top of page

เด็กใหม่ The Reset การกลับมาของแนนโน๊ะและการหยุดส่งต่อความรุนแรง

iSTRONG เด็กใหม่ The Reset การกลับมาของแนนโน๊ะและการหยุดส่งต่อความรุนแรง

 “สวัสดีค่ะ แนนโน๊ะนะคะ! เป็นเด็กใหม่ ฝากตัวด้วยค่ะ” ประโยคแนะนำตัวที่คุ้นหูกลับมาใหม่อีกครั้ง หลังจากแนนโน๊ะห่างหายจากคนดูไปเป็นเวลา 5 ปี ในเด็กใหม่ The Reset เบ็คกี้ รีเบคก้า แพทริเซีย อาร์มสตรอง รับบท “แนนโน๊ะ” เวรกรรมที่มาเป็นรูปธรรม โดยเพิ่งเปิดตัว EP แรกไปเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา


ใน EP แรกนั้น เปิดมาด้วยเรื่องของ “สกาย” (รับบทโดย แซม พฤฒิชัย รวยฟูพันธ์) เด็กหนุ่มที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง และทำร้ายร่างกายรวมถึงจิตใจอย่างรุนแรง โดย “จอมพล” (รับบทโดย แบงค์ ณฐวัฒน์ ธนทวีประเสริฐ) ลูกชายไม่เอาถ่านของผู้มีอิทธิพล ที่เป็นเหยื่อความรุนแรงของพ่อ แล้วดันจดจำและนำมาใช้กับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน 


ในเด็กใหม่ The Reset ช่วงครึ่งเรื่องแรก คนดูอย่างเราจะรู้สึกอึดอัด จิตตก และอาจรู้สึกดิ่งไปกับชะตากรรมของสกายที่กลายมาเป็นที่ระบายอารมณ์ของจอมพล ด้วยการใช้วิธีการรุนแรงต่าง ๆ ซึ่งในซีรีส์ก็แสดงให้เราเห็นชัดเจนว่าจอมพลก็ถูกทำร้ายโดยพ่อแท้ ๆ มาก่อน หรือกล่าวได้ว่า จอมพลก็คือเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัวที่ส่งต่อความรุนแรงไปสู่ผู้อื่น 


เสน่ห์ของซีรีส์เด็กใหม่ดั้งเดิมคือการที่แนนโน๊ะสะท้อนผลของการกระทำในรูปแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” และกระตุ้นให้คนดูไปตกผลึกทางความคิดต่อ ส่วนในเด็กใหม่ The Reset จะค่อนข้างพูดกับคนดูอย่างตรงไปตรงมา อย่างใน EP แรก แม้แนนโน๊ะ จะเปิดทางให้สกายแก้แค้นจอมพล แต่สกายกลับเลือกที่จะหยุดส่งต่อความรุนแรง 


งานวิจัยทางจิตวิทยาจำนวนมากชี้ว่า พ่อแม่สามารถ “หยุดส่งต่อความรุนแรงจากรุ่นสู่รุ่น” ได้ แม้ตนเองจะเคยเติบโตมากับความรุนแรงก็ตาม โดยคำถามสำคัญ คือ หากความรุนแรงสามารถถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ แล้วเราจะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร?


งานวิจัยทางจิตวิทยา ยืนยันว่า วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การปรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่-ลูก การฝึกการจัดการอารมณ์ และการเยียวยาบาดแผลของพ่อแม่ โดยสามารถนำไปปรับใช้ได้ 5 เทคนิค ดังนี้ค่ะ


  1. ชื่นชมลูกบ่อย ๆ

    การชื่นชมลูกบ่อย ๆ (Parental praise) เป็นเทคนิคหนึ่งของแนวคิดการเลี้ยงลูกเชิงบวก (Positive parenting) ตามทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการ และมีบทบาทสำคัญในการหยุดส่งต่อความรุนแรงในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น เพราะการเลี้ยงดูที่ใช้การลงโทษรุนแรงจะสร้างวงจรการตอบโต้ระหว่างพ่อแม่กับลูก (Coercive cycle) เช่น เด็กต่อต้าน → พ่อแม่โกรธ → ลงโทษ → เด็กก้าวร้าวมากขึ้น แล้วก็วนลูปใหม่


