ซึ่งในทางจิตวิทยา พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นเมื่อคนรักฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรู้สึกเหนื่อยล้า ผิดหวัง หรือหมดความหวังในการเปลี่ยนแปลง จึง “ปิดใจ” เพื่อปกป้องตนเองจากความเจ็บปวด 

  3. การหลีกเลี่ยงทางกาย (Physical withdrawal) 

    การหลีกเลี่ยงทางกาย หมายถึง การที่คนรักฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด “ถอยห่างทางกายภาพ” จากคู่รัก ไม่ว่าจะโดยการเดินออกจากสถานการณ์ ความขัดแย้ง หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน เพื่อหลีกหนีจากความตึงเครียดทางอารมณ์


    โดยพฤติกรรมนี้มักสะท้อนกลไกป้องกันตนเองจากความรู้สึกเจ็บปวด หรือความกลัวการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่การปะทะทางอารมณ์ 

  4. การปฏิเสธที่จะสื่อสาร (Refusal to discuss issues) 

    เป็นหนึ่งในรูปแบบสำคัญของ Withdrawal Behavior ที่มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของคู่รัก โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งหรือความตึงเครียดทางอารมณ์ ซึ่งสะท้อนถึงการ “ปิดกั้นทางการสื่อสาร” (Communication shutdown) เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สบายใจหรือการเผชิญหน้ากับปัญหา โดยมีลักษณะเด่น คือ การที่คนรักฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหลีกเลี่ยงการสนทนาในประเด็นสำคัญ เช่น พูดแทรก พูดขัด เปลี่ยนเรื่อง หรือ พูดว่า “ไม่อยากคุยตอนนี้” หรือ “ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว” รวมถึงมีพฤติกรรมเย็นชาเมื่ออีกฝ่ายพยายามพูดคุย เช่น ไม่สบตา ไม่ตอบคำถาม หรือถอนตัวจากการสนทนา

งานวิจัยทางจิตวิทยาหลายงานวิจัยยังยืนยันว่า  Withdrawal Behavior ทำให้คู่รักหลีกเลี่ยงที่จะสื่อสารกันอย่างเปิดใจ ก่อให้เกิดการสะสมของความเข้าใจผิด กลายเป็นความขุ่นข้องหมองใจที่รอวันระเบิด ทำให้คู่รักเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่าในสายตาคนรัก ไม่มั่นใจในความสัมพันธ์


อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นวงจร “ไล่ตาม–หลบหนี” (Pursue – Withdraw cycle) ที่ทำให้ปัญหาบานปลาย และในระยะยาวอาจนำไปสู่ความรู้สึกหมดใจ (Emotional burnout) หรือการแยกทางกันในที่สุด ดังนั้นแล้ว หากคู่รักที่มี  Withdrawal Behavior ยังมีความประสงค์จะรักษาความสัมพันธ์ฉันคนรักเอาไว้ ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาก็ได้แนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ในคู่รักเอาไว้ดังนี้ค่ะ


  1. ฝึกการสื่อสารเชิงเปิดใจ (Open communication)

    การสื่อสารเชิงเปิดใจ ถือเป็น “หัวใจหลัก” ของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน เพราะช่วยลด Withdrawal Behavior ในคู่รักและยังช่วยลดปัญหาความสัมพันธ์ โดยการเสริมสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความผูกพันทางอารมณ์ในคู่รัก ผ่านการสื่อสารอย่างเปิดใจ


    การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้สึก และความต้องการอย่างซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา และเคารพกัน โดยไม่ตัดสิน ไม่กล่าวโทษ และเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้ “ฟังและเข้าใจ” กันจริง ๆ

  2. ใช้เทคนิคฟังอย่างตั้งใจและสะท้อนความรู้สึก (Reflective Listening) 

    การฟังอย่างตั้งใจและสะท้อนความรู้สึก เป็นหนึ่งในเทคนิคทางจิตวิทยาที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของคู่รัก โดยเฉพาะในคู่ที่มีปัญหาการสื่อสารหรือมี Withdrawal Behavior เนื่องจากเทคนิคนี้สามารถช่วย “สร้างสะพานแห่งความเข้าใจ” ระหว่างสองฝ่ายอย่างลึกซึ้ง ผ่านกระบวนการฟังอย่างตั้งใจ (Active listening) พร้อมทั้ง “สะท้อนกลับ” ความหมายหรือความรู้สึกที่อีกฝ่ายสื่อออกมา เพื่อแสดงการรับรู้ เข้าใจ และอย่าลืมให้คุณค่ากับสิ่งที่เขาพูดด้วยนะคะ

