

ทำไมคนเราทะเลาะกันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ทั้งที่ทำความเข้าใจ คุยกันมาตั้งหลายครั้ง
คุยเรื่องนี้กันไปแล้วไม่ใช่เหรอ ประโยคนี้คงเป็นสิ่งที่หลายคนเคยพูด ไม่ว่าจะกับคนรัก คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ลูกน้องในทีม แปลกไหมทั้งที่เคยอธิบายกันไปแล้ว เคยตกลงกันแล้วและต่างคนก็บอกว่าเข้าใจ แต่ไม่นาน เรื่องเดิมก็กลับมาอีก สุดท้ายบทสนทนาก็จบลงเหมือนเดิม


ทำไมคำพูดคำเดียวกัน คนหนึ่งฟังแล้วเข้าใจ แต่อีกคนกลับเสียใจ
"เราแค่พูดความจริง ทำไมเขาต้องโกรธขนาดนั้น" เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีความรู้สึกแบบนี้ หลังจากพูดอะไรบางอย่างออกไปด้วยความหวังดี แต่กลับทำให้อีกฝ่ายเสียใจ โกรธ หรือไม่อยากคุยกับเราอีก บางครั้งเราพูดประโยคเดียวกันกับคนหลายคน คนหนึ่งหัวเราะ อีกคนเฉย ๆ แต่อีกคนกลับรู้สึกแย่


ทำไมบางคนพูดน้อย แต่คนกลับเชื่อและอยากทำตาม
ทำไมบางคนพูดเพียงไม่กี่ประโยค แต่ทุกคนกลับเชื่อและอยากทำตาม ในขณะที่บางคนอธิบายทุกอย่างอย่างละเอียด แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือ ความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่ความสามารถในการเข้าใจคนตรงหน้า


คุณอาจกำลัง “ทำให้ทีมคิดไม่เป็น” โดยไม่รู้ตัว เพราะสไตล์การสื่อสารของคุณ ปิดโอกาสให้ทีมเติบโต
ทีมที่ไม่กล้าคิดหรือไม่สามารถตัดสินใจเองได้ มักไม่ได้เกิดจากความสามารถของคนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “รูปแบบการสื่อสารของหัวหน้า” ที่ทำให้ทีมเคยชินกับการรอคำตอบ เมื่อหัวหน้าคิดแทน แก้แทน หรือชี้นำมากเกินไป ทีมจะค่อย ๆ หยุดคิด และพึ่งพามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว


ทำไมบางคน คุยด้วยแล้วเหนื่อย เขาอาจไม่ได้พูดอะไรผิด ปัญหาอาจอยู่ที่ “ภาวะ” ที่ไม่ตรงกัน
ความรู้สึกว่า “คุยแล้วเหนื่อย” มักไม่ได้เกิดจากคำพูดที่ผิด แต่เกิดจาก “ภาวะจิต” ที่ไม่สอดคล้องกัน เมื่อภาวะของผู้พูดและผู้ฟังไม่ตรงกัน สมองจะต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการรับมือ ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดและอยากหลีกเลี่ยงบทสนทนา


ทำไม “ยิ่งอธิบาย ทีมยิ่งเถียง” ปัญหาอาจไม่ใช่เหตุผล แต่อยู่ที่ “ภาวะ” ที่คุณใช้
ปัญหาที่ยิ่งอธิบายแล้วทีมยิ่งเถียง มักไม่ได้เกิดจาก “เหตุผลไม่ดีพอ” แต่เกิดจาก “ภาวะจิต” ที่ใช้สื่อสารไม่ตรงกัน เมื่อคุณพูดจากภาวะหนึ่ง แต่อีกฝ่ายรับด้วยอีกภาวะหนึ่ง บทสนทนาจะกลายเป็น “การปะทะ” แทนที่จะเป็น “การเข้าใจ”


พูดดีแค่ไหน ก็ไม่มีอำนาจในที่ประชุม คุณอาจกำลังสื่อสารผิด “ภาวะจิต”
ารพูดดี มีเหตุผล และสุภาพ ไม่ได้ทำให้คุณมีอิทธิพลในที่ประชุมเสมอไป เพราะคนไม่ได้ตอบสนองต่อ “คำพูด” แต่ตอบสนองต่อ “ภาวะจิต” ที่คุณสื่อออกไป หากคุณสื่อสารจากภาวะที่ไม่มั่นคง เช่น การป้องกันตัวหรือเกรงใจมากเกินไปคนฟังจะ “ไม่เชื่อ” แม้สิ่งที่คุณพูดจะถูกต้องก็ตาม


ความสัมพันธ์ ที่พูดกันไม่เข้าใจ เพราะเราอาจกำลังคุยกันคนละ “ภาวะจิต”
ในที่ทำงาน หลายความสัมพันธ์ไม่ได้พังเพราะใครเป็นคนไม่ดี แต่มันค่อย ๆ ห่าง เพราะ “คุยกันแล้วไม่เข้าใจ” ยิ่งพยายามอธิบาย ก็ยิ่งเหนื่อยยิ่งพยายามอธิบายดี ๆ ก็ยิ่งถูกมองว่าเยอะบางครั้งจากเรื่องงาน กลายเป็นเรื่องใจจากเรื่องเล็ก กลายเป็นระยะห่างที่อธิบายไม่ถูก


ทำไมยิ่งอธิบาย ยิ่งไม่เข้าใจ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา แต่อยู่ที่ “ภาวะ”
คุณเคยเจอไหมว่า คุณตั้งใจอธิบายอย่างชัดเจน ใช้เหตุผลครบถ้วน แต่ทีมกลับเข้าใจไปอีกแบบหนึ่ง บางครั้งคุณคิดว่าตัวเองพูดตรงไปตรงมาแล้ว แต่ลูกทีมกลับรู้สึกถูกตำหนิ บางครั้งคุณตั้งใจให้คำแนะนำ


คุมทีมไม่ได้ ทีมไม่ฟัง เพราะผู้นำกำลังสลับ Ego State โดยไม่รู้ตัว
คุณเคยรู้สึกไหมว่า พูดไปแล้วแต่ทีมไม่ทำตาม ต้องตามงานซ้ำ ๆ หรือประชุมกันดีแล้วแต่พอทำจริงกลับไม่เหมือนที่ตกลง บางวันคุณรู้สึกว่าทีมไม่เกรงใจ พูดอะไรก็เหมือนไม่จริงจัง แต่บางวันกลับรู้สึกว่าทีมเงียบเกินไป ไม่มีใครกล้าเสนอความเห็นหรือโต้แย้ง