    แต่การชื่นชมลูกจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีแทนการใช้ความรุนแรงและทำให้เด็กเรียนรู้ผ่านการสนับสนุนมากกว่าการกลัวการลงโทษ โดยมีงานวิจัยทางจิตวิทยา พบว่า การเลี้ยงดูที่เน้นการเสริมแรงเชิงบวก เช่น การชมลูกและการสื่อสารเชิงบวก สามารถลดความรุนแรงทางร่างกายและอารมณ์ต่อเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยังส่งผลดีต่อเด็กในระยะยาวอีกด้วย


  2. ฝึกการควบคุมอารมณ์

    การฝึกการควบคุมอารมณ์ (Emotion regulation training) เป็นกลไกสำคัญทางจิตวิทยาที่ช่วยหยุดส่งต่อความรุนแรงในครอบครัวได้ เพราะความรุนแรงในครอบครัวจำนวนมากเกิดจากการตอบสนองต่ออารมณ์ที่รุนแรงแบบฉับพลัน (Impulsive aggression) มากกว่าการตั้งใจทำร้ายโดยมีแผนล่วงหน้า


    ด้วยเหตุนี้หากพ่อแม่หมั่นฝึกการควบคุมอารมณ์ จะมีสติในการตอบสนองลูกมากขึ้น ซึ่งช่วยลดการลงโทษหรือทำร้ายลูกได้มาก และเมื่อพ่อแม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ความสัมพันธ์ในครอบครัวจะปลอดภัยและอบอุ่นมากขึ้นอีกด้วย

     

  3. ลดการตีความลูกในทางลบ

    พ่อแม่ที่มีประวัติถูกเลี้ยงดูแบบรุนแรงมักมีแนวโน้มที่จะตีความพฤติกรรมลูกว่าเป็นการต่อต้านหรือท้าทาย (Hostile attribution bias) ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาจึงแนะนำให้พ่อแม่ฝึกสังเกตและชื่นชมพฤติกรรมดีของลูก เพื่อให้พ่อแม่โฟกัสด้านบวกของลูกมากขึ้น


    ลดการตีความลูกในทางลบ ลดการวิจารณ์และการตำหนิลูกลง โดยมีงานวิจัยทางจิตวิทยาเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์พ่อแม่-ลูก พบว่า การเพิ่มพฤติกรรมการชมและลดการตำหนิลูก เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมทางบวกในครอบครัว ซึ่งจะช่วยสานความสัมพันธ์ให้อบอุ่นได้


  4. ฝึกการตอบสนองลูกในทางบวก

    การฝึกการตอบสนองลูกในทางบวก (Positive parental responding) เป็นเทคนิคจิตวิทยาสำคัญในแนวคิดการเลี้ยงดูเชิงบวก (Positive parenting) ซึ่งสามารถป้องกันหรือหยุดส่งต่อความรุนแรงในครอบครัว เพราะการตอบสนองเชิงบวกต่อลูก เช่น การรับฟังอย่างตั้งใจ การสะท้อนความรู้สึก การชื่นชมพฤติกรรมที่ดี สามารถช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างพ่อแม่กับลูก และทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนจากการควบคุมด้วยความกลัวเป็น การเสริมแรงเชิงบวก (Positive reinforcement) ซึ่งช่วยลดการใช้ความรุนแรงได้


    โดยมีงานวิจัยทางจิตวิทยา พบว่า การที่พ่อแม่มีการสังเกตและตอบสนองต่อลูกอย่างเหมาะสมสามารถเพิ่มความไวทางอารมณ์ของพ่อแม่ และช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์พ่อแม่-ลูก อีกทั้งมีงานทบทวนหลักฐานทางวิชาการ พบว่า การที่พ่อแม่ตอบสนองลูกในทางบวกและสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ สามารถลดการทำร้ายเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    นอกจากนี้ ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ของ Bandura ยังอธิบายว่า เด็กเรียนรู้พฤติกรรมจากการสังเกตผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่ ดังนั้นหากพ่อแม่ ปฏิบัติต่อลูกอย่างอ่อนโยน ใส่ใจ เด็ก ๆ จะจดจำและเรียนรู้นำไปปฏิบัติกับผู้อื่นเช่นกัน