  3. ฝึกการควบคุมอารมณ์ (Emotional regulation)

    การควบคุมอารมณ์ เป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานที่ช่วยให้คู่รักรักษาความสัมพันธ์ได้อย่างมั่นคงและมีความสุข เนื่องจากอารมณ์ที่ไม่ถูกจัดการอย่างเหมาะสมจะกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาความสัมพันธ์ ในคู่รัก เกิดการสื่อสารเชิงลบ และเกิด Withdrawal Behavior ในคู่รักจำนวนมาก


    ดังนั้นหากคู่รักมีการฝึกความสามารถในการตระหนักรู้ เข้าใจ และจัดการอารมณ์ของตนเองให้เหมาะสม จะสามารถตอบสนองต่อคู่รักอย่างมีสติและสร้างสรรค์มากขึ้น

  4. เข้ารับการบำบัดคู่รัก (Couples therapy)

    การบำบัดคู่รัก หรือบางครั้งเรียกว่า Marriage Counseling เป็นกระบวนการบำบัดทางจิตวิทยาที่มุ่งช่วยให้คู่รักเข้าใจตนเองและเข้าใจกันและกันมากขึ้น โดยฟื้นฟูการสื่อสารที่สร้างปัญหาความสัมพันธ์ และสร้างความผูกพันทางอารมณ์ใหม่อย่างมีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์โดยการวิจัยแล้วว่าสามารถช่วยแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบำบัดด้วยเทคนิคจิตวิทยา Emotionally Focused Therapy (EFT) ซึ่งช่วยให้คู่รักเรียนรู้การเข้าถึงอารมณ์แท้จริงและสร้างความผูกพันใหม่ที่ยั่งยืน

ความสัมพันธ์ในรูปแบบ “คนรัก” เป็นความสัมพันธ์ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนทางความรู้สึก แต่ก็อัดแน่นไปด้วย “ความผูกพันทางอารมณ์” ที่ส่งผลให้คู่รักหลายคู่แม้จะเผชิญปัญหา แต่ก็ยังมีความปารถนาที่จะแก้ไขและฟื้นฟูความสัมพันธ์


หลายครั้ง ความสัมพันธ์ไม่ได้พังลงเพราะ “หมดรัก” แต่ค่อย ๆ ห่างกันจากการไม่เข้าใจกัน การเงียบใส่กัน และการปล่อยให้ความรู้สึกถูกเก็บสะสมไว้โดยไม่มีใครรับฟังจริง ๆ และในบางคู่ ยิ่งพยายามคุย ก็ยิ่งทะเลาะ จนสุดท้ายเลือก “เงียบ” เพราะไม่รู้จะสื่อสารกันยังไงแล้ว


หากคุณและคนรักกำลังติดอยู่ในวงจรแบบนี้ iSTRONG มีบริการดูแลสุขภาพใจคู่รักและความสัมพันธ์ (Couples & Relationship Counseling) โดยนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้กลับมาเรียนรู้การสื่อสาร เข้าใจความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ใต้ความเงียบ และค่อย ๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างปลอดภัยอีกครั้ง


เพราะบางครั้ง สิ่งที่ความสัมพันธ์ต้องการ อาจไม่ใช่ “การชนะกัน” แต่คือการได้กลับมารู้สึกว่า “เรายังเข้าใจกันอยู่” 💜

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

  • โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความแนะนำ

อ้างอิง

Gottman, J. M., & Levenson, R. W. (2000).

The timing of divorce: Predicting when a couple will divorce over a 14-year period.

Journal of Marriage and Family, 62(3), 737–745.


Körner, R., Overall, N. C., Chang, V. T., Hammond, M. D., Sasaki, E., Schütz, A., & Zverling, E. (2025, April 29).

The relational nature of attachment and power: Attachment avoidance and withdrawal limit partners’ power.

Personality and Social Psychology Bulletin.

Advance online publication.


Overall, N. C., Fletcher, G. J. O., Simpson, J. A., & Sibley, C. G. (2009).

Regulating partners in intimate relationships: The costs and benefits of different communication strategies.

Journal of Personality and Social Psychology, 96(3), 620–639.


กัมพล ใหม่จันทร์ดี และอารยา ผลธัญญา. (2563).

พลวัตความผูกพันทางอารมณ์กับคู่รักของบุคคลที่เคยมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก. ว

ารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 28(3–4), 221–230.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้

iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page