  5. หากบาดแผลใจของพ่อแม่ยังเจ็บอยู่ ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา

    การที่พ่อแม่ขอคำปรึกษาหรือรับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา เมื่อยังเจ็บปวดกับบาดแผลทางใจ (Psychological trauma) จากประสบการณ์ในอดีตอยู่ เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยหยุดส่งต่อความรุนแรงในครอบครัวอย่างได้ผล เพราะประสบการณ์ความรุนแรงในวัยเด็กของพ่อแม่มักส่งผลต่อรูปแบบการรับรู้อารมณ์ การตอบสนองต่อความเครียด และรูปแบบการเลี้ยงดูในอนาคต


    ดังนั้นการที่พ่อแม่รู้ตัวและตระหนักว่าตนเองอาจส่งต่อความรุนแรงและไปสร้างบาดแผลใจให้แก่ลูก แล้วเข้ารับการบำบัดเพื่อปรับพฤติกรรม จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจประสบการณ์ในอดีตของตนเอง ช่วยลดอารมณ์โกรธและความเครียดที่สะสม นำไปสู่การปรับวิธีตอบสนองต่อสถานการณ์ในครอบครัวที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น


    โดยมีงานวิจัยทางจิตวิทยา พบว่า การเยียวยาบาดแผลทางใจของพ่อแม่ สามารถช่วยปรับปรุงสุขภาพจิตของพ่อแม่และลดความเสี่ยงของการเลี้ยงดูที่รุนแรงลงได้


ในชีวิตจริงของเรา ไม่มี “แนนโน๊ะ” เหมือนในเด็กใหม่ The Reset ที่คอยสนองกรรมต่อผู้ที่ทำความรุนแรงกับผู้อื่น จึงทำให้ยังมีเด็กจำนวนมากที่ถูกทำร้ายในครอบครัว และเด็กเหล่านั้นก็ถ่ายทอดความรุนแรงที่ถูกบ่มเพาะมาไปทำร้ายเพื่อน ทำร้ายคนรอบข้างต่อ ๆ ไป มีงานวิจัยทางจิตวิทยาจำนวนมาก ที่แสดงค่าสถิติชัดเจนว่าเด็กที่เติบโตในครอบครัวที่มีความรุนแรงมีโอกาสใช้ความรุนแรงสูงขึ้นประมาณ 2 เท่า และเด็กที่ถูกทารุณกรรมมีโอกาสกระทำผิดรุนแรง เพิ่มขึ้นประมาณ 38%


เด็กที่เติบโตมาด้วยความรุนแรง ไม่ได้เกิดมาเพื่อส่งต่อความรุนแรง หากแต่พวกเขาเพียงเรียนรู้โลกจากสิ่งที่เคยเห็นเท่านั้น ดังนั้นแล้ว หากพ่อแม่สามารถหยุดส่งต่อความรุนแรงในครอบครัวได้ เราก็สามารถช่วยฟื้นฟูเด็กคนหนึ่งให้กลับมามีความสุขในชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้การหยุดส่งต่อความรุนแรงในครอบครัว จึงไม่ใช่เพียงการปกป้องเด็กคนหนึ่ง แต่คือการสร้างสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับคนทั้งรุ่นต่อไป


เพราะในชีวิตจริงเราอาจไม่มีใครคอย “หยุดวงจรความรุนแรง” ให้เหมือนในเรื่อง แต่ข่าวดีคือวงจรนี้สามารถ “หยุดได้” จากคนธรรมดาอย่างเราที่เริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเอง และเลือกที่จะไม่ส่งต่อสิ่งเดิม ๆ


อย่างไรก็ตาม บางบาดแผลอาจลึกเกินกว่าจะจัดการได้ด้วยตัวคนเดียวในหลายกรณี การได้มีพื้นที่ปลอดภัยและมีผู้เชี่ยวชาญคอยรับฟังอย่างเข้าใจสามารถช่วยให้เราเริ่มคลี่คลายความเจ็บปวดเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม


ซึ่ง iSTRONG ก็มีบริการด้านการดูแลความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนค่อย ๆ เข้าใจตัวเอง เข้าใจกันและกันและเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยมากขึ้น ดูรายละเอียดบริการสำหรับครอบครัวได้ที่ https://cutt.ly/gtDPkE4O


เพราะการหยุดความเจ็บปวดหนึ่งรุ่นอาจเปลี่ยนชีวิตของคนอีกหลายรุ่นต่อไป 💙

iSTRONG Mental Health

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจและทักษะจิตวิทยา สำหรับบุคคล องค์กร


บริการของเรา

บุคคลทั่วไป

  • บริการปรึกษา จิตแพทย์และนักจิตวิทยา : https://cutt.ly/LtkJ6SA5

  • คอร์สฝึกอบรม ทักษะด้านจิตวิทยา : https://cutt.ly/qtkLhw8U

องค์กร

ติดต่อ

  • โทร. 02-0268949 หรือ Line : @istrong

บทความที่เกี่ยวข้อง 

อ้างอิง:

Backhaus, S., Leijten, P., Jochim, J., Melendez-Torres, G. J., & Gardner, F. (2023).

Effects over time of parenting interventions to reduce physical and emotional violence against children: A systematic review and meta-analysis. eClinicalMedicine, 60, 102003. https://doi.org/10.1016/j.eclinm.2023.102003


Bandura, A. (1977).

Social learning theory. Prentice Hall.


Ehrensaft, M. K., Cohen, P., Brown, J., Smailes, E., Chen, H., & Johnson, J. G. (2003).

Intergenerational transmission of partner violence: A 20-year prospective study. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 71(4), 741–753.


Havighurst, S. S., Wilson, K. R., Harley, A. E., Prior, M. R., & Kehoe, C. E. (2010).

Tuning in to Kids: Improving emotion socialization practices in parents of preschool children—Findings from a community trial. Journal of Child Psychology and Psychiatry, 51(12), 1342–1350. https://doi.org/10.1111/j.1469-7610.2010.02303.x


McCoy, A., Melendez-Torres, G. J., & Gardner, F. (2020).

Parenting interventions to prevent violence against children in low- and middle-income countries in East and Southeast Asia: A systematic review and multi-level meta-analysis. Child Abuse & Neglect, 103, 104444.


Rosenblum, K. L., Muzik, M., Morelen, D., Alfafara, E., Miller, N., Waddell, R., Schuster, M., & Ribaudo, J. (2017).

A community-based randomized controlled trial of Mom Power parenting intervention for mothers with interpersonal trauma histories and their young children. Archives of Women’s Mental Health, 20(5), 673–686.


World Health Organization. (2023). WHO guidelines on parenting interventions to prevent child maltreatment and enhance parent-child relationships with children aged 0–17 years. World Health Organization.

ประวัติผู้เขียน

จันทมา ช่างสลัก บัณฑิตจิตวิทยาคลินิกจากรั้ว มช. และมหาบัณฑิตจาก NIDA ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูก 1 ผู้เป็นทาสแมว ที่มุ่งมั่นจะพัฒนาการเขียนบทความจิตวิทยาให้โดนใจผู้อ่าน และสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกบนโลกใบนี้


iSTRONG ผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิต Solutions ด้านสุขภาพจิต ให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักจิตบำบัด นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบรับรอง รวมถึงบทความจิตวิทยา

© 2016-2026 Actualiz Co.,Ltd. All rights reserved.

contact@istrong.co                     Call 02-0268949

  • Facebook Social Icon
  • YouTube Social  Icon
  • Instagram
  • Twitter
bottom of